วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โลกวิปริต:ล้ออายุ2519 เราจะอยู่กันอย่างไร?

โดย

“เราจะอยู่ในโลกอันกำลังวิปริตนี้ ...กันอย่างไร” สนทนาธรรมบรรยายข้อที่สอง ของท่านอาจารย์พุทธทาส ภายใต้หัวข้อ “โลกวิปริต: ล้ออายุ 2519”

ถ้าเป็นการแสดงธรรมก็เรียกว่าเป็นธรรมเทศนาที่เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากเรื่องที่ว่าโลกวิปริตอย่างไรและเพราะเหตุใด อาจารย์พุทธทาส ท่านว่า ความวิปริตของโลกมีความรุนแรงมาก อาตมาอยากจะให้ทุกคนสนใจในความที่มันรุนแรง จนถึงอยากจะกล่าวว่า “พระเจ้าก็เหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้ แล้วไม่มีใครอ้อนวอนพระเจ้ากันในแง่นี้...ขออย่าให้โลกวิปริตนักเลย”

คำว่า “พระเจ้าก็เหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้” มีความหมายซับซ้อน ขอให้เข้าใจกันให้ดีๆ ถ้าจะพูดกันถึง “พระเจ้า” ในภาษาธรรมคือ “กฎแห่งอิทัปปัจจยตา”...พระเจ้าอิทัปปัจจยตาก็ช่วยไม่ได้ เพราะคนทำอย่างนี้คือทำอย่างอิทัปปัจจยตาฝ่ายตรงกันข้ามก็เฉียบขาดและรุนแรงเต็มที่อยู่ในตัว อิทัปปัจจยตาอีกด้านหนึ่งก็ช่วยไม่ได้ เพราะมนุษย์จะทำกันแต่อิทัปปัจจยตาในแง่ที่เกิดความผิดพลาด โลกจึงวิปริตมากถึงขนาดนี้

“อิทัปปัจจยตา” ก็คือ “กฎเหนือกฎทั้งปวง” ...เป็นความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุและผล เมื่อมีเหตุ...ย่อมมีผล และเมื่อเหตุดับผลก็ดับ คือ...เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี...สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้...สิ่งนี้จึงดับไป

ข้อที่ว่าไม่มีใครอ้อนวอนพระเจ้า ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายว่า ที่ไม่อ้อนวอนก็เพราะว่ามนุษย์ไม่รู้ว่านี่คือความวิปริต ความเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่ความวินาศ แล้วก็ทำความวิปริตเสียเองโดยไม่รู้ตัวว่าวิปริต

โลกต้องวิปริตรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที ข้อที่จะต้องคิดต่อไปก็คือ ข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “อำนาจ...เป็นใหญ่ในโลก” เป็นคำสั้นและความหมายก็ประหลาดกำกวม “อำนาจเป็นใหญ่ในโลก แต่ไม่ได้ตรัสว่าอำนาจแห่งอะไร” มีผู้อธิบายว่าหมายถึงอำนาจกิเลส นั่นก็คงจะถูกน้อยเกินไป

อยากจะให้มีความเข้าใจกันว่า ให้มันเป็น “อำนาจ”...ก็แล้วกัน อำนาจอาวุธก็ได้ อำนาจเงินก็ได้ อำนาจการหลอกลวงอะไรก็ได้ ก็เป็นใหญ่ในโลกได้เหมือนกัน แม้ว่าจะเป็นใหญ่ไปไม่แน่นอน ชั่วครู่ ชั่วครั้งก็ยังเป็นใหญ่ในขณะที่มันมีอำนาจ ขอให้ถือว่า... “อำนาจ” ชนิดไหนก็ได้ถ้ามันกำลังครองโลกล่ะก็ มีผลไปตามอำนาจนั้นทั้งนั้น แม้จะเป็นอำนาจที่เลวทรามที่สุด

หากบังเอิญว่าโลกนี้ตกอยู่ใต้อำนาจที่เลวทรามที่สุด เราจะทำอย่างไร? เราจะอยู่ในโลกชนิดนี้กันอย่างไร? “อาตมาได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีอะไรที่เลวทรามที่สุดเท่ากับความวิปริตซึ่งเป็นไปถึงที่สุด ยิ่งกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเสียอีก เมื่ออำนาจนี้ครองโลกทุกคนก็ได้รับเคราะห์กรรมจากอำนาจนี้”

ขอให้ถือว่าคำตรัสคำนี้จะมีขอบเขตมาก คือไม่หมายถึงยุคนั้นยุคนี้ แต่เป็นหลักที่ใช้ตลอดกาลนิรันดรที่ยังมีโลกอยู่ “ถ้ามันยังมีโลกอยู่ แล้วสิ่งที่มีอำนาจเหนือโลกก็คือสิ่งที่เรียกว่า...อำนาจ นับตั้งแต่อำนาจที่ผิด ทุจริตเลวทรามที่สุด...เป็นอำนาจเงิน อำนาจอาวุธขึ้นไปถึงอำนาจที่มันถูกต้อง ความดีความงาม กระทั่งอำนาจของกระทำให้มองเห็นว่าโลกนี้ผลัดกันครองด้วยอำนาจชนิดไหนก็ได้ อำนาจที่เป็นธรรมก็ได้หรืออธรรม...ตามที่เราสมมติ”

“อธรรม” โดยจริงๆก็เป็น ธรรมฝ่ายดำนั่นเอง ที่ถูกต้อง...ดีก็เป็นธรรมฝ่ายขาว ไม่ว่าฝ่ายดำหรือขาว แต่ละอย่างก็มีการจำแนกออกไปได้หลายระดับหลายชั้น

เดี๋ยวนี้อาจถือว่าเป็นลางร้าย เพราะว่าความวิปริตแห่งจิตใจของมนุษย์กำลังครองโลก จะเรียกว่า “ทุรราชย์” ...หรืออะไรก็ถือว่ายังเล็ก มีความหมายน้อยเกินไป น้อยกว่าความวิปริตในจิตใจมนุษย์ที่ครองโลก ก็นำโลกไปอย่างวิปริตยิ่งขึ้นทุกที จนถึงความวินาศ

“เราก็ไม่มองเห็นข้อนี้ ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะแก้ไข...เช่นเดียวกับที่จะกล่าวว่าไม่เคยคิดที่จะอ้อนวอนพระเจ้าให้ช่วยแก้ไขในข้อนี้ ยังจะมีดื้อ...ถือดีที่เราทำนี้ถูกแล้ว ที่กระทำนี้ถูกแล้ว ประเทศไหนเขาก็ถือว่าเขาทำถูกแล้ว รัฐบาลไหนของประเทศไหนเขาก็ถือว่าเขาทำถูกแล้ว ทั้งที่มันวิปริตยิ่งขึ้นไปทุกที”

เราจะอยู่อย่างไรโดยไม่กระทบกระเทือนหรือไม่ต้องนั่งน้ำตาไหลกับเขาด้วย ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า การละทิ้งความถูกต้องคือความไม่วิปริตมันไปไกลแล้ว จะต้องตั้งปัญหาขึ้นมาในทางที่ว่า “มันผิดไปไกลแล้ว...จะกลับมาถูกได้อย่างไร...แล้วในระหว่างที่มันกลับมาไม่ได้นั้นเราจะอยู่กันอย่างไร”

เดี๋ยวนี้...ในโลกนี้ ก็มีปัญหาการต่อสู้กันอย่างรุนแรง หรืออีกปัญหาหนึ่งก็คือ “ปัญหาคอร์รัปชัน” คือจะเพิ่มจำนวนคนคดโกง ทำ ทุจริตในหน้าที่ของตนอย่างหน้าเฉยตาเฉยมากขึ้นทุกที ก็เพราะทำเหมือนๆกันหมดเลยไม่มีใครอยากจะปรับใคร ถ้าขืนวิปริตอย่างนี้ต่อไปในอนาคตก็ไม่มีอะไร นอกจากรัฐบาลทั้งหลายไม่ต้องทำอะไร นอกจากนั่งอุดรูรั่ว...อุดคอร์รัปชัน ก็หมดเวลาแล้ว ไม่มีการพัฒนา

หรือ...ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเป็นโอกาสแห่งการคอร์รัปชันก็ยิ่งทำไม่ได้ มีความผิดพลาดในการปฏิบัติต่อกันก็ยิ่งเพิ่มปัญหาในการปราบกบฏ ปราบผู้ก่อการร้ายหรือผู้คิดล้มล้างมากยิ่งขึ้น จนถึงไม่ต้องทำอะไร ไม่มีเวลาไหนที่จะไปพัฒนา แม้ในทางวัตถุ แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงการพัฒนาจิตใจเพื่อให้ศีลธรรมกลับมา

เรียกว่าไม่มีการคุ้มครองที่ถูกต้อง ไม่มีการจัดการทำที่ถูกต้อง ปัญหาก็เกิดขึ้นท่วมท้น คือท่วมความสามารถที่จะขจัดปัญหานั้นๆได้ นี่คือประเด็นของเรื่องที่จะกล่าวกันต่อไป...ใคร? จะเป็นผู้คุ้มครองใคร?อาจจะไม่ต้องถามกันแล้ว แต่ละคนก็ดูมีปัญหาเกินกว่าจะคุ้มครองตนเองได้

แต่ว่าข้อเท็จจริงของธรรมชาติก็ยังอยู่ตามเดิม ผู้อ่อนแอยังต้องการการคุ้มครอง มนุษย์ที่ยังเยาว์วัย ยังไม่มีสติปัญญาสามารถ ยังโง่เขลาอยู่เป็นต้น อันนี้ต้องการการคุ้มครอง แล้วใครล่ะจะเป็นผู้คุ้มครองคนเหล่านี้...ปล่อยไปโดยไม่มีผู้คุ้มครองก็จะเตลิดไปในทางที่สร้างปัญหาหนักขึ้นไปอีก

นี่คือสิ่งที่ควรจะคิดดู สุนัขที่เราเลี้ยงๆกันไว้ แล้วเข้าใจกันว่ามันจะคุ้มครองเจ้าของ จึงได้ติดตามไปไหนไปด้วยกันเรื่อย ข้อนี้ไม่ถูกนักอาตมาสังเกตมานานแล้วรู้สึกว่าโดยเนื้อแท้ สุนัขต้องการให้เราคุ้มครองมากกว่ามันจึงไม่ยอมแยกไปจากเรา นั่งเฝ้า นอนเฝ้าเราโดยไม่แยกไปไหน มันไม่กล้าคิดที่จะคุ้มครองเรา สุนัขไม่อวดดีขนาดนั้น

แต่ถ้าหากว่าใครจะทำอันตรายเรา มันยินดีเหมือนกันที่จะต่อสู้ หรือร่วมกันต่อสู้จนตายไปด้วยกันก็ได้ เราก็เรียกมันว่าเป็นสัตว์กตัญญูชั้นเลิศที่มนุษย์รู้จัก

“ต้องการให้มองเห็นว่าความคุ้มครองยังต้องการอยู่ จะอยู่โดยปราศจากการคุ้มครองนี้ส่วนใหญ่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของมนุษย์ยังเป็นผู้อ่อนแอ คือยังไม่มีสติปัญญาที่จะแก้ไขกิเลส ตัณหา หรือความผิดอะไรได้ ต้องมีผู้คุ้มครองคือผู้ที่สามารถจะชี้แจง ชักจูงชี้นำ หรือเอาธรรมะมาช่วยคุ้มครองได้”

ขอให้เรามีความแน่ใจในลักษณะนี้กันเสียก่อน ว่าการอยู่ร่วมกันในโลกนี้ต้องการการคุ้มครอง ความรัก ความเมตตาปรานี ช่วยคุ้มครองซึ่งกันและกัน...คนจำนวนน้อยที่จะสามารถฉลาดเข้มแข็ง รู้ดีรู้ชั่ว รู้อะไรถึงที่สุดถึงจะคุ้มครองตัวเองได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างนั้น

แล้วเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องคุ้มครองหรือผู้คุ้มครอง? พระพุทธเจ้าตรัสถึงการพึ่งตัวเอง การปกครองตัวเอง โดยการประพฤติธรรมะที่ถูกต้อง...แต่เราก็กลับพูดสวนทางกันว่า จะให้พระพุทธเจ้าคุ้มครอง

ศิษย์พุทธทาสจงฟัง... “โลกนี้ก็กำลังวิปริต แล้วคนเองนี่แหละที่เป็นผู้สร้างความวิปริตร้ายแรงอย่างยิ่ง...เหมือนกับผีสิงแล้วจะให้อะไรคุ้มครอง นอกจากมีตนเป็นที่พึ่ง แล้วก็มีธรรมะเป็นที่พึ่ง”.