วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แพ้เพราะแก้ข่าวที่ถูกปล่อยไม่ทัน

สนใจกันเหลือเกินครับ ประวัติศาสตร์ ‘การสถาปนาอำนาจรัฐโซเวียต’ และ ‘การสร้างชาติใหม่จากจักรวรรดิรัสเซียเป็นสหภาพโซเวียต’ แต่ที่สนใจกันที่สุดก็คือ ‘สงครามการเมือง ค.ศ.1918-1921’ และ ‘การก้าวขึ้นสู่อำนาจของสตาลิน’

ประเทศใดที่ใกล้ล่ม มักจะมีประชาชนรวมกลุ่มเกิดขึ้นมาจะปฏิวัติ และต่อต้านการปฏิวัติ กลุ่มจะเกิดขึ้นมาเยอะแยะเหมือนกับบ้านเราสมัยนี้ ที่มีทั้งกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อน้ำเงิน กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มเสื้อสีขาวจุดเทียน ฯลฯ

ความคิดของแต่ละกลุ่มก็หลากหลาย ทะเลาะกันจนผู้คนเบื่อหน่าย อยากล้างไพ่ให้หมด รำคาญเหลือเกิน ทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ ประชาชนจะอดตายอยู่แล้ว

รัสเซียตอนที่มีการยึดอำนาจของฝ่ายปฏิวัติก็เหมือนกัน ประเทศวุ่นวาย แม้ว่าฝ่ายปฏิวัติของเลนินล้มรัฐบาลของพระเจ้าซาร์ได้แล้ว แต่ก็ยังมีพวกต่อต้านเยอะ พอเลนินนำ war communism ผมหมายถึงเลนินนำระบบลัทธิคอมมิวนิสต์ยามสงครามมาใช้ เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นระบบสังคมนิยม เรื่องนี้ทำให้คนรัสเซียส่วนใหญ่ไม่พอใจมาก การต่อต้านเลนินจึงเกิดขึ้นทุกทั่วหัวระแหง จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทุกทีที่เลนินขอให้ประชาชนออกมาช่วยกันล้มรัฐบาลพระเจ้าซาร์ ผู้คนก็ยังออกมาช่วยกันเต็มถนน

แต่พอล้มรัฐบาลเดิมได้แล้ว เลนินกลับเอาระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์มาใช้  เลนินหลอกผู้คนว่าจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง  หลอกว่ารัสเซียกำลังจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ เมื่อพบว่า ฝันทุกอย่างเป็นเรื่องที่เลนินสร้างขึ้นมาหลอก คนรัสเซียส่วนใหญ่จึงต่อต้านการปฏิวัติ ตอนแรกก็ต้านด้วยคำพูด ตอนหลังก็รวมกันเป็นกลุ่มและใช้อาวุธฝ่ายที่เพิ่งปฏิวัติสำเร็จของเลนินก็สู้ด้วยการใช้ขบวนรถไฟเป็นศูนย์บัญชาการรบ แล่นรถไฟไปทั่วประเทศเพื่อปลุกมวลชนให้ลุกขึ้นมาสู้กับพวกที่ต่อต้านการปฏิวัติ

หลังจากที่ประชาชนหลงกลเลนิน จนรัสเซียสิ้นราชวงศ์และหมดความหวังกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ บรรดานายทหารจึงร่วมมือกันจัดตั้ง “กองทัพอาสาสมัคร” เพื่อสนับสนุนระบอบพระเจ้าซาร์และฟื้นฟูอำนาจของสภาร่างรัฐธรรมนูญ  พวกที่หนุนการปฏิวัติของเลนินจึงเข้าไปปราบ มีการสู้รบกันหลายครั้ง ครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองเอคาเตรีโนดาร์

ที่จริงแล้ว ในสงครามกลางเมือง ฝ่ายหนุนพระเจ้าซาร์รบชนะครั้งแล้วครั้งเล่า จนกองทัพอาสาสมัครใหญ่โตขึ้น เมื่อมีคนเข้ามาร่วมกองทัพอาสาสมัครมากขึ้น ก็ต้องตั้งการบังคับบัญชากันใหม่และเปลี่ยนชื่อจากกองทัพอาสาสมัครเป็น “กองทัพรัสเซียใต้”

แต่การปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนของกลุ่มหนุนกษัตริย์ไม่เก่ง พวกเลนินที่ถนัดการปั้นเรื่องเก่งกว่า ฝ่ายเลนินจึงชนะ

ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของทั่วโลกก็คงจะเห็นพ้องต้องกันนะครับ ว่าที่ชนะกันนั้น ไม่ใช่ชนะเพราะกำลังอาวุธ แต่ชนะเพราะการปั้นข่าวลวง ข่าวหลอก ฯลฯ อาวุธที่ทรงพลังที่สุดก็คือ “การปั้นเรื่องเพื่อโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง” ข้อหาที่ใช้กันบ่อยที่สุดก็คือ ข้อหาทรยศต่อประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชน ทำให้ฝ่ายตรงกลางซึ่งเป็นพลังเงียบที่มีเป็นจำนวนมาก หันไปช่วยล้มฝ่ายที่โดนยัดเยียดข้อหา

เบื้องหน้าของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจที่ใช้โม้กับประชาชนก็คือ ‘อุดมการณ์’  แต่เบื้องหลังนั้น  อำมหิตนัก  อำมหิตขนาดกล้าฆ่าประชาชนของฝ่ายตน  เพื่อโยนความผิดไปใส่ฝ่ายตรงข้าม พวกที่น่าสงสารที่สุดก็คือ  ประชาชนคนบริสุทธิ์ซึ่งเป็นจิ้งหรีดถูกปั่นหัวด้วยข่าวหลอกลวง จนมีความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่า  พวกตนยอมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์

คนเรานะครับ ตายเพราะฝ่ายตรงข้ามฆ่า ยังไม่น่าเวทนาเท่ากับโดนพวกที่ตนไปสนับสนุนฆ่า ผมเรียนท่านที่เคารพหลายครั้ง ว่าจะเรียนวิชาเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก้าวไกลไปถึงดาวอังคารอะไรก็เรียนเถิด แต่อย่างหนึ่งซึ่งต้องเรียนรู้คู่กันไปด้วยก็คือ ประวัติศาสตร์ อ่านประวัติศาสตร์รัสเซียแล้วพบว่า ความวุ่นวายของไทยคล้ายกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในรัสเซียมาก่อนมากที่สุด

ในตอนต้นของสงครามกลางเมืองของรัสเซีย ฝ่ายหนุนพระเจ้าซาร์และสภาร่างรัฐธรรมนูญรบชนะเกือบทุกแห่ง ตอนนั้น พวกบอลเชวิคของเลนินเซซวนจวนล้ม

บังเอิญเหลือเกินว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1  ดันมีมติส่งกองกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์และการเงินเข้ามาสนับสนุนพวกหนุนกษัตริย์

เรื่องนี้นี่ละครับ ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของรัสเซีย

เมื่อต่างชาติประกาศให้ความช่วยเหลือ  พวกบอลเชวิคของเลนินจึงปล่อยข่าวโจมตีพวกหนุนกษัตริย์ว่า  ทรยศต่อชาติด้วยการไปขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ

พวกรัสเซียขาวที่หนุนกษัตริย์ไม่ได้แก้ข่าวเรื่องนี้ หรือแก้ไม่ทัน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีไลน์ไม่มีเฟซบุ๊ก

ก็จึงเสียมวลชน

และพ่ายแพ้ไปในที่สุด.

 

คุณนิติ นวรัตน์

20 ม.ค. 2557 11:43 ไทยรัฐ