วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สื่อนอกมองขั้วอำนาจการเมืองไทย สาเหตุของความแตกแยก

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. สำนักข่าวต่างประเทศ "The economist" เผยแพร่บทวิเคราะห์ใจความว่า สถานการณ์การเมืองไทย ที่มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน และการตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น ดูเหมือนจะยิ่งทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เป็นไปได้ยากขึ้นอีก เพราะพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะต่อต้านในทุกๆ การดำเนินการของรัฐบาลชุดนี้เต็มที่ และการเผชิญหน้ากันของ 2 ขั้วอำนาจการเมือง ก็จะไม่มีวันจบสิ้น

ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่บนถนน และต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ โดยวาดหวังไว้ว่า การปฏิรูปนั้นจะสามารถช่วยการเมืองไทยเอาไว้ได้ แต่หากมองย้อนไปในอดีตแล้ว ประเทศไทยเคยใช้วิธีนอกระบอบประชาธิปไตยในการแก้ปัญหาทางการเมืองมาแล้ว อย่างการรัฐประหารในปี 2549 และกรณีคำตัดสินสั่งยุบพรรคการเมืองใหญ่ ในปี 2551 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้ก็ยังไม่ใช่ทางออกสุดท้ายที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหาการเมืองไทยได้


หัวใจของปัญหาการเมืองไทยนั้น มาจากการแบ่งขั้วอำนาจทางการเมืองออกเป็น 2 ฝ่าย ในมุมมองของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยถูกปล้นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนักธุรกิจหมื่นล้าน ที่ต้องเนรเทศตัวเองออกจากประเทศ จากคำพิพากษาจำคุกในคดีทุจริตการเมือง แต่ถึงอย่างนั้น พรรคการเมืองที่เป็นแขนขาอันจงรักภักดีก็ยังคงประสบความสำเร็จและชนะเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องถึง 4 สมัย รวมไปถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่ชัยชนะก็ยังคงตกเป็นของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณนั่นเอง

ก่อนหน้าที่ชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะปรากฏอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น ประเทศไทยมีการปกครองโดยรัฐบาลผสมที่ทุจริตสลับกับรัฐบาลเผด็จการทหารที่ทุจริต โดยมีความพยายามทำรัฐประหารเกิดขึ้นถึง 18 ครั้ง หลังสิ้นสุดการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475 ล่วงเลยมาจนถึงปี 2540 ที่ประเทศไทยได้มีการบัญญัติรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยขึ้น


อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามารถชนะการเลือกตั้งชนิดที่เรียกได้ว่าขาดลอย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยพรรครัฐบาลผสม ซึ่งฐานเสียงสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นประชาชนในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเป็นส่วนใหญ่

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงการทุจริตทางการเมืองระดับประเทศ และการทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพเหมือนล้มละลาย ด้วยนโยบายประชานิยม ปัญหาสำคัญก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกมองว่า ตั้งใจก้าวล่วงระบอบอำนาจเก่าอย่างองค์กรต่างๆ กองทัพ ตุลาการศาล และสถาบันกษัตริย์

ในขณะเดียวกัน กลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมองว่า การที่กลุ่มต่อต้านออกมาประท้วงครั้งนี้เป็นการต่อต้านระบอบประชาธิปไตยจากกลุ่มชนชั้นกลางและสูง ที่กำลังเสียผลประโยชน์ ซึ่งระบอบการปกครองแบบทักษิณนั้น มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มฐานเสียง หรือชนชั้นแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนทั้งประเทศ ส่วนฝ่ายต่อต้านเองก็ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงในสังคมอีกต่อไป สังคมไทยในตอนนี้จึงร้าวออกเป็น 2 ขั้วทันที ระบอบประชาธิปไตยที่แบ่งฝั่ง จึงกลายเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยผิดเพี้ยน



ในการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง และผู้ที่แพ้ก็จำต้องก้มหน้าก้มตายอมรับความพ่ายแพ้อย่างเงียบงัน จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทำให้กลุ่มคนในวงสังคมกลุ่มใหญ่ ที่มีชื่อเสียงและเป็นแนวหน้า ต่างทนไม่ได้กับการบริหารบ้านเมืองแบบผูกขาดของตระกูลชินวัตร และเริ่มทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางระบอบทักษิณ ไปจนถึงข้อกล่าวหาที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์

หากการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ เกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นเพียงแค่สถานการณ์ที่ถาโถมใส่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยเท่านั้น แต่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยได้ กลุ่มผู้ประท้วงคาดหวังให้รัฐบาลชุดนี้ถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร และแม้การรัฐประหารจะเกิดขึ้น และขั้วอำนาจในการบริหารบ้านเมืองเปลี่ยนไปเป็นของฝ่ายต่อต้านทักษิณ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551 ถึงปี 2554 ก็ยังคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง และสมบูรณ์


และหากสถานการณ์นี้ยังยืดเยื้อต่อไป มุมมองความแตกแยกของไทย จะไม่ได้หยุดอยู่ที่ความคิดเห็นทางการเมืองเท่านั้น แต่จะมีปัจจัยอื่นผุดตามขึ้นมาไม่หยุด ทั้งสถานะทางสังคม วัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา สีผิว ลุกลามไปจนถึงความแตกต่างในทุกๆ ด้าน จนไม่เหลือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ

 

ขั้วอำนาจการเมืองไทย สาเหตุของความแตกแยกในชาติ... 24 ม.ค. 2557 12:22 ไทยรัฐ