วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กูเกิลซื้อ Nest จุดเริ่มต้นของ “บ้านอัจฉริยะ”

โดย มาร์ค Blognone

ข่าวใหญ่ของวงการไอทีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือข่าวกูเกิลเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Labs ด้วยราคาสูงถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นการช็อปปิ้งที่กูเกิลจ่ายเงินมากที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของบริษัท (อันดับหนึ่งคือควักเงิน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อโมโตโรลาเมื่อปี 2011) ทั้งที่บริษัทมีพนักงานจำนวนเพียงแค่หลักร้อยคนเท่านั้นเอง

นอกจากประเด็นเรื่องตัวเลขแล้ว การซื้อกิจการ Nest ครั้งนี้มีความน่าสนใจหลายประการครับ
แรกสุดเลยต้องเล่าเรื่องของ Nest ก่อน บริษัทนี้เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2010 โดย Tony Fadell อดีตวิศวกรของแอปเปิล

 

 

Tony Fadell คนนี้ล่ะครับที่ทำให้เรื่องราวของ Nest นั้นไม่ธรรมดาเหมือนบริษัททั่วไป เพราะเขาเป็นผู้สร้าง iPod อุปกรณ์ฟังเพลงที่ช่วยกู้ธุรกิจของแอปเปิลให้กลับมายิ่งใหญ่ได้ (ก่อนจะตามมาด้วย iPhone และ iPad ในเวลาต่อมา) ถึงแม้ Fadell จะไม่ใช่เจ้าของไอเดียของ iPod แต่เขาเป็นคนออกแบบฮาร์ดแวร์คนแรกๆ ความสำเร็จของเขาทำให้แอปเปิลเลื่อนเขาเป็นผู้อำนวยการฝ่าย iPod ในเวลาต่อมา

Fadell ลาออกจากแอปเปิลเมื่อปี 2008 และอยู่ว่างๆ อยู่พักหนึ่ง ระหว่างนั้นเขาสร้างบ้านใหม่และพยายามหาอุปกรณ์เทอร์โมสแตต (thermostat) ซึ่งเป็นอุปกรณ์คล้ายเทอร์โมมิเตอร์ แต่มักเอาไว้ใช้ควบคุมฮีตเตอร์ให้ปล่อยความร้อนที่อุณหภูมิเหมาะสม (บ้านเราไม่ค่อยมีใช้กันแต่ในต่างประเทศใช้กันแพร่หลาย)

เทอร์โมสแตตเป็นอุปกรณ์แอนะล็อกเก่าแก่ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมานานแล้ว หลักการทำงานของมันใช้การขยายตัวของขดลวดโลหะและใช้มือหมุนเป็นหลัก ถึงแม้ช่วงหลังมีคนสร้างเทอร์โมสแตตที่เป็นระบบดิจิทัลขึ้นมา สามารถตั้งโปรแกรมได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในระดับที่ Fadell ต้องการ

ในเมื่อในท้องตลาดไม่มีสินค้าที่อยากได้ Fadell จึงตัดสินใจสร้างเทอร์โมสแตตในแบบที่ตัวเองต้องการขึ้นมา เขาเปิดบริษัท Nest Labs ร่วมกับเพื่อนคู่หู โดยออกแบบเทอร์โมสแตตใหม่ให้ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ มันตรวจวัดอุณหภูมิห้องด้วยเซ็นเซอร์ แสดงอุณหภูมิด้วยจอแอลซีดี สามารถเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi ภายในบ้านได้ และยัด “สมอง” ชิปประมวลผลลงไปทำให้มันสามารถเขียนโปรแกรมควบคุมได้อย่างสมบูรณ์

 

 

เทอร์โมสแตตของ Nest ฉลาดขึ้น ประหยัดพลังงานมากกว่าเทอร์โมสแตตทั่วไป เพราะเรียนรู้ได้ว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่บ้านตอนไหนบ้าง (ใส่ตารางเวลาของเราลงไปได้เลย) สามารถควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟน (กดเปิดฮีตเตอร์ให้ร้อนก่อนถึงบ้าน 10 นาทีได้จากระยะไกล) และสามารถแนะนำเจ้าของบ้านได้ว่าควรตั้งอุณหภูมิเท่าไรจึงเหมาะสม ทั้งในแง่ความร้อนและการประหยัดพลังงาน

เมื่อนำความสามารถเหล่านี้ไปบวกกับดีไซน์ของ Nest ที่สวยงาม (แหม ระดับคนสร้าง iPod มาออกแบบเลยนะครับ) แถมยังมีที่วางขายในร้าน Apple Store ในต่างประเทศ (สายสัมพันธ์เก่าก่อน) Nest จึงกลายเป็นบริษัทดาวรุ่งที่น่าจับตาอย่างมาก

หลังจากประสบความสำเร็จกับอุปกรณ์ชิ้นแรก Nest ก็ออกสินค้าตัวที่สองคือเครื่องดักจับควันและคาร์บอนมอนอกไซด์ เป้าหมายของ Nest คือต้องการแก้ปัญหาอันเรื้อรังของอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยภายในบ้าน (ทำกับข้าวควันเยอะ ร้องเตือนเสียงดัง แต่พอไฟไหม้กลับไม่เตือน ฯลฯ) โดยฝัง “สมอง” เข้าไปลักษณะเดียวกับเทอร์โมสแตต การทำงานของเครื่องดักควันตัวนี้จึงฉลาดและแม่นยำขึ้นกว่าเดิมมาก แถมในกรณีที่ตรวจสอบผิด ไม่อยากให้เครื่องเตือนเสียงดังหนวกหู ก็เพียงแค่โบกมืออยู่ใต้เครื่องเพื่อปิดเสียงเท่านั้นเอง ง่ายไหมล่ะครับ

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านน่าจะพอ “เห็นภาพ” แล้วนะครับว่าจุดเด่นของ Nest ไม่ใช่ตัวอุปกรณ์ แต่เป็นการใส่ “สมอง” ลงไปในตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้) เมื่ออุปกรณ์พวกนี้มีชิป มีซอฟต์แวร์ มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแล้ว มันก็ฉลาดขึ้น แม่นยำขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้นอีกมาก

เมื่อต้นปีผมเขียนคอลัมน์เรื่อง Internet of Things ไปแล้วรอบหนึ่ง สิ่งที่ Nest ทำอยู่เป็นเรื่องเดียวกันคือการยกระดับให้อุปกรณ์โลว์เทคทั้งหลายทั้งปวงที่ไม่เคยถูกปรับปรุงมานานหลายสิบปี กลายเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่ช่วยให้บ้านฉลาดขึ้น ทำงานได้อัตโนมัติมากขึ้น (ฝรั่งเลยเรียกอุปกรณ์กลุ่มนี้ว่า Home Automation)

เมื่อ Nest กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงและกำลังสร้างจิ๊กซอว์ของ “บ้านอัจฉริยะ” ที่มีศักยภาพทางธุรกิจสูงมาก ก็ไม่น่าแปลกใจที่ Nest จะกลายเป็นเป้าหมายของการถูกซื้อกิจการจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย (หลายคนมองว่าแอปเปิลน่าจะเป็นคนซื้อ Nest ด้วยซ้ำ จากสายสัมพันธ์เก่าก่อนของ Fadell) แต่สุดท้ายกลายเป็นกูเกิลเข้าวินด้วยยอดเงิน 3.2 พันล้านดอลลาร์ตามที่เป็นข่าวไปข้างต้น

การซื้อกิจการของกูเกิลครั้งนี้น่าสนใจ เพราะกูเกิลเองก็ประสบความสำเร็จกับอุปกรณ์พกพากลุ่ม Smart Device ด้วยระบบปฏิบัติการ Android และกำลังมองหา “ก้าวต่อไป” ของบริษัทว่าจะเดินไปทางไหนดี ในคอลัมน์ตอนก่อนหน้านี้ ผมเขียนไปแล้วว่ากูเกิลเล็งตลาด “รถยนต์” โดยเริ่มตั้งกลุ่มพัฒนา Android ไปใช้ในรถ และล่าสุดก็เป็น “บ้าน” จากการซื้อ Nest นั่นเอง


มาร์ค Blognone

 

 

มาร์ค Blognone

ข่าวใหญ่ของวงการไอทีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือข่าวกูเกิลเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Labs ด้วยราคาสูงถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นการช็อปปิ้งที่กูเกิลจ่ายเงินมากที่สุดเป็นอันดับสอง... 23 ม.ค. 2557 08:41 23 ม.ค. 2557 09:17 ไทยรัฐ