วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉุกเฉินเริ่มฉุดความเชื่อมั่น

ในที่สุดรัฐบาลก็ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ นนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี และอำเภอบางพลี สมุทรปราการ เร็วกว่าที่คาด เป็นเวลา 60 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 22มกราคม

วิเคราะห์กันว่า รัฐบาลเร่งประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเตรียมรับมือการเลือกตั้งล่วงหน้าที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม และการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ แต่ทำไมต้องนานถึง 60 วัน ยังไม่มีคำตอบ

ที่น่าสนใจก็คือ ในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 1/2557 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิมอยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้อำนวยการ กรรมการที่เกี่ยวข้องล้วนตั้งตามตำแหน่ง เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงกลาโหม  อัยการสูงสุด ฯลฯ ยกเว้น ผู้บัญชาการเหล่าทัพ  ในคำสั่งแต่งตั้ง เป็น “ผู้แทน”  ทั้งหมด  คือ  ผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพอากาศ  ผู้แทนกองทัพเรือ  ไม่ใช่ “ผู้บัญชาการเหล่าทัพ” เหมือนหน่วยงานอื่น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่อยากวิจารณ์ว่าควรประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ เพราะมีการประกาศใช้ไปแล้ว แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือผลที่จะตามมา จะทำให้สถานการณ์ความรุนแรงลดลงหรือไม่ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ และถ้าไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ ทหารก็จำเป็นต้องออกมาแก้ไข

ประโยคหลังนี้ ทหารจะออกมาแก้ไขอย่างไร สื่อคงต้องไปถามให้ชัดเจนอีกครั้ง

ผลจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเมืองหลวงและปริมณฑล ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยทันที หลังจากที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลฮ่องกงก็ได้ยกระดับเตือนภัยการเดินทางมาเมืองไทยสู่ขั้นสูงสุดเป็น “สีดำ” ทันที หมายความว่า มีภัยร้ายแรง และให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่นั้นโฆษกรัฐบาลฮ่องกงยังได้แถลงเตือนซ้ำ แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปกรุงเทพฯทุกกรณี ธุรกิจการท่องเที่ยวไทยก็พังทันตาเห็นเหมือนกัน นี่ยังไม่นับประเทศอื่นที่ประกาศเตือนภัยไปแล้วหลายสิบประเทศ

แม้แต่ โตโยต้า บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นที่มาปักหลักลงทุนในประเทศไทยยาวนานกว่า 50 ปี วันวาน คุณเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งมีแผนที่จะลงทุนในไทยอีก 15,000-20,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์เพิ่มอีกปีละ 200,000 คัน ให้มีกำลังผลิตปีละ 1,050,000 คัน ก็ออกมาเตือนว่า หากสถานการณ์การเมืองไทยยังยืดเยื้อ ก็อาจจำเป็นต้องทบทวนแผนการขยายการลงทุน

สองวันก่อน สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เพิ่งรายงานว่า ปี 2014 จะเป็นปีทองแห่งการลงทุน   เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งโดยเฉพาะ สหรัฐฯ แค่เริ่มต้นปีไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็มีบริษัทประกาศซื้อกิจการและควบรวมกิจการแล้วเป็นมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านดอลลาร์ กว่า 4.29ล้านล้านบาท

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ ระบุว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับการใช้จ่ายและการลงทุน

โกลด์แมน แซค บอกว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011

ดัชนีหุ้นโลก หรือ เอ็มเอสซีไอ ปรับตัวขึ้นไปแล้ว 19% นับตั้งแต่ต้นปีไม่ถึงเดือน

ทุกอย่างสวยหรูไปหมด ปีนี้น่าจะเป็นปีทองของเศรษฐกิจไทยด้วย  แต่ทุกอย่างก็พังทลาย ผลพวงจากวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อมาข้าม ปี  จนถึงการประกาศภาวะฉุกเฉิน ยิ่งฉุดความเชื่อมั่นของประเทศไทยดิ่งลงทันที แม้แต่การจัดงานส่งเสริมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์หลายงาน ลูกค้าก็แจ้งยกเลิก

คู่ขัดแย้งสองฝ่ายควรเลิกยึดอัตตาตัวเอง และหันมานั่งโต๊ะเจรจากันแบบประชาธิปไตย การใช้เวลาแค่ 1 ปี เร่งปฏิรูปประเทศส่วนที่จำเป็นให้ดีขึ้น เช่น การคอร์รัปชัน การเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง แล้วค่อยไปเลือกตั้งตามกติกาใหม่ คือทางออกที่ดีที่สุด

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ความจริงใจ” ที่จะ “ปฏิรูปประเทศ” หรือไม่เท่านั้นเอง ก่อนที่สังคมไทยและเศรษฐกิจไทยจะหายนะยิ่งกว่านี้เพราะน้ำมือของนักการเมือง.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”