วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลานกางเต็นท์จตุจักร ฉากชีวิตม็อบลุงกำนัน

โดย

สายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยุพิน สอนน้อย วัย  43  ปี กำลัง

สาละวนกับการตากเสื้อผ้าบนราวชั่วคราวที่ใช้เชือกเส้นเดียวขึงตรึง เอาไว้กับต้นไม้ริมบ่อน้ำ สวนจตุจักร ใกล้ถนนพหลโยธิน  เยื้อง ธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่

ยุพินมากางเต็นท์นอนอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมแล้ว เมื่อถามว่าตั้งใจจะอยู่อีกนานสักเท่าไหร่ ยุพินหัวเราะ หึ...หึ...หึ ก่อนที่จะบอกว่า “ยังไม่ทราบเลยค่ะ”

ครอบครัวสอนน้อย ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านการเกษตรอยู่ที่อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ สภาพอากาศก่อนที่จะเดินทางมาค่อนข้างเย็น เมื่อจะต้องมากรุงเทพฯก็ไม่ได้กลัวว่าจะร้อนอบอ้าว ข้าวของเครื่องใช้ที่เตรียมมา...ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอยู่นานเท่าไหร่ จึงเอามาแต่เสื้อผ้า


พ่อ...แม่...ลูกสาววัย 4 ขวบ มานอนเต็นท์ 2 หลัง เรื่องอาหารการกินแต่ละมื้อก็อาศัยเสบียง น้ำใจไมตรีในม็อบ กฤษณพงศ์ สอนน้อย อายุ 50 ปี บอกว่า เราเป็นเครือข่าย กปปส.เพชรบูรณ์

สกู๊ปหน้า 1 ถามคุณพ่อ ห่วงลูกสาวไหม เพราะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเรื่อยๆในม็อบ เขายืนยันว่า “ไม่เลย เพราะว่าตรงนี้สถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง โน่นไงลูกสาวกำลังเล่นเครื่องเล่นในสวนอยู่นั่นไง”...

เห็นลูกสาวเล่นสนุกอย่าคิดว่าครอบครัวเรามาเที่ยวนะ  เรามาทำงาน ความตั้งใจเป้าหมายก็คือ “วันนี้บ้านเมืองเราค่อนข้างที่จะมีปัญหาเรื่องตัวระบบอย่างชัดเจน”


กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่างตามความเข้าใจ กรณีเรื่อง “การจำนำข้าว” สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การจำนำข้าวที่เราเห็นหรือคิด...หมายความว่ารัฐบาลใช้อำนาจรัฐไปซื้อข้าวจากชาวนามาก่อน แต่ซื้อแล้วยังไม่ได้จ่ายเงิน...

ลักษณะที่ว่าเอาข้าวชาวนาไปขายก่อนแล้วจึงนำเงินมาจ่าย แต่เงินที่นำมาจ่ายก็เป็นเงินของภาครัฐ

“ราคาที่จ่ายก็จ่ายไม่ถึง 15,000 บาท ทั้งๆที่ตั้งราคาจำนำไว้ที่ 15,000 บาท แต่ถ้าอยากให้เกิดสภาพคล่องกันจริงๆ...สมมติว่าไม่ต้องตั้งถึง 15,000 หรอก...เอาแค่ 13,000 ให้ชาวนานำข้าวไปขายที่โรงสีตามสภาพปกติในราคาเกวียนละ 9,000 เสร็จแล้วขายได้เท่าไหร่จะได้นำเงินนั้น...กลับมาหมุนใช้จ่ายให้เกิดสภาพคล่อง”

นั่นก็หมายถึงว่า เงินที่จะหมุนต่อไป ชาวนาจะต้องนำไปจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายาตามร้าน ร้านเหล่านั้นก็ไม่ได้ซื้อสด เอามาจากเซลส์บริษัทหมุนต่อๆกันไป เงินที่จะหมุนต่อไปนี้...ชาวนาก็ต้องเอาไปจ่ายค่ารถเกี่ยวข้าว รถเกี่ยวก็เอาไปจ่ายต่อเป็นค่าน้ำมัน ค่างวดรถ ทำให้เกิดสภาพคล่อง ปัญหามีว่า...ระบบจำนำข้าวที่ภาครัฐทำอยู่ ไม่ได้จ่ายเงินทันที ณ เวลาที่ชาวนาเอาข้าวไปขายนับเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อทิ้งช่วงนานสภาพคล่องก็ไม่เกิดขึ้น สะดุดไปหมด


สรุปให้เข้าใจง่ายๆ เห็นภาพ...สภาพที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นเช่นนี้ เหตุผลประการต่อมาที่ กปปส.เพชรบูรณ์ออกมาร่วมชุมนุมด้วยกรณีรัฐบาลจะกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท  กรณีนี้รัฐบาลไม่น่าจะโยนภาระทั้งหมด มาให้กับชาวไร่ ชาวนา...คนไทยทั้งประเทศ

กฤษณพงศ์ เชื่อมโยงความคิดส่วนตัวให้เห็นว่า อย่างรถไฟใต้ดินต่างประเทศที่สร้าง เขาเก็บเงินจากผู้ใช้แล้วเอาไปจ่ายเป็นค่าลงทุนก่อสร้าง ใกล้ตัวเส้นทางถนนมอเตอร์เวย์...ชลบุรี ใครผ่านก็ต้องจ่ายแล้วนำเงินที่ได้รับไปใช้หนี้ แม้กระทั่งทางยกระดับใครใช้บริการต้องการลดระยะเวลาการเดินทางคนใช้ก็ต้องจ่าย

กู้ 2.2 ล้านล้านฯ เหมารวมคนทั้งประเทศให้เป็นหนี้ จะใช้หรือไม่ใช้ก็ต้องร่วมเป็นหนี้ ร่วมจ่ายเงินกู้ที่รัฐกู้ไปด้วย...ต้องคำนึงด้วยว่าคนที่ร่วมใช้หนี้บางคนอาจจะไม่มีโอกาสขึ้นรถไฟความเร็วสูงเลยด้วยซ้ำไป เมื่อกู้แล้ว อะไรที่จะตามมา...แน่นอน ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บทุกคน ไม่เว้นชาวไร่ ชาวนา...ต้องจ่ายโดยไม่มีทางเลือก

“ยังไม่คิดไกลไปถึงปัญหา มาตรฐานการก่อสร้าง และอื่นๆอีกจิปาถะ ที่เราๆท่านๆก็เห็นในหลายๆโครงการที่ผ่านมาแล้ว เท่าที่เห็นก็มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงมาก เช่น ถนน ทำไปหนึ่งปี...สามเดือนก็พังหมดแล้ว”

มองอย่างประชาชนคนธรรมดา โครงการรถไฟความเร็วสูงยังมีทางอื่นให้เลือก เอาง่ายๆอาจจะให้กลุ่มทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนก่อสร้าง แล้วเรียกเก็บจากผู้ใช้ในรูปแบบบริหารร่วมกัน

เครือข่าย “กปปส.เพชรบูรณ์”...ไม่ได้เพิ่งจะเดินทางมาร่วมชุมนุมกับม็อบกำนันสุเทพ ที่ผ่านมาก็กระจายกันออกไปร่วมชุมนุมในหลายเวที อย่างที่เวทีราชดำเนินบ้าง กองทัพธรรมบ้าง คปท.บ้าง กฤษณพงศ์ บอกว่าถ้าฝ่ายไหนต้องการบู๊ก็ไปอยู่ คปท.

คำว่า “บู๊” อย่าเข้าใจผิดนะ ว่าชอบใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง หรือมีอาวุธพร้อมจะต่อสู้ หากแต่คำว่าต้องการบู๊ที่ว่านี้ หมายถึงว่าผู้ที่มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ เวลาที่มีการเดินทางไปยึดสถานที่ราชการต่างๆ ที่เราต้องการให้หยุดงาน “ฝ่ายบู๊ ไม่ใช่วัยรุ่นเท่านั้นนะ อายุห้าสิบกว่าปีก็มี...”

เวทีห้าแยกลาดพร้าว ไม่มีเรื่องรุนแรง เราต้องการความสงบตลอด เวลาที่ผ่านมาในภาพรวมจะเห็นว่าความรุนแรงไม่สามารถที่จะชนะได้


“ลองมองย้อนหลังเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ยกตัวอย่างสมัยรัฐบาลนายกฯสมชาย แล้วกลุ่มพันธมิตรออกมาต่อต้านก็ใช้ความรุนแรงกัน เรา...ประชาชนไปแสดงความคิดเห็นกันที่หน้ารัฐสภาฝ่ายรัฐบาล เจ้าหน้าที่ก็ใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม ก็มีผู้บาดเจ็บสูญเสียกันไป...”

การชุมนุมครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนานอีกแค่ไหน?...คงไม่มีใครตอบได้ แต่สำหรับผู้ที่มาร่วมชุมนุม แน่นอนว่าต่างบ้าน ต่างถิ่น ไม่ได้อยู่กันแบบสบายๆเหมือนนอนอยู่บ้านแน่นอน

นอนกางเต็นท์ กินข้าวกันกลางสนามหญ้า ห้องน้ำห้องท่าก็อาศัยห้องน้ำสาธารณะในสวน กระนั้นในความเรียบง่ายก็จำเป็นต้องมีการจัดเวรยาม ดูแลความสงบเรียบร้อยทุกตารางนิ้ว

“ใครจะเข้าจะออกรู้กันหมด ไม่ให้รอดสายตาไปได้ ต้องจับตาดู 24 ชั่วโมง...ไม่รู้ว่ามิจฉาชีพจะเข้ามาขโมยของเมื่อไหร่ ยิ่งเวลาพี่น้องออกไปนั่งฟังปราศรัย วันนี้ไม่ต้องพูดถึงมือที่สาม ตำรวจมีเยอะ...เราไม่กลัว”

กฤษณพงศ์ ตอกย้ำว่า การที่เราได้มามีส่วนร่วมชุมนุม...ชุมนุมกันอย่างสงบ สันติ ถ้ารัฐบาลจะเข้ามาสลายการชุมนุมก็จะทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรม

ลานกางเต็นท์ชั่วคราวสวนจตุจักร ไม่ได้มีเฉพาะเครือข่าย กปปส.เพชรบูรณ์ แต่มีหลายจังหวัดทั่วไปหลายภาค ภาคอีสานก็เยอะมาก ภาคใต้ก็มีไม่น้อย “สกู๊ปหน้า 1”...ถามต่อไปอีกว่า ผ่านมาถึงวันนี้วางแผนล่วงหน้าเอาไว้หรือเปล่า ว่าจะมาร่วมชุมนุม แล้วต้องมานอนปักหลักกางเต็นท์กันที่นี่


“ไม่ได้คิด” กฤษณพงศ์ ว่า “เพียงแต่ว่าสถานการณ์เดินไป ผู้ร่วมชุมนุมก็เดินหน้ากันไปตามผู้นำไปที่ไหนก็ได้ นอนที่ไหนก็ได้...วันนี้ท่านจะมีเงินแสน เงินล้านยังไงก็แล้วแต่ไม่มีโอกาสมานอนในขณะที่สถานการณ์ปกติ...ไม่ว่าจะที่ราชดำเนิน กลางถนนมัฆวานฯ”

นี่คือแนวคิดของประชาชนที่ร่วมกันมาต่อสู้เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ต้องมานอนกลางดินกินกลางทราย เพื่อทุกคน...ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง “เราจะปล่อยให้ขบวนการโกง...เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”

ก่อนจบการสนทนา กฤษณพงศ์ ขอฝากอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมย้อนหลังที่ครอบคลุมไปหมด ให้คิดได้ว่า...หมายความว่า ไม่สุจริตมาโดยตลอดหรืออย่างไร?

ทั้งหมดเหล่านี้คือลานชีวิตม็อบลุงกำนัน เวทีแยกลาดพร้าว สวนจตุจักรที่ยังคงหยัดยืน รวมพลัง...ร่วมชุมนุมกันไปด้วยเป้าหมายที่แน่วแน่ไม่เสื่อมคลาย.