วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พรก.ฉุกเฉินช่วยแก้ไขหรือซ้ำเติมสถานการณ์?


ในที่สุด รัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เมื่อเย็นวันที่ 21 ม.ค.2457 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.ตลอดสัปดาห์ของปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.เป็นต้นมา

ทำให้ Timeline ใน Social Media ที่คึกคักกันในเรื่องการเมืองอยู่แล้ว ยิ่งคึกคักมากขึ้นอีก โดยการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลในครั้งนี้ ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ โดยฝ่ายที่เชียร์รัฐบาลต่างออกมาสนับสนุนเพราะเห็นว่าจะทำให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการจัดการกับผู้ชุมนุมมากขึ้น

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเห็นว่า เหตุการณ์ยังไม่วิกฤตถึงขึ้นต้องประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน และมองว่ารัฐบาลมีวาระซ่อนเร้น ตั้งแต่การใช้เป็นเครื่องข่มขู่ไม่ให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุม การเตรียมการสลายการชุมนุมรวมทั้งมองไกลไปถึงการใช้เป็นมาตรการในการสกัดไม่ให้ชาวนาที่กำลังไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่จ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว เดินทางเข้ามาสมทบกับกลุ่ม กปปส.ในการไล่รัฐบาล

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินในครั้งนี้ รัฐบาลแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาเป็นประธานศูนย์ที่เรียกชื่อใหม่ว่า ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แทนที่จะเป็นหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านความมั่นคง โดยให้กองทัพส่งตัวแทนเข้ามาร่วม (ไม่ใช่ ผบ.เหล่าทัพโดยตำแหน่ง) และใช้ตำรวจเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ตลอด 1 วันที่ผ่านมา ศรส.ยังไม่มีประกาศออกมาเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้างในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงทำให้ถูกบางฝ่ายมองได้ว่า มาตรการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการในการซื้อเวลาให้ทอดยาวออกไปจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ. เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จะได้เป็นข้ออ้างในการเข้าสู่อำนาจตามกระบวนการประชาธิปไตยอีกครั้งของพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มนักธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ย่อมไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน เพราะต่างทราบกับดีว่า พรก.นี้ เป็นการประกาศใช้กฎหมาย “ไล่แขก” นักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อทราบข่าว ก็มักจะตัดสินใจเลิกกำหนดการมาท่องเที่ยวประเทศไทยไปอีกนานหลายเดือน

ในขณะที่กลุ่มเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนก็ออกมาคัดค้านการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินทันที โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน   ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็น  “สถานการณ์ฉุกเฉิน”   ที่รัฐตกอยู่ในสถานการณ์อันเป็นภัยร้ายแรงที่คุกคามความอยู่รอดของชาติ  หรือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะ รัฐบาลยังสามารถบังคับใช้กฎหมายปกติในการจัดการกับสถานการณ์เพื่อคุ้มครอง ป้องกันความปลอดภัยของประชาชนได้ 

นอกจากนี้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามกฎหมายนี้ เป็นการให้อำนาจเด็ดขาดแก่ฝ่ายบริหารในการแก้ไขสถานการณ์ โดยไม่เปิดโอกาสให้องค์กรอื่นๆได้ตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขัดกับหลักการตรวจสอบการใช้อำนาจอันเป็นหลักการพื้นฐานของระบบนิติรัฐ และหลักการประชาธิปไตย  แม้จะเป็นสถานการณ์การชุมนุมเช่นนี้ แต่รัฐบาลควรใช้กฎหมายที่ยอมรับได้ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนมีอยู่ ก่อนที่จะใช้กฎหมายพิเศษ ที่อาจส่งผลให้เกิดความรุนแรงและไม่สร้างบรรยากาศแห่งการเจรจา

ขณะเดียวกัน การใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการจับ ค้นและควบคุมตัวบุคคลใดๆที่ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหา ไม่มีหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม การประกาศใช้จึงเป็นการละเลยถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของ ประชาชนอย่างรุนแรง อีก ทั้งเจ้าหน้าที่ยังได้รับความคุ้มกันทั้งทางแพ่ง อาญาและทางวินัย ทำให้ประชาชนไม่อาจเรียกร้องใดๆต่อเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งขัดกับหลักการทั่วไปที่รัฐต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

ประการสุดท้ายเห็นว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินยังให้อำนาจรัฐในการควบคุม และปิดกั้นสื่อ ส่งผลให้ประชาชนได้รับสื่อเพียงด้านเดียว เป็นการจำกัดเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงออกของ ประชาชน  รวมทั้งเป็นการจำกัดโอกาสในการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชน ด้วยการสื่อสารและเจรจา จนเกินสมควร จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามกฎหมายตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แล้วหันมาใช้มาตรการตามกฎหมายปกติในการควบคุมสถานการณ์ โดยให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองประชาชนและรักษาความสงบ เรียบร้อยภายในประเทศ

ดังนี้ จะเห็นได้ว่า การประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสร้างความรุนแรง แต่กลับเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถดำเนินการป้องกันเหตุร้าย หรือในกรณีที่เกิดขึ้นความรุนแรงขึ้น ก็ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือเกินขอบเขต เช่น ใช้ในการปิดกั้นสื่อ บทเรียนในอดีตก็เป็นคำตอบชัดเจนแล้วว่า ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ลำพังที่ทุกวันนี้ รัฐบาลได้ใช้สื่อของรัฐโดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์มาเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายผู้ชุมนุม ก็ยิ่งเป็นการยั่วยุให้มีผู้มาร่วมชุมนุมมากขึ้น เพราะประชาชนรู้สึกว่าถูกปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่รัฐยังมีอำนาจควบคุมอยู่ (ฟรีทีวีทั้ง 5 ช่อง)

เมื่อสถานการณ์เป็นนี้แล้ว คงจะหาคำตอบได้ไม่ยากนักว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน จะช่วยในการเยียวยาแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ หรือจะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความรุนแรงอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2553… เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ คงได้ทราบกัน...

 


ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th