วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ธีระชัย' จับพิรุธ โยกเงินลงทุนคมนาคม 1.3 แสนล้านจ่ายจำนำข้าว

“ธีระชัย  ภูวนารถนรานุบาล” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง จับพิรุธรัฐบาลรักษาการ โยกเงิน 1.3 แสนล้าน จากการลงทุนพัฒนาเครือข่ายขนส่งมวลชน ไปใช้ในโครงการจำนำข้าว วอนคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอย่างละเอียด...

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายธีระชัย  ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีรัฐบาลค้างจ่ายเงินจำนำข้าวชาวนา หลังจากที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีแนวคิดปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกพันในอนาคต โดยโยกเงินลงทุนในโครงการพัฒนาเครือข่ายระบบขนส่งมวลชน ไปใช้ในโครงการจำนำข้าว ว่า  แม้การกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาทจะไม่ทำให้กรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวเพิ่มขึ้น แต่การโยกวงเงินกู้ ของการลงทุนในโครงการคมนาคม ไปใช้ในโครงการจำนำข้าว เป็นการสร้างข้อจำกัดแก่รัฐบาลใหม่ เพราะแผนงานลงทุนด้านคมนาคม ผ่านการพิจารณาของกระทรวงคมนาคมมาแล้วอย่างรอบคอบ และได้ผ่านขั้นตอนพิจารณาของหลายหน่วยงานมาก่อนหน้า แต่การโยกเงินลงทุนด้านคมนาคมไปใช้ในโครงการจำนำข้าว จะทำให้รัฐบาลใหม่มีข้อจำกัดด้านการลงทุนในโครงการขนส่งมวลชน เพราะเงินที่ใช้ในการลงทุนได้ถูกโยกไปแล้ว หากรัฐบาลใหม่จะดำเนินการต่อต้องมีภาระหาแหล่งเงินกู้เพิ่มเติม จำนวน 1.3 แสนล้านบาท ดังนั้น การโยกวงเงินลงทุนในโครงการเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนจึงเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของรัฐบาลใหม่ในการดำเนินการโครงการคมนาคม

ประเด็นที่ 2 วงเงินที่กระทรวงการคลังเสนอ ครม. สำหรับใช้ในโครงการจำนำข้าว เป็นวงเงินหมุนเวียน เพื่อรักษาวินัยการคลัง ซึ่งเป็นการบังคับให้รัฐบาลต้องเร่งระบายข้าว เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนใช้จ่ายสำหรับการจำนำข้าวในรอบต่อๆ ไป การที่คณะกรรมการบริหารหนี้ฯ ซึ่งมีรัฐมนตรีคลังเป็นประธาน เสนอ ครม. โยกวงเงินกู้ดังกล่าว จึงมีผลเป็นการยกเลิกการบังคับให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวออกไปโดยปริยาย  ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ตรงกับเป้าประสงค์ของการกำหนดวงเงินเดิม ที่ต้องการให้มีลักษณะเป็นวงเงินหมุนเวียน

ประเด็นที่สาม ถึงแม้เกษตรกรที่ถือใบประทวน จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลอยู่แล้วก็ตาม แต่รัฐบาลใหม่มีทางเลือกเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวหลากหลาย เช่น รัฐบาลใหม่อาจจะต้องการใช้แหล่งเงินจากการขายข้าว เป็นแหล่งเงินหลักไปก่อน แล้วค่อยใช้แหล่งเงินจากการกู้เงิน หรือแหล่งอื่นๆ ในภายหลัง ดังนั้น การโยกวงเงิน จึงจะมีผลเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของรัฐบาลใหม่ ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดวิธีดำเนินการในโครงการจำนำข้าวได้อย่างคล่องตัว

ประเด็นที่สี่ คณะกรรมการบริหารหนี้ฯ มิได้มีมติโยกวงเงินกู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้มีมติให้รัฐบาลค้ำประกันหนี้ 1.3 แสนล้าน แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกด้วย โดยอ้างว่า พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ให้อำนาจไว้ และคณะกรรมการบริหารหนี้ฯ เพียงแต่รายงานให้ ครม. รับทราบเท่านั้น  ซึ่งการที่คณะกรรมการดังกล่าว สามารถพิจารณาโยกวงเงินกู้นั้น อาจจะพอเข้าใจได้ แต่การที่คณะกรรมการนี้ อ้างว่าสามารถกำหนดให้รัฐบาลต้องเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ก้อนใดก้อนหนึ่ง ควบคู่ไปด้วย โดย ครม. ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธนั้น ดูชอบกล เพราะทำให้คณะกรรมการนี้ มีอำนาจเหนือ ครม.  ดังนั้น การที่คณะกรรมการนี้ กำหนดให้ ครม. ต้องเข้าไปค้ำประกันหนี้ จึงไม่แตกต่างจากการที่ ครม. เป็นผู้อนุมัติการค้ำประกันเอง

นอกจากนี้ การที่ ครม. อนุมัติวงเงินโครงการจำนำข้าว 4.1 แสนล้าน ในปี 2554 นั้น ครม. ได้อนุมัติให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ ธ.ก.ส. ไปด้วยพร้อมกัน แต่ในครั้งที่ ครม. พิจารณาวงเงินจำนำข้าว วงเงินที่สอง จำนวน 2.7 แสนล้าน ในเดือน ก.ย. 2556 นั้น ครม. มิได้อนุมัติให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ ธ.ก.ส. ไปด้วยพร้อมกัน การใช้ช่องทาง ให้คณะกรรมการบริหารหนี้ฯ เป็นผู้กำหนดภายหลัง ให้รัฐบาลต้องเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ จึงเป็นวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการจำนำข้าว ที่แตกต่างไปจากเดิม

ในขณะที่ มติของคณะกรรมการบริหารหนี้ฯ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการยุบสภาไปแล้ว ดังนั้น มติของคณะกรรมการบริหารหนี้ หากสามารถมีผลผูกมัด ครม. จึงต้องถือเป็นการดำเนินการ ที่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญ และหากมติของคณะกรรมการดังกล่าว มีผลผูกพันรัฐบาลใหม่ ก็ย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 181 (3)

ประเด็นที่ห้า ต้องพิจารณาด้วย ว่ารัฐบาลรักษาการ มีการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการ เลือกตั้งหรือไม่ อันจะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 181 (4)  ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเกษตรกรจำนวนนับล้านคนที่ถือใบประทวนอยู่นั้น เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น การหาเงินมาจ่ายแก่เกษตรกรดังกล่าว หากเป็นการดำเนินการที่ไม่ตรงไปตรงมา เพื่อให้มีผลดีทางการเมืองแก่พรรครัฐบาล ก็จะเข้าข่ายมีความผิดได้

กรณีนี้ มีการดำเนินการ ที่ไม่เป็นไปตามปกติธุระ บางประการ ได้แก่ 1. มีการโยกวงเงินกู้ จากโครงการพัฒนาคมนาคม ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อสร้างทรัพย์สินของประเทศ เป็นลักษณะรายการในงบดุลของประเทศ ไปเป็นโครงการจำนำข้าว ซึ่งเป็นการใช้จ่ายสิ้นเปลือง เป็นลักษณะรายการในงบกำไรขาดทุนของประเทศ  ซึ่งการโยกเงินข้ามสายพันธุ์เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน

 2. มีการใช้กระบวนการให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ ซ่อนไว้ในมติของคณะกรรมการบริหารหนี้ฯ แทนที่จะเสนอให้ ครม. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติอย่างเปิดเผย ตามที่เคยปฏิบัติ ซึ่งการดำเนินการที่มีลักษณะเป็นการซุกประเด็นสำคัญเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน ดังนั้น สนง. คณะกรรมการกฤษฎีกา จึงควรระมัดระวัง และดูให้ดี ว่ามีการพยายามจะทำให้เกิดผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่.