วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
การเมืองทำบาทอ่อนทุนหนี จับตาประชุม กนง.วันนี้

การเมืองทำบาทอ่อนทุนหนี จับตาประชุม กนง.วันนี้

  • Share:

วันนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน แบงก์ชาติ หรือ กนง. จะมีการประชุมนัดแรกปี 2557 เพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจการเงิน ท่ามกลางวิกฤติการเมืองที่ส่อเค้าจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆก่อนจะถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้า 26 มกราคม และวันเลือกตั้งทั่วไป 2 กุมภาพันธ์

การประชุม กนง. ครั้งแรกของปีนี้ เกจิการเงินมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า กนง.จะไม่ลดดอกเบี้ย แต่ อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยหนึ่งสลึงเหลือร้อยละ 2.0 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยจากวิกฤติการเมือง

ฝ่ายที่เห็นว่า กนง.จะคงดอกเบี้ย 2.25% เหมือนเดิม ก็มี ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ทหารไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ฝ่ายที่เห็นว่ากนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 เหลือ 2% ก็มี โกล์แมน แซค, ธนาคารยูบีเอส, มอร์แกนสแตนเลย์, ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และ เครดิตสวิส ใครจะถูกใครจะผิดวันนี้ก็รู้ผล

คุณอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เชื่อว่า กนง.คงจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม เพราะน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่า ปัจจัยการเมืองได้ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออก กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอยู่แล้ว หาก กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เงินทุนไหลออกเร็วขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

ตอนนี้ค่าเงินบาทอ่อนมาอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าเร็วกว่าเงินสกุลอื่น เพราะถูกกดดันจากมาตรการลดคิวอีของสหรัฐฯ และการเมืองในประเทศ เงินบาทที่อ่อนค่าจะไปเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ไม่ว่า พลังงาน หรือ วัตถุดิบ ทำให้มีราคาแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนนำเข้าเพิ่มขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วย

ผมเห็นด้วยกับ คุณอุสรา ว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้ไม่เหมาะสมแน่นอน วันนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์แล้ว ทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซแพงขึ้นมาก ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกแพงขึ้น ราคาก๊าซขายแพงขึ้น ส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตปรับขึ้นค่าไฟฟ้าด้วย เรียกว่าขึ้นกันเป็นระลอก สุดท้ายราคาสินค้าก็จะขึ้นราคา คนที่จะรับเคราะห์ไปเต็มๆ ก็คือประชาชนตาดำๆ ผู้บริโภค ที่กำลังเดือดร้อนจากเศรษฐกิจตกสะเก็ด  เพราะการเมืองที่วุ่นวายไม่จบนั่นเอง

หาก กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงไปอีกสลึง ก็แน่นอนว่าจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก อาจจะเป็น 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับ 31 บาทต่อดอลลาร์เมื่อปลายปีก่อน เมื่ออ่อนค่าลงไปอย่างรวดเร็วเกือบ 13% จะส่งผลให้น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า สารพัดสินค้าจะต้องทยอยปรับขึ้นราคากันครั้งใหญ่แน่นอน ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ก็จนลง มีหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น แต่ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ยังอยู่ที่ 300 บาทต่อวันเหมือนเดิม

จะกลายเป็น วิกฤติเศรษฐกิจ ซ้อน วิกฤติการเมือง ที่ยังไม่มีวี่แววจะจบสิ้น

กรณี ตลาดหุ้นไทย ที่ สวนกระแสวิกฤติการเมือง ราคาขึ้นไปต่อเนื่องสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติได้ “บวกวิกฤติการเมือง” เข้าไปใน “ต้นทุนความเสี่ยง”  เรียบร้อยแล้วจึงไม่ค่อยหวั่นไหวเท่าไร แถมยังฟันกำไรไปอีกหลายกระด้งต่างหาก เพราะแมงเม่าไทยใจยังเต็มร้อย พร้อมรับแรงขายจากต่างชาติอยู่เสมอ แสดงว่าการเงินของคนบางกลุ่มยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

เท่าที่ผมได้พูดคุยกับเพื่อนพ้องในต่างจังหวัดพบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดทุกภาคยังค้าขายกันด้วยดี ไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวทุกภาค นักท่องเที่ยวยังแน่นเศรษฐกิจไปโลดเลยทีเดียว ก็ต้องถือเป็นข่าวดีของเมืองไทย ท่ามกลางข่าวร้ายทางการเมืองที่เต็มไปหมด

เมื่อดูสถานการณ์รอบด้านวันนี้แล้ว ผมก็เชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินแบงก์ชาติ คงจะไม่ลดดอกเบี้ย แต่คงไว้ในอัตราเดิม 2.25% เพื่อดูแลค่าเงินบาทและเงินเฟ้อ แต่ถ้าการเมืองยังยื้อกันไปอย่างนี้อีกเดือนสองเดือน อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้