วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ช่วยชาวนาก่อนเถอะ

ผมเขียนบทความนี้ก่อน กกต.จะมีมติเรื่องที่รัฐบาลไปขออนุมัติกู้เงินอีก 130,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้ค่ารับจำนำข้าวจากชาวนาทั่วประเทศ จึงยังไม่รู้ผลว่า กกต.จะมีมติออกมาอย่างไร แต่ในใจก็ภาวนาขอให้ กกต.อนุมัติวงเงินกู้ก้อนนี้เถิด เพื่อต่อชีวิตชาวนากว่าล้านคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เพราะข้าวที่ลงทุนลงแรงเพาะปลูกไปแล้ว ไปจำนำกับรัฐบาลที่หาเสียงไว้ แต่ยังไม่ได้รับเงินจากรัฐบาล

เรื่อง ความผิดถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ เมตตาธรรม และ มนุษยธรรม เป็นเรื่องใหญ่ ผมเชื่อว่าชาวนาคงจะได้บทเรียนจาก “โครงการประชานิยม” บทนี้ไปพอสมควร

คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ตัวแทนรัฐบาลที่ไปชี้แจงกับ กกต. ให้สัมภาษณ์หลังการชี้แจงว่า ได้ชี้แจงกับ กกต.ว่า เงินกู้ 130,000 ล้านบาทก้อนนี้ อยู่ในแผนบริหารหนี้สาธารณะที่ได้พิจารณาไว้เดิมก่อนยุบสภา ไม่ได้เป็นการอนุมัติโครงการใหม่ เป็นความต่อเนื่องในทางปฏิบัติ แต่เกิดความล่าช้าจากการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และการปิดล้อมกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ

คุณกิตติรัตน์ เชื่อมั่นว่า กกต.จะให้ความเมตตาเหมือนกรณีการลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันดีเซล และโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเช่นกัน

เมื่อนักข่าวถามว่า หนี้ก้อนนี้จะไปผูกพันกับรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ คุณกิตติรัตน์ตอบว่า สมมติว่าไม่ดำเนินการ หนี้ที่มีอยู่ก็ผูกพันรัฐบาลใหม่อยู่ดี

ในความเป็นจริง ผมว่า หนี้ก้อนนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว นับตั้งแต่ชาวนานำข้าวไปจำนำกับรัฐบาล  อย่างที่ คุณประสิทธิ์ บุญเฉลย  นายกสมาคมชาวนา ไปปรึกษาหารือกับ สมาคมทนายความ ให้ช่วยฟ้อง นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานไม่จ่ายเงินชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ซึ่งรัฐบาลติดค้างมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 หนี้ที่เกิดขึ้นจึงเป็น “หนี้เก่า” ที่รัฐบาลเป็นหนี้ชาวนาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ไม่ใช่เป็นหนี้ใหม่ เพียงแต่นโยบายข้าวของรัฐบาลทำให้ระบบการค้าข้าวของประเทศไทยพังยับเยิน จนไม่สามารถขายข้าวในสต๊อกที่รับจำนำไว้ได้ จึงไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ชาวนา ทำให้ชาวนาเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า

ผมคิดว่า กกต.มีเหตุผลที่จะอนุมัติเงินกู้ก้อนนี้ ถึงแม้ กกต.จะไม่อนุมัติให้รัฐบาลรักษาการไปกู้เงินมาใช้หนี้ชาวนา รัฐบาลใหม่ก็ต้องไปกู้เงินก้อนนี้มาใช้หนี้ชาวนาอยู่ดี เพราะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วก่อนยุบสภา ข้าวของชาวนาก็ไปอยู่ในโกดังของรัฐบาลนานแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่อนุมัติ

ถ้าหาก กกต.ไม่อนุมัติ และรัฐบาลหาเงินมาใช้หนี้ชาวนาไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องเอาข้าวไปคืนชาวนา เพื่อให้ชาวนาเอาไปขายต่อ ก็อาจจะต้องชดเชยค่าเสียหายของข้าว ค่าเสียโอกาสของชาวนา และถูกชาวนาฟ้องร้องฐานผิดสัญญา ในที่สุดรัฐบาลในอนาคตก็ต้องไปหาเงินใช้หนี้ชาวนาอยู่ดี แต่อาจจะมากกว่า 130,000 ล้านบาทก็ได้

วันนี้ ชาวนาที่ไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว คือ ผู้เสียหายมากที่สุด แถมยังต้องไปกู้เงินนอกระบบมาใช้หนี้ คุณวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า ชาวนาที่ไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว ต้องไปกู้เงินนอกระบบ จ่ายดอกเบี้ย 3–5% ต่อเดือน หรือ 30–50% ต่อปี ถือว่าน่าตกใจมาก และ ใบประทวนจำนำข้าวที่ได้รับจากรัฐบาล ก็นำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินไม่ได้ ซึ่งจะต้องไปหารือกับสมาคมธนาคารไทยและที่ประชุม กกร.ต่อไป

การช่วยเหลือชาวนาผู้ทุกข์ยากในเวลานี้ ผมจึงเห็นว่าสำคัญที่สุด ส่วน “การทุจริตคอร์รัปชันโครงการรับจำนำข้าว” ที่เป็น “มหากาพย์แห่งการคอร์รัปชันของรัฐบาลนี้” ซึ่ง ป.ป.ช. เพิ่งชี้มูลความผิดและแจ้งข้อกล่าวหา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีพาณิชย์ กับพวก
15 คนไปแล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามคดี สาวถึงเจ๊ไหนก็ต้องดำเนินคดีให้หมด

แต่การช่วยเหลือชาวนานับล้านครัวเรือน ที่รัฐบาลติดหนี้ค่าข้าวเขาอยู่ 130,000 ล้านบาท ผมว่าจำเป็นต้องช่วยด่วน อย่าไปคิดเรื่องคะแนนเสียงเลยครับ ช่วยชาวนาผู้ทุกข์ยากก่อนดีกว่า ใครทำบาปไว้กับชาวนา กรรมจะสนองเอง.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

22 ม.ค. 2557 11:09 ไทยรัฐ