วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จดจำบทเรียนในอดีต

จดจำบทเรียนในอดีต

  • Share:

วิกฤติการเมืองของประเทศ ก้าวเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่น่ากลัวอีกก้าวหนึ่ง เมื่อรัฐบาลยกระดับการใช้กฎหมาย จาก พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ที่ใช้มากว่าสองเดือน มาเป็น พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินท่าม กลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสถานการณ์ขณะนี้ เป็น “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่จะต้องใช้มาตรการแข็งกร้าว เข้าระงับยับยั้งสถานการณ์หรือยัง?

ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลชัดเจน คือฝ่ายทหารและ กปปส. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า สถานการณ์ขณะนี้ ต่างจากปี 2553 ที่มีเหตุการณ์ใช้อาวุธสงคราม 24–26 ครั้ง รัฐบาลในขณะนั้นจึงยกระดับจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน มาเป็น พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน และมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอีกกว่า 60 ครั้ง

ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายกองทัพเรือ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางทะเล ยืนยันว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ผ่านมา ไม่ใช่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. แต่เป็นกลุ่มชายชุดดำที่เคยก่อเหตุร้าย เมื่อปี 2552– 2553 แต่รัฐบาลยืนยันว่ากลุ่มผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมายมาโดยตลอด ทั้งปิดสถานที่ราชการและข่มขู่เจ้าหน้าที่

จึงไม่น่าแปลกใจ ในคณะกรรมการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินคราวนี้ มีเพียง “ผู้แทน” ผู้นำสี่เหล่าทัพร่วมเป็นกรรมการ มีรัฐมนตรีแรงงานเป็นผู้อำนวยการ ศรส. ผบ.ตร. กับปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรอง ผอ. แต่มีอำนาจเต็มตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งอำนาจจับกุมคุมขังผู้สงสัยก่อความไม่สงบ และอำนาจสั่งห้ามมิให้ชุมนุม หรือมั่วสุมใดๆ

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลต้องการมากที่สุด จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อมอบให้ตำรวจเป็นกำลังหลัก ในการควบคุมสถานการณ์ จะได้รับความคุ้มครอง โดยไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งทางอาญาและวินัย ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ ถึงแม้จะเกิดความเสียหายด้านชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน แต่ พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่ได้ให้ความคุ้มครอง

หวังว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้รับดาบอาญาสิทธิ์ไปแล้ว จะได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ทำการเกินสมควรแก่เหตุ ใช้ความอดกลั้นอดทน เคารพสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน ไม่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม อันอาจนำไปสู่เหตุรุนแรงยิ่งขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติหน้าที่เหมือนกับเมื่อตอนใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน กทม. และเขตปริมณฑล ย่อมจะก่อให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ประชาชน รวมทั้งชาวต่างประเทศ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เคยประกาศมาแล้วหลายหน จึงหวังว่าทุกฝ่ายจะได้จดจำบทเรียนในอดีต และระมัดระวังอย่างยิ่งยวด อย่าให้เกิดโศกนากฏกรรมซ้ำรอย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้