วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชาวนา-สุดจะทน ขอข้าวเปลือกคืน

ไปขายเอง สภาทนาย ช่วยเหลือ!

ชาวนาอีสานรวมตัวยื่น คำขาด ขีดเส้นตาย 25 ม.ค.นี้ ต้องได้เงินค่าจำนำข้าว แถมทวงคืนข้าวเปลือกเอาไปขายโรงสีเอง กร้าวยกพลร่วม ม็อบ กปปส.ขับไล่รัฐบาลแน่ ชาวนาพิจิตรระดมรถอีแต๋นทั่วภาคเหนือบุกกรุงเทพฯ ม็อบชาวนาอุตรดิตถ์ยังปิดถนนต่อ ลั่น 3 วันไม่มีคำตอบ  ยกระดับปิดศาลา– กลาง ส่วนชาวนาเพชรบูรณ์อ้างถูกหลอกให้ลงชื่อเอาผิดนายกฯ และคณะ เมืองน่านป่วน ม็อบข้าวโพดขย่มซ้ำ เร่งภาครัฐจ่ายเงินตามโครงการแทรกแซงราคา “สภาทนายความ” รับว่าความให้ชาวนาทั่วประเทศฟ้องรัฐเบี้ยวหนี้ ขู่ดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญาฐาน ฉ้อโกง ขณะที่  ครม. แก้เกมด้วยการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะที่เคยอนุมัติก่อนยุบสภา ลดวงเงินกู้ลงกว่า 5 พันล้านบาท ให้อยู่ในกรอบพอจ่ายค่าข้าว ด้าน “กกต.” ไม่รับเผือกร้อนตามคาด โยนกลับให้รัฐบาลตัดสินใจเองเรื่องกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท

ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 ม.ค. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาเกษตรกรภาคอีสาน นายสมยงค์ แก้วสุพรรณ แกนนำเครือข่ายชาวนา จ.ขอนแก่น นำเครือข่ายชาวนาภาคอีสาน 20 จังหวัด รวมกว่า 300 คน ร่วมทวงคืนข้าวเปลือกและทวงหนี้ค่าข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาล ประจำปี 2555/2556 ซึ่งรัฐบาลค้างจ่ายให้กับเกษตรกรทั้งประเทศ การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ มีตำรวจและกำลัง อส. เฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

นายสมยงค์ แก้วสุพรรณ แกนนำเครือข่ายชาวนา จ.ขอนแก่น กล่าวว่า กลุ่มชาวนาที่เข้าร่วมโครงการจำนำข้าวตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และถือใบประทวนยังไม่ได้รับเงินจาก ธ.ก.ส. ส่งผลให้ชาวนาประสบความเดือดร้อนอย่างหนัก ที่ประชุมเครือข่ายชาวนาภาคอีสาน จึงมีมติเสนอข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล 4 ข้อหลัก 1.ให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินที่ค้างชำระให้แก่ชาวนาทั้งหมดภายในวันที่ 25 ม.ค.นี้  2.รัฐบาลจะต้องเยียวยา โดยจ่ายดอกเบี้ยจากเงินที่ค้างชำระให้แก่ชาวนา อาจจ่ายเป็นเงินหรือนำไปหักดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส.  3.เครือข่ายชาวนาภาคอีสานจะดำเนินการฟ้องทั้งแพ่งและอาญา ในฐานะที่ปล่อยปละละเว้นทำให้เกิดความเสียหายแก่ชาวนาทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน และ 4.เมื่อครบกำหนดถ้ายังไม่ได้รับการตอบสนองที่ชัดเจน เครือข่ายฯจะกดดันรัฐบาลด้วยการไปร่วมชุมนุมกับ กปปส.ที่กรุงเทพฯ เพื่อขับไล่รัฐบาล และขอข้าวเปลือกคืน แล้วจะนำไปขายให้โรงสีเอง

ที่ จ.พิจิตร บรรยากาศบริเวณ กม.103-104 ถนนสาย 113 พิจิตร-ตะพานหิน ใกล้ประตูทางเข้าศาลากลางจังหวัดพิจิตร จุดชุมนุมของเครือข่ายชาวนาและ  กปปส.พิจิตร ที่ชุมนุมค้างแรมประท้วงรัฐบาลเป็นวันที่ 2 ช่วงเช้าวันนี้ แกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุมและสั่งเก็บเวทีชั่วคราว เพื่อยกระดับการชุมนุมนำขบวนรถอีแต๋นบุก กทม. โดยนัดรวมพลอีกครั้งในวันที่ 22 ม.ค. บริเวณหน้า อบจ.พิจิตร ก่อนจะดาวกระจายไปปิดหน่วยงานราชการที่ยังเปิดทำการอยู่

ที่สี่แยกหนองกวาง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ นายจีระพงษ์ แป้นเพ็ชร ผจก.สหกรณ์การเกษตรต.นาอิน อ.พิชัย นำชาวนาจาก อ.พิชัย อ.ทองแสนขัน อ.ท่าปลา อ.น้ำปาด อ.บ้านโคก อ.ตรอน และ อ.ฟากท่า ราว 3,000 คน ใช้รถอีแต๋น และกางเต็นท์ผ้าใบปักหลักปิดถนนสาย 11 อุตรดิตถ์-พิษณุโลก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมาเจรจาจ่ายเงินค่าจำนำข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ที่ค้างจ่ายมานานกว่า 5 เดือนแล้ว ต่อมานายวีระชัย ภู่เพียงใจ รอง ผวจ.อุตรดิตถ์ และนายสุพจน์ แสงชัย พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ เดินทางมาเจรจากับกลุ่มชาวนาที่ปิดถนนดังกล่าว โดยให้รอฟังผลการเจรจาระหว่าง รมว.คลัง กับ กกต.ส่วนกลาง กรุงเทพฯ ในการอนุมัติเงินดังกล่าว

ต่อมานายจีรพงษ์ แกนนำชาวนาได้ต่อสายตรงคุยโทรศัพท์กับนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง โดยให้เสียงโฟนอินผ่านเครื่องขยายเสียงให้ชาวนนาร่วมรับฟังว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้ พร้อมขอให้นายทนุศักดิ์มาพบกับชาวนาวันไหนก็ได้ แต่นายทนุศักดิ์ไม่รับปาก ทำให้ชาวนาไม่พอใจส่งเสียงโห่ไล่ดังลั่น พร้อมประกาศภายใน 3 วัน หากไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลจะยกระดับไปปิดล้อมศาลากลางแน่นอน อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้กลุ่มชาวนาจะยังไม่เคลื่อนไหวไปที่อื่น จะขอชุมนุมปิดถนนสายนี้เพียงจุดเดียวก่อน

ที่ จ.เพชรบูรณ์ พ.ต.ท.นิวัฒน์ คันธานันท์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเพชรบูรณ์ ได้เรียกชาวนา 13 รายที่ลงชื่อยื่นความประสงค์แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชนมาสอบสวน โดยล่าสุดชาวนา 7 รายที่เข้าให้ปากคำในวันนี้ได้ยืนยันว่า จากที่เข้าร่วมชุมนุมได้ยินแกนนำสอบถามว่าใครประสงค์จะลงชื่อบ้าง จึงตัดสินใจลงชื่อไปในหนังสือที่แกนนำร่างมาไว้ให้ เพราะคิดว่าลงชื่อไปแล้วจะช่วยให้ได้เงินได้เร็วขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นการฟ้องร้องนายกฯและคณะ ที่ทำไปทั้งหมดเพราะต้องการเพียงแค่จะเรียกร้องเพื่อให้ได้เงินค่าข้าวจากโครงการจำนำข้าวเท่านั้น ไม่ได้ต้องการดำเนินคดีกับนายกฯและรัฐมนตรี ชาวนาทุกคนต่างเห็นตรงกันว่าหากต้องเดินทางไปขึ้นศาล จะทำให้เสียเวลาทำมาหากิน และคงไม่มีเวลาแน่นอน

ที่ จ.น่าน นายวุฒิไกร กุลกัลป์ชัย นายกสมาคมผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.น่าน นำกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จาก 14 อำเภอ กว่า 2,000 คน รวมตัวกันหน้าศาลากลางจังหวัดน่าน เพื่อทวงถามเงินในโครงการแทรกแซงราคารับซื้อข้าวโพด ซึ่งจนถึงขณะนี้เกษตรกรกว่า 2 หมื่นราย ไม่มีที่ขายข้าวโพดและที่ขายไปแล้วก็ยังไม่ได้เงิน โดยกลุ่มเกษตรกรมีข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ได้แก่ 1.ให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 56/57 ให้ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้นไม่เกิน 30% ราคา 7 บาท/กก. และความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคา 9 บาท/กก. 2.ขอขยายให้เกษตรกรได้รับใบรับรองภายหลังได้รับโควตาเพิ่ม 3.ให้อาชีพการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวาระของ จ.น่าน 4.ให้กำหนดเขตพื้นที่ทำกินและออกเอกสารสิทธิให้กับเกษตรกรทุกราย 5.ให้ ธ.ก.ส.น่าน พักชำระหนี้ให้เกษตรกรอีก 3 ปี และงดคิดดอกเบี้ย และ 6.ให้อนุมัติใบรับรองที่ยังค้างอยู่ให้เกษตรกรหลังขึ้นทะเบียนปี 52/53

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นกลุ่ม นปช.น่าน นำโดยนายสมศักดิ์ แพทย์สมาน พร้อมพวกได้นำป้ายเขียนข้อความ “ไม่ยุ่งการเมือง ไม่เอา กปปส.”, “นกหวีดห้ามเข้า” มาชูในบริเวณกลุ่มผู้ชุมนุม สร้างความไม่พอในให้กลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดต่างตะโกนขับไล่ ตำรวจต้องเข้าระงับเหตุ ต่อมานายอุกริช พึ่งโสภา ผวจ.น่าน ได้มาเจรจากับผู้ชุมนุม โดยชี้แจงว่า ช่วงนี้รัฐบาลอยู่ในฐานะรักษาการ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณได้ กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจยอมสลายตัวไป

ที่สำนักงานสภาทนายความ ถนนราชดำเนิน นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย นำตัวแทนชาวนา 17 จังหวัด และประธานสภาเกษตรกรจังหวัด 12 จังหวัด ยื่นหลักฐานเป็นสำเนาใบประทวนจากโครงการรับจำนำข้าว และสำเนาบัตรประชาชนของชาวนาที่เดือดร้อน เพราะไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาล ต่อนายเดชอุดม ไกร-ฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือฟ้องร้องต่อรัฐบาล โดยนายเดชอุดมกล่าวว่า สภาทนายความจะรับอาสาฟ้องร้องรัฐบาลให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายในวันที่ 24 ม.ค.นี้ ตนจะสั่งการให้ทนายความอาสาทั้งหมดที่มีอยู่ 4,000-5,000 คน ของสภาทนายความที่มีอยู่ประจำศาลทั่วประเทศ รับดำเนินการฟ้องร้องให้แก่ชาวนาทุกจังหวัด คาดว่าจะรวบรวมหลักฐานทั้งหมดส่งฟ้องต่อศาลแล้วเสร็จภายในเวลา 2 เดือน ซึ่งจากการที่เป็นนักกฎหมายมากว่า 30 ปี มองว่าโอกาสที่จะแพ้คดี ลักษณะนี้ในศาลคงไม่มี

นายเดชอุดมกล่าวอีกว่า การฟ้องร้องคดีเรียกร้องเงินค่ารับจำนำข้าวให้แก่ชาวนา จะเป็นการฟ้องในคดีแพ่ง มีจำเลยร่วม 3 ราย จำเลยที่ 1 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะนิติบุคคล ที่เป็นผู้ก่อสัญญาโดยตรงกับเกษตรกร ฟ้องรัฐบาลเป็นจำเลยที่ 1 ไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 คือ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นรายกระทรวง และจำเลยที่ 3 พรรคการเมืองที่เป็นเจ้าของนโยบาย ส่วนประเด็นการฟ้องร้องมี 3 เรื่อง คือ 1.เงินต้นที่รัฐบาลค้างจ่ายชาวนา 2.ดอกเบี้ยเงินค้างจ่ายในอัตรา 7% ขึ้นไป และ 3.ค่าเสียหายต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลย่อมเล็งเห็นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการไม่ได้จ่ายเงินให้ชาวนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ นอกจากการฟ้องร้องคดีในทางแพ่งแล้ว จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเอาผิดในคดีอาญาฐานฉ้อโกงด้วย

ช่วงสายวันเดียวกัน ที่ตึกโดมบริหาร ม. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)โดยเชิญนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มาชี้แจงกรณีที่รัฐบาลเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะ โดยเฉพาะการกู้เงินเป็นเงินทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าวเปลือกปี 2557 จำนวน 1.3 แสนล้านบาท จะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) ที่อาจมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่

นายกิตติรัตน์ให้สัมภาษณ์หลังการชี้แจงว่า กกต.ได้พิจารณาด้วยความเมตตา โดยตั้งคำถามที่เชื่อว่าทำให้เกิดความเข้าใจว่า การเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะครั้งนี้ได้พิจารณาไว้เดิมก่อนการยุบสภา ไม่ได้อนุมัติโครงการใหม่โดยเฉพาะโครงการจำนำข้าว จึงเป็นความต่อเนื่องในทางปฏิบัติและความล่าช้าจากการร้องศาลรัฐธรรมนูญ การปิดล้อมกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ เชื่อมั่นว่า กกต.จะให้ความเมตตาเหมือนกับกรณีการลดภาษีสรรพ– สามิตน้ำมันดีเซล และโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเช่นกัน

เมื่อถามว่า  แม้จะบอกว่าไม่ผูกพันรัฐบาลในอนาคต แต่ข้อเท็จจริงผูกพันหรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า สมมติว่าไม่ดำเนินการ หนี้ที่มีอยู่ก็ผูกพันรัฐบาลใหม่อยู่ดี  ส่วนโครงการนาปรังยังไม่ถูกอนุมัติ รัฐบาลรักษาการจะไปอนุมัติไม่ได้  ชาวนาที่ลงทะเบียนแล้วในโครงการนาปรังคงยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะยังไม่ได้อนุมัติโครงการ เมื่อถามว่า คิดว่ามีผลต่อคะแนนเสียงหรือไม่  นายกิตติรัตน์กล่าวว่า ไม่มีใครคิดว่าอยากจะไปได้คะแนนหรือเสียคะแนน เป็นเรื่องที่รับข้าวชาวนามาแล้วก็ต้องจ่ายเงิน และได้อธิบายแล้วว่าจ่ายช้าเพราะอะไร ไม่ได้ประสงค์ให้เกิดคะแนนเสียงกับใคร อย่างไร หวังว่ากกต. จะเมตตา เพราะไม่ได้มีเจตนาให้ขัดรัฐธรรมนูญ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์  แถลงถึงกรณีที่นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.คลัง นำคณะไปชี้แจงกกต.เพื่อขอกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท ว่า สะท้อนว่ารัฐบาลโกหกโฆษณาชวนเชื่อ และตระบัดสัตย์มาตลอด  กกต.อย่าตกเป็นเหยื่อของรัฐบาล  เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันรัฐบาลชุดใหม่ได้ หากอนุมัติไปจะมีคนยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแน่นอน แต่ถ้า กกต.ไม่อนุมัติ รัฐบาลก็จะใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดให้ กกต. พี่น้องชาวนาอย่าหวังลมๆแล้งๆกับรัฐบาลนี้ ขอให้ชาวนาเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม  กปปส.เพื่อขับไล่รัฐบาล  ถึงเวลา แล้วที่แก๊งมอดข้าวในรัฐบาลต้องตายยกแก๊ง ขณะนี้มีข้าวในโกดัง 23 ล้านตัน คูณต้นทุนตันละ 2.4 หมื่นบาท จะมีมูลค่าข้าวตามบัญชี 5.52 แสนล้านบาท ถ้าระบายออกจะขาดทุนครึ่งหนึ่งได้เงินแค่ราว 2.7 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลระบายข้าวไม่ได้จะขัดรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยขายข้าวแบบจีทูจีได้แม้แต่สัญญาเดียว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองบัญชา-การกองทัพอากาศ ว่า  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง  เสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 ครั้งที่ 1 ตามที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะได้เสนอ โดยรับทราบการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะลง  5,168.92  ล้านบาท  ลดลงจากเดิม  1,321,499.76 ล้านบาท  เหลือ 1,316,330.84 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการโดยมติ ครม. ไว้ก่อนวันที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้  การปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว มีประเด็นสำคัญที่ได้ขอปรับเพิ่มวงเงินกู้ 2 รายการรวมเงิน 143,244 ล้านบาท ได้แก่ 1. เงินกู้ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล 13,244 ล้านบาท และ 2. เงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 2556/57 จำนวน 130,000 ล้านบาทด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังได้หารือร่วมกับ ธ.ก.ส.และผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่าเงินกู้ใหม่เพียง 130,000 ล้านบาท  เพียงพอสำหรับดำเนินโครงการแล้ว โดยส่วนที่เหลือ ธ.ก.ส.จะบริหารจัดการขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณ รวมกับเงินที่ได้รับจากการระบายผลผลิตและอื่นๆ

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ตึกโดมบริหาร ม.ธรรม-ศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. แถลงภายหลังการประชุม กกต. ว่า กรณีที่รัฐบาลเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะโดยเฉพาะการกู้เงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าวเปลือกปี 2557 จำนวน 1.3 แสนล้านบาท ซึ่ง กกต.ต้องพิจารณาว่าการกู้เงินดังกล่าวจะเข้าข่ายขัดต่อรัฐ-ธรรมนูญมาตรา  181 (3) ซึ่งเป็นเรื่องของการดำเนินโครงการที่อาจมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่ โดย กกต.มีมติไม่รับไว้พิจารณาในเรื่องดัง-กล่าว เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจของ กกต.ที่จะเห็น ชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยอยู่ในดุลพินิจของ ครม. ที่จะเป็นผู้พิจารณาและรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวได้ อีกทั้งจำนวนเงินกู้ในโครงการจำนำข้าว ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 3 ก.ย.56 และจำนวนเงินยังไม่เกินวงเงินที่ได้ขออนุมัติไว้

ดังนั้น จึงเป็นดุลพินิจของ ครม.ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ครม.ควรจะพิจารณาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (3) ที่ห้ามไว้โดยเด็ดขาดมิให้คณะรัฐ-มนตรีและรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปภายหลังการยุบสภา กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

22 ม.ค. 2557 07:27 ไทยรัฐ