วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาดูกับมาดาม: “12 Years a Slave” เรื่องจริงยังคงมาแรงบนเวทีออสการ์

สวัสดี ค่ะคุณผู้อ่านที่รัก วันนี้มาดามมาพร้อมกับรายชื่อภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้ายบนเวทีออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) โดยในปีนี้มีทั้งหมดด้วยกัน 9 เรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องก็สร้างชื่อไว้พอตัวอยู่ แถมเกือบครึ่งยังถูกสร้างหรือมีแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง แหม…กระแสเรื่องจริงนี่มาแรงจริงๆหลายปีหลังมานี้


ก่อนจะว่ากันเรื่อง “12 Years a Slave” มาดามจะขออนุญาตไล่ให้ดูนิดหนึ่งว่ามีภาพยนตร์เรื่องใดที่เด่นเด้งโดนใจ กรรมการบนเวทีออสการ์บ้าง เริ่มด้วย 3 เรื่องแรก ได้แก่ “Captain Phillips” โดยผู้กำกับ Paul Greengrass ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของเหตุการณ์จริงบนคาบสมุทรโซมาเลีย เมื่อกัปตันฟิลิปส์ถูกโจรสลัดปล้นเรือสินค้าที่ตนเป็นผู้ดูแลจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ตามด้วยเรื่อง “Philomena” โดยผู้กำกับ Stephen Frears เรื่องราวของนักหนังสือพิมพ์วัยเก๋าที่บังเอิญได้ทราบเรื่องรางของสาวใหญ่ ชาวไอริชที่ตามหาลูกชายซึ่งถูกพรากไปตั้งแต่ยังเด็ก และ “American Hustle” โดยผู้กำกับ David O. Russell เรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงในยุค 80 ของอเมริกา เมื่อศิลปินหนุ่มถูกลากเข้าไปพัวพันกับการทำงานของเอฟบีไอเพื่อทลายแก๊งมาเฟีย



3 เรื่องต่อมาได้แก่ “Her” โดยผู้กำกับ Spike Jonze เรื่องราวของนักเขียนคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในสภาวะหดหู่เพราะการหย่าร้าง เขาจึงลองค้นหาความสัมพันธ์ใหม่ผ่านระบบจัดหาคู่ ตามมาด้วย “Dallas Buyers Club” เรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งติดเชื้อเอชไอวี และเกือบจะสิ้นหวังในชีวิต แต่เขาก็เลือกจะทำทุกอย่างเพื่อหาโอกาสให้ผู้ป่วยคนอื่นได้มีโอกาสรับการรักษา และ “Gravity” โดยผู้กำกับ Alfonso Cuaron ภาพยนตร์ไซไฟเพียงเรื่องเดียวที่ผ่านเข้ารอบชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เรื่องราวการผจญวิกฤติของวิศวกรการแพทย์และนักบินอวกาศบนภาวะสูญญากาศนอกโลก



ส่วน 3 เรื่องสุดท้าย ได้แก่ “Nebraska” โดยผู้กำกับ Alexander Payne เรื่องราวการเดินทาง Road Trip ของสองพ่อลูกจากมลรัฐมอนทานาไปยังมลรัฐเนแบรสกาในสหรัฐอเมริกาเพื่อไปเอาเงินรางวัล Lottery ตามด้วย “12 Years a Slave” โดยผู้กำกับ Steve McQueen ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของชายหนุ่มผิวสีโซโลมอน นอร์ทรัฟ ที่ถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสในมลรัฐทางใต้ ช่วงก่อนสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา (American Cilvil War) และ “The Wolf of Wall Street” โดยผู้กำกับ Martin Scorsese เรื่องราวในชีวิตจริงของ จอร์แดน เบลฟอร์ท (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) นายหน้าค้าหุ้นไฟแรงหรือที่รู้จักกันดีในฉายา “หมาป่าเแห่งวอลล์สตรีท” ทั้งช่วงชีวิตที่สูงและต่ำที่สุด

จะเห็น ว่าภาพยนตร์ที่สร้างหรือมีแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงดูจะมีภาษีมากกว่าหนังแนวอื่น โดยเฉพาะอัตชีวประวัติหรือช่วงชีวิตหนึ่งๆ ที่มีผลกระทบกับคนส่วนใหญ่หรือเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เหล่านี้ถูกคัดเลือกและคัดสรรแล้วว่ายอดเยี่ยมในเชิงคุณภาพการผลิต และการนำเสนอแนวคิด เห็นได้อย่างชัดจากรางวัลในสาขาอื่นๆ ต่างก็มีชื่อของภาพยนตร์ทั้ง 9 เรื่องนี้ติดโผอยู่ด้วย


แต่เรื่องที่โดดเด่นเป็นพิเศษ แถมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 9 สาขาได้แก่ “12 Years of Slave” หรือชื่อไทยว่า “ปลดแอก คนย่ำคน” โดยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาดังต่อไปนี้ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดารานำชายยอดเยี่ยม (Chiwetel Ejiofor) ดาราสนับสนุนชายยอดเยี่ยม (Michael Fassbender) ดาราสนับสนุนหญิงยอดเยี่ยม (Lupita Nyong’o) ออกแบบเสื้อผ้ายอดเยี่ยม กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Steve McQueen) ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม ออกแบบองค์ประกอบศิลป์ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม


ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 9 สาขา ถือว่าไม่น้อยและมองข้ามไม่ได้ นี่ยังไม่รวมรางวัลในแวดวงภาพยนตร์จากเวทีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Golden Gloves หรือรางวัลจากเทศกาลหนังชั้นนำทั่วโลก แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าเป็นภาพยนตร์เนื้อหาหนักหนาพอสมควร โดยเฉพาะความบีบเค้นทางอารมณ์จากการถูกกดขี่และเหยียดผิวของตัวละครหลัก หากใครใจไม่ถึงพอจะรับแรงกดดันแบบนี้ อาจจะไม่ค่อยอภิรมย์นัก แต่ถ้าดูเพื่อให้ได้รู้เรื่องราวความขัดแย้งที่มาของสงครามกลางเมืองใน สหรัฐอเมริกาก็ถือเป็นเรื่องที่น่าชมไม่น้อยค่ะ


เรื่องราวของ “โซโลมอน นอร์ทรัฟ” นักไวโอลินที่มีชีวิตเรียบง่ายกับครอบครัวเล็กๆ แต่อบอุ่นในมลรัฐนิวยอร์กของ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นอเมริกันชนหรือในเรื่องเรียกว่า “Freeman” แต่กลับถูกขบวนการค้ามนุษย์ลักพาตัวไปเป็นทาสในมลรัฐทางใต้ถึง 12 ปี โดยที่ชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงถูกบิดเบือนและตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “แพลท”


ชีวิตในฐานะทาสใช้แรงงานและถูกตีราคาราวกับสินค้าในตลาดทำให้แพลทแทบคลั่งตาย แต่เพราะสามัญสำนึกที่ดีทำให้เขาไม่เคยทดท้อต่อความดีที่มีในตัว แม้จะต้องถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก แต่เขาก็เลือกเผชิญหน้าและอยู่กับมันมาได้ถึง 12 ปี

“I don’t want to survive. I want to live” (โซโลมอน นอร์ทรัฟ)

เนื้อหาหลักในภาพยนตร์พยายามตีแผ่ความเลวร้ายของสังคมเหยียดผิวของคน อเมริกันว่าฟอนเฟะแค่ไหน สารพัดความเลวร้ายที่ทาสผิวสีได้รับทำให้บรรยากาศในการรับชมเคร่งเครียดไม่ น้อย โดยส่วนตัวแล้วฉากที่เค้นอารมณ์มาดามมากที่สุดคือครั้งแรกที่โซโลมอนค้นพบ ว่าตัวเองถูกหลอกมาขังไว้ในตึกร้างนอกเมืองวอชิงตัน พร้อมโซ่ตรวนมือและเท้าเพื่อรอวันถูกขายทอดในตลาดทาส เขาถูกไม้ฟาดที่หลังไม่ยั้งเพื่อให้พูดยอมรับออกมาว่าเป็น “ทาส” ไม่ใช่ “อิสรชน” อย่างที่เขาเติบโตมา

สภาพที่แพลทต้องเจอเลวร้ายจนเราอดลุ้นไม่ได้ว่าเขาจะรอดมาเขียนหนังสือ เล่าถึงความรันทดของชีวิตทาสได้ยังไง เราจะเห็นพัฒนาการทางความคิดของเขาเรื่อยๆ ว่าปลงตกกับสภาพห่อเหี่ยวเพราะการไร้ทางเลือกในการดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง แต่ที่น่านับถือคือแม้เขาจะเกือบสูญสิ้นศรัทธาในการอยากมีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ยังยึดมั่นในความดีจนวันสุดท้ายของการเป็นทาส

แม้ว่าจะเป็นหนังหนักจนเรียกได้ว่าแทบไม่ได้การพักผ่อนหย่อนอารมณ์จากการรับชม แต่เนื้อหาสาระหนักแน่น ทั้งเกร็ดความรู้มากมายในประวัติศาสตร์ก่อนสงครามกลางเมือง รวมถึงแง่คิดดีๆ ในเรื่องที่ดูเหมือนจะให้ค่าแก่การเป็น “A Man of Virtue” หรือคนที่มีพื้นฐานจิตใจดีว่าอยู่ที่ไหนก็ “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้”

จะว่าไปสภาพที่แพลทหรือโซโลมอนต้องเผชิญแทบจะเรียกได้ว่าสาหัสสากรรจ์เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว แต่เขาก็เลือกจะเชื่อมั่นในความดีและแนวทางที่ยึดถือว่าเป็นสิ่งดีงามและศิวิไลซ์มาตลอด ไม่ได้อินังขังขอบกับเรื่องไร้มนุษยธรรมของคนขาวหรือบรรดานายจ้างที่กระทำการกดขี่ข่มเหงมาตลอด 12 ปี แม้ผลที่ได้เขาอาจต้องเป็นทาสตลอดชีวิต หรือรอดพ้นออกมาได้ เขาก็ภูมิใจว่าได้ทำสิ่งถูกและควรในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

หากใครว่างหรืออยากดูหนังดีมีการันตีจากเวทีออสการ์ ก็ลองไปชมกันได้ค่ะ รับรองว่าจะรักชีวิตอิสระเสรีที่มีอยู่ทุกวันนี้มากขึ้นเป็นกอง สิทธิ์ใดๆ ที่เป็นของเราก็คงจะหวงแหนจนแทบไม่อยากจะยกให้ใครเลือกให้เลยทีเดียว...

>Trailer 1

ตัวอย่างภาพยนตร์ "12 Years a Slave"

จนกว่าจะพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

มาดามอองทัวร์
Twitter: @MadamAutuer

เรื่องราวของ “โซโลมอน นอร์ทรัฟ” อิสรชนผิวสีที่ถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสใช้แรงงานถึง 12 ปี… 22 ม.ค. 2557 18:00 ไทยรัฐ