วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"อดุลย์"ย้ำ"อุดมคติ"ตำรวจ พ.ร.ก.แค่คุ้มครองผู้ปฏิบัติ ไม่คิดใช้กำลังสลายชุมนุม

“การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ทหารตำรวจเข้าดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นเครื่องมือดำเนินการกับผู้ที่ละเมิดกฎหมาย คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ มีความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่คิดใช้กำลังเข้าดำเนินการกลุ่มผู้ชุมนุม ยึดหลักกฎหมาย จะใช้เท่าที่จำเป็น ผู้ที่ละเมิดกฎหมายจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำ จะใช้เวลาที่เหมาะสม คดีมีอายุความไม่ต้องรีบให้เป็นเงื่อนไข แต่คดีมีอายุความทุกคดี หลีกเลี่ยงเหตุรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม”

“ส่วนเรื่องที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมทำลายป้าย เข้าใจความรู้สึกตำรวจทุกคน ขอให้อดทนยึดมั่นอุดมคติตำรวจที่ว่า “อดทนต่อความเจ็บปวด ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก” พิสูจน์ให้เห็นว่า ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมาย ยึดมั่นในหน้าที่ เพื่อทำหน้าที่สนองพระบรม ราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความจงรักภักดีอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพราะตำรวจทุกคนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

เป็นคำสัมภาษณ์ครั้งแรกของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กับสถานการณ์การชุมนุม ที่รัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินรับมือสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่ม กปปส.และ คปท.โดย พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ ศรส.


มีอำนาจมากมายที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยการรื้อทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถือว่าร้ายแรงเท่ากับเป็นการเหยียบย่ำ “ศักดิ์ศรี” ตำรวจทีเดียว

แม้ กปปส.และ คปท.ประกาศจุดยืนเดินหน้าล้มรัฐบาล ขัดขวางการเลือกตั้ง ปิดล้อมสถานที่ราชการ บังคับให้ข้าราชการหยุดงาน

นับว่าจงใจยั่วยุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังตอบโต้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล

หรือจากหลายเหตุการณ์ตั้งแต่โยนระเบิดบ้านอดีตนายกรัฐมนตรี บ้านผู้ว่าฯ กทม. ระเบิดม็อบบรรทัดทอง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ล้วนทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นทุกขณะ

กลิ่นปฏิวัติรัฐประหารจึงโชยมาอย่างน่ากลัว!!!


แต่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ทุกคนได้ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

อดทนอดกลั้นไม่เป็นเงื่อนไขเหตุรุนแรง

ทุกคนมองเห็นบั้นปลายของความเสียหายของประเทศ ความบอบช้ำของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ต้องเข้ามารักษากฎหมาย กฎกติกาบ้านเมือง จากเหตุชุมนุมทางการเมืองเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้น่าเป็นห่วงกว่าอดีตที่ผ่านมาเพราะความคิดที่แตกแยกของคนไทย

เจ้าหน้าที่อดทนอดกลั้นแก้ไขสถานการณ์ หากตัดสินใจผิดพลาดมีโอกาสตกเป็น “จำเลยสังคม”

ยืนหยัดทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง


สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนได้ยึดมั่นตามแนวนโยบายของ พล.ต.อ.อดุลย์ ในการทำหน้าที่ผู้ที่รักษากฎหมาย ทุ่มเทเสียสละทั้งชีวิตและร่างกายกลับต้องแปดเปื้อนจากวังวนการเมืองน้ำเน่า

ตำรวจทำงานตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตนโดยชอบด้วยกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติถือว่ามีความผิดเพราะตามกฎหมายกำหนดให้ข้าราชการตำรวจอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี...

สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนั้นตำรวจก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

จนมาวันนี้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นคนมาสั่งการงานตำรวจ

ก็เป็นไปตามอำนาจ หน้าที่ ตัวบทกฎหมาย...

ทุกประเทศในโลกก่อตั้งตำรวจเพื่อปราบปรามผู้กระทำความผิด


แต่เวลานี้มีการสร้างเงื่อนไขทำให้ตำรวจอ่อนแอ บังคับใช้กฎหมายได้ไม่เต็มที่

เชื่อว่าตำรวจส่วนใหญ่เป็น “มืออาชีพ” ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน ไม่ว่าเหลือง แดง น้ำเงิน ไม่มีสีไหน นอกจาก “สีกากี” ซึ่งเป็นสีของแผ่นดิน เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับทุกส่วนราชการ

ยึดมั่นตามแนวพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า ตั้งใจประพฤติตัวปฏิบัติงานให้สมแก่ฐานะและหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมคือความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมืองไทย

มุ่งหวังให้ข้าราชการทุกคนต้องยึดถืออำนาจหน้าที่ของตนเพื่อความมั่นคงประเทศ

เป็นข้อคิดที่คนไทยและเหล่าข้าราชการทุกหมู่เหล่าต้องสนองพระราชดำรัส แสดงความจงรักภักดี ไม่มีตำรวจ ทหาร ข้าราชการคนใดที่คิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวการชุมนุมประท้วงที่มีเงื่อนไขทางการเมือง

ตำรวจได้รับจากการทำหน้าที่รักษากฎหมายบ้านเมือง ตามอำนาจหน้าที่ที่พึงกระทำของข้าราชการ ตำรวจคือ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครองให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ

แม้ทหาร ตำรวจ ไม่คิดใช้จังหวะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สลายการชุมนุม ใช้ความอดทนอดกลั้น ไม่คิดตอบโต้ แต่ความรู้สึกของเหล่าข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต้องได้รับความรู้สึกเจ็บปวดจากการยั่วยุของเหล่าแกนนำและพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่มที่แสดงออกมาโดยไม่สนใจว่าเป็นสิ่งที่เกินขอบเขตกฎหมาย


ตำรวจมีภารกิจหนักอึ้งในการรองรับสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง แม้จะไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทุกคนยึดในหน้าที่ตำรวจเพื่อแสดงความจงรักภักดีและยึดถือความสงบสุขประเทศ

ในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด ทุกสิ่งทุกอย่างถือเอาอนาคตของประเทศ ชาติเป็นเดิมพัน

ตำรวจเปรียบเสมือน “หนังหน้าไฟชั้นดี” ที่ต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ฝั่งหนึ่งคือผู้ถืออำนาจปกครองบ้านเมือง มีอำนาจสั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย คงเป็นไปไม่ได้ที่ตำรวจจะไม่ปฏิบัติตามหากเป็นเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมือง สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง คือ มวลชนหลายๆกลุ่ม ซึ่งมีเจตนารมณ์เดียวกันคือการโค่นล้มรัฐบาล

แต่เป็นที่น่าหดหู่ที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามยั่วยุเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกวิถีทาง


ผู้นำตำรวจย้ำชัดตำรวจไม่ได้ไร้น้ำยาแต่ยึดถืออนาคตของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ไม่มีใครเห็นป้ายสถาบันอันเป็นที่เคารพสูงสุดขององค์กรถูกทำลายแล้วจะไม่รู้สึกอะไร

ทุกวันนี้จิตใจตำรวจเจ็บปวดต่อการกระทำของคนไทยบางกลุ่ม ที่เป็นเช่นนี้เพราะความเป็น “มืออาชีพ” ของตำรวจยุคนี้ที่ยืนหยัดอยู่ใน “อุดมคติตำรวจ” อย่างไม่ไหวเอนต่อการยั่วยุ

ทำหน้าที่ด้วยสติและคงความเป็น “มืออาชีพ” แบกรับภารกิจที่สำคัญยิ่งไว้ซึ่ง “หน้าที่” ในการดูแลทุกข์สุขของสุจริตชนที่ยังคงเข้าใจในจิตวิญญาณและหวังพึ่งพาตำรวจ.

 

ทีมข่าวอาชญากรรม

25 ม.ค. 2557 08:03 ไทยรัฐ