วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อรัฐประกาศ'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน'ซ้อน'พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง'แล้วเราต้องทำอย่างไร?

เมื่อสถานการณ์การเมือง ส่อเค้ารุนแรงขึ้นเป็นลำดับ เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีรักษาการ ประชุมครม.พร้อมฝ่ายความมั่นคง ตัดสินใจประกาศใช้ พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นเวลา 60 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.-22มี.ค. นี้ เป็นต้นไป โดยแต่งตั้งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น ผอ.สรส.

คำถามแรก ที่หลายคนอาจสงสัย ในฐานะรัฐบาลรักษาการสามารถประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันยังเป็นการประกาศใช้ซ้อนกับพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.

รวมทั้งกรณีที่มีกระแสข่าวในโลกโซเชียลมีเดียก่อนหน้าที่มีการโพสต์ข้อความระบุ เชื่อว่า ในวันเลือกตั้ง 2ก.พ.ที่จะถึงนี้ จะมีพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเน้นในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีปัญหาการเปิดรับสมัครเลือกตั้งไม่ได้ อาจไม่ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนน ว่ากันว่า อาจถึง 40-50%นั้น    ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้พยายามค้นหา และสอบถาม นักวิชาการด้านกฎหมาย ไขข้อข้องใจนี้


นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ส.ส.ร. ปี 40 ความสงสัยว่า รัฐบาลเองสามารถออกกฎหมายมาทับซ้อนกันได้ หรือไม่ เห็นว่า การที่รัฐออกกฎหมาย 2 ฉบับ มาซ้อนกันอยู่ มันเกิดขัดแย้งกันเอง เนื่องจากการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่สำคัญต้องดูว่า มีเหตุจำเป็น หรือความรุนแรงอะไรเกิดขึ้นหรือไม่   ที่ผ่านมา กปปส. ชุมนุมมีความรุนแรงหรือยัง ก็ต้องตอบว่า ยังไม่เข้าข่าย ที่สามารถนำไปออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯได้ ซึ่งที่จริงแล้วรัฐ สามารถพิจารณาให้กฎหมายฉบับอื่นๆ ใช้ควบคุมการชุมนุมแทนได้ ขนาดฝ่ายทหาร ยังออกมา ระบุว่า ไม่ควรใช้

 

2. การเลือกตั้งทำไม่ได้ เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ห้ามชุมนุมทางการเมือง จึงเป็นการขัดรธน.  และ 3. ทำให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายรัฐที่ใช้ พ.ร.ก.นี้ ดังนั้นส่วนตัว เห็นว่า การออก พ.ร.ก.นี้ อาจขัดรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากยังไม่เข้าองค์ประกอบใด

ขณะที่หากถามว่า ในสภาพการณ์นี้ รัฐจะสามารถเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง 2 ก.พ.หรือไม่ ยอมรับว่า เป็นไปได้ยาก เหตุเพราะว่า อาจจะมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ไปยื่นเรื่องร้องต่อ ศาลปกครอง หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ  ร้องศาลปกครองได้ เพราะสงสัยว่า คำสั่งที่ออกมามิชอบด้วยกฎหมาย เพราะอยู่ในระหว่างมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ซึ่งเมื่อออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯมาซ้อน มันก็ขัดกันเอง ส่วนที่ไปร้องศาล รธน. เหตุเพราะ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่มีความชอบธรรม เนื่องจากยังไม่มีความรุนแรงใดเกิดขึ้น โดยเฉพาะที่มาจากกลุ่มผู้ชุมนุม


ส่วนกรณีเป็นห่วงกัน เกี่ยวกับภาคใต้ คนจะไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจถึงประมาณ 40-50% จะมีผลกระทบทางด้านกฎหมาย หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า ไม่มี เพียงแต่ว่าพอคะแนนไม่ถึง เค้าก็ให้ไปเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่ว่าไม่ถึง และจะไม่ให้เลย คะแนนไม่ถึงเค้า (กกต.) ก็ให้ไปเลือกตั้งกันใหม่

 

ขณะบางคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์จะเสียการเมืองสิทธิ์อะไรบ้าง ก็เสียสิทธิ์ อาทิ ไม่มีสิทธิ์สมัคร ส.ส.- ส.ว. ไม่มีสิทธิ์สมัคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ให้สมัครกรรมการท้องถิ่น จะไปใช้สิทธิ์ถอดถอนใครไม่ได้  อย่าง กรณีถอดถอนรัฐมนตรี

ขณะที่นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯสมช. กล่าวกับทีมข่าว ไทยรัฐออนไลน์ ว่า การตัดสินใจของรัฐบาล มันควรจะทำหรือไม่ ในความเห็นมองว่า รัฐไม่ควรจะทำ และควรจะไปแก้ปัญหาทางการเมืองว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไร จะลาออกหรืออะไร ไปพูดคุยเจรจากับผู้ชุมนุมและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกมากกว่าจะเอาทางออกของรัฐบาลเป็นที่ตั้ง และใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ


"นายถวิล กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ไม่ปกติและรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ ก็มองว่าน่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ประกาศ การเลือกตั้งก็ไม่สามารถเดินไปได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศหรือไม่ประกาศ แต่อยู่ตรงที่ว่ามันเดินได้ด้วยสภาพข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าการประกาศนี้ไม่มีข้อเท็จจริง ต้องรับให้ได้ว่ายังไงก็เดินหน้าต่อไป

"ซึ่ง สถานการณ์ในขณะนี้ โดยข้อเท็จจริงคือ ไม่สามารถไปสู่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์ได้ ผลการเลือกตั้งก็ออกมายาก การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ประกาศก็ไม่ได้มีความหมายอะไร".

 

ด้าน นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่ มีการพูดถึงเรื่องนี้ในโซเชียลมีเดีย ว่า ผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ในข้อกฎหมายก็ไม่มีเรื่องนี้ ในกฎหมายเลือกตั้งฉบับใดๆ และกฎหมายใดๆก็ไม่มี ขนาดกลับไปค้นดูกฎหมายการเลือกตั้ง ด้วยความตั้งใจ ก็ไม่เห็น ถามหน่อยว่าที่พูดกันในโซเชียวมีเดีย เค้าได้อ้างมาตราไหน


เรื่อง เปอร์เซนต์ของคนที่มาใช้สิทธิ์ ในการเลือกตั้งในกฎหมายไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า จะต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์เท่าไหร่ หลัก คือ ว่า ถ้ามีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคน และผู้สมัครที่ได้คะแนนมากที่สุด คือ ผู้ชนะการเลือกตั้ง นี้คือในระดับแบ่งเขตการเลือกตั้ง ส่วนในแบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อ คือ พรรคแต่ละพรรคก็ได้ ส.ส.ตามสัดส่วนคะแนนที่ได้จากประชาชน ไม่มีตรงไหนเขียนไว้ว่า ต้องมาใช้สิทธิ์ขั้นต่ำ เท่าไหร่ กฎหมายหมายเลือกตั้งทุกฉบับของเรา และในฉบับปัจจุบันก็ไม่เคยมีกติกา เกี่ยวกับเรื่องนี้และที่มีเกี่ยวกับ % ก็มีแต่เพียงเรื่องของจะมีผู้สมัครแค่คนเดียว

กฎหมายเลือกตั้งเขียนไว้ว่า ถ้ามีผู้สมัครการเลือกตั้งคนเดียว ต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่า 20 % ของผู้มีสิทธิ์ในเขตนั้นๆ พอจะเข้าใจได้ว่า ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิ์ 20 % หลักๆ คือ  ต้องได้เกินร้อยละ20 ของผู้มีสิทธิ์ ไม่ใช่ของผู้ใช้สิทธิ์ ถ้าเป็นกฎหมายเลือกตั้งฉบับปัจจุบัน คือ ต้องได้คะแนนมากกว่า คะแนนโนโหวตด้วย คะแนนที่กากากบาทตรงช่องที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน ตรงอื่นไม่ได้มีเขียนเอาไว้ว่า ผู้มีสิทธิ์ต้องมีเสียงขั้นต่ำ อย่างน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้งจึงจะสมบูรณ์
คะแนนน้อยกว่าโนโหวต คือ เลือกตั้งใหม่อย่างเดียว


หมายถึงว่าต้องได้ คะแนนเกิน20 % และต้องมากกว่าโนโหวต ถ้าในกรณีผู้สมัครคนเดียว ซึ่งจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่2 ก.พ. นี้ คือ เขตเลือกตั้ง28เขต จะไม่มีมีผู้สมัคร และ อีก 22 เขต จะมีผู้สมัครเพียงคนเดียว ถ้ารอบแรกไม่เกินคะแนน 20 % ไม่มากกว่าโนโหวต กกต.ก็ต้องเลือกตั้งใหม่รอบ 2  ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องรอบ 3  พอถึงรอบ 3 เงื่อนไข 20 % กับคะแนนมากกว่าโนโหวต คือ ไม่มี

 

-อย่างกรณี อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ที่บอกว่าท่านจะไม่ไปเลือกตั้ง เสียสิทธิ์ตามกฎหมายกำหนดใช่หรือไม่ ?

นายปริญญา กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ถ้าไม่ไปก็เสียสิทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนด เว้นเสียแต่ไปแจ้งเหตุ วิธีการต้องไปแจ้งเหตุ ว่ามีเหตุอันใด ที่ไม่ไปใช้สิทธิ์ ต้องแจ้งก่อน หรือ หลังเลือกตั้ง ภายใน 7 วัน แต่สิทธิ์จะกลับมาใหม่ เมื่อไปเลือกตั้งครั้งต่อไป

 

สำหรับผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้ง ส.ส. เสียสิทธิอะไรบ้าง ผู้ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควร จะเสียสิทธิ 3ประการ ดังนี้

1. สิทธิร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.

2.สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ส. และ ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น

3. สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน


ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว สำหรับวันเลือกตั้งล่วงหน้า 26 ม.ค. และเลือกตั้งใหญ่ 2 ก.พ. ในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ ก็ขึ้นอยู่ที่วิจารณญาณของผู้มีสิทธิ์แต่ละบุคคลว่า จะตัดสินใจไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรือไม่  ก็ขอให้ทุกคนไตร่ตรอง ข้อดี-ข้อเสียให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประโยชน์ประเทศ ขอทุกคนอย่าเอาอารมณ์การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง 

หมายถึงว่าต้องได้ คะแนนเกิน20 % และต้องมากกว่าโนโหวต ถ้าในกรณีผู้สมัครคนเดียว ซึ่งจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่2 ก.พ. นี้ คือ เขตเลือกตั้ง28เขต จะไม่มีมีผู้สมัคร และ อีก 22 เขต จะมีผู้สมัครเพียงคนเดียว ถ้ารอบแรกไม่เกินคะแนน 20 % ไม่มากกว่าโนโหวต กกต.ก็ต้องเลือกตั้งใหม่รอบ 2 ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องรอบ 3 พอถึงรอบ 3 เงื่อนไข 20 % กับคะแนนมากกว่าโนโหวต คือ ไม่มี 22 ม.ค. 2557 10:54 ไทยรัฐ