วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คำถามที่ไร้คำตอบ

โดย ซูม

คำถามหนึ่งที่ผมและเพื่อนพ้องที่มีอาชีพสื่อมวลชนได้รับอยู่เสมอเวลาออกไปเจอกับผู้คนนอกวงการก็คือถามที่ว่า “เหตุการณ์วุ่นวายทุกวันนี้จะจบลงอย่างไรครับ?”

ท่านที่ถามละเอียดหน่อยก็อาจจะเพิ่มอีกข้อว่า “เมื่อไรครับ?”

เหตุที่พวกเราได้รับแต่คำถามลักษณะนี้ก็เพราะท่านที่อยู่นอกวงการมักจะทึกทักว่าพวกเราที่ทำงานด้านสื่อมวลชนใกล้ชิดกับแหล่งข่าวต่างๆ น่าจะรู้ข้อมูลหรือเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าใครๆทั้งหมด

ซึ่งก็คงจะจริงพอสมควรสำหรับเรื่องอื่นๆ หรือเหตุการณ์อื่นๆ

แต่สำหรับในเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ พวกเราที่อยู่ในสื่อมวลชนแทบไม่มีข้อมูล หรือความรู้ที่ลึกซึ้งอะไรมากไปกว่าใครๆเลย

ก็รู้เท่าที่เกิดขึ้นวันต่อวัน หรือรู้จากการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งจริงบ้างเท็จบ้าง หรือไม่ก็กุหรือแต่งขึ้นมาบ้าง

คำตอบของพวกเราจึงเหมือนไม่ใช่คำตอบ นั่นก็คือ “ไม่รู้ซีครับ” เพราะเราไม่รู้จริงๆว่าจะจบอย่างไรและเมื่อไรแน่

อย่างไรก็ตาม แม้พวกเราจะยังไม่รู้คำตอบที่แท้จริง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราเชื่อก็คือ โดยกฎของธรรมชาติ...ทุกสรรพสิ่งในโลกจะต้องมีจุดจบ

ไม่เร็วก็ช้าจะต้องจบ เพียงแต่จะจบแบบไหนเท่านั้น

มาถึงจุดนี้...เรื่องจะจบแบบสุขนาฏกรรม หรือแฮปปี้เอ็นดิ้งนั้น คงยากแล้วละครับ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ ทำอย่างไรจะช่วยกันประคองให้จบอย่างกลางๆที่พอรับกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย โดยมิให้จบแบบโศกนาฏกรรมเท่านั้นเอง

โดยเฉพาะโศกนาฏกรรมใหญ่หลวงที่จะต้องช่วยกันประคองมิให้เกิดอย่างเด็ดขาด ก็คือการรบราฆ่าฟัน การใช้อาวุธ การสังหารฯลฯ ถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

นอกจากจะประคองให้เหตุการณ์นี้จบอย่างที่พอรับกันได้ทุกๆฝ่ายแล้ว สิ่งที่ผมเห็นว่าเราจำเป็นจะต้องคิดอ่านล่วงหน้าก็คือ ทำอย่างไรจะช่วยกันเยียวยาบาดแผลที่เกิดจากความแตกแยกครั้งนี้ให้หายสนิทโดยเร็ว

เพราะหากบาดแผลไม่หายสนิทยังเป็นหนอง หรือยังมีเชื้อต่างๆแฝงอยู่ในจิตใจของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่วันใดวันหนึ่งก็อาจจะปะทุกลับมาใหม่

ในความขัดแย้งคราวนี้แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะอ้างว่าใช้หลักสันติธรรมหลักอหิงสา หลักอารยะขัดขืน ฯลฯ

แต่ก็จะเป็นอารยะในทาง “กายภาพ” เท่านั้น คือ ไม่มีการปะทะรุนแรง มิได้ใช้อาวุธ มิได้ทำลายทรัพย์สิน ฯลฯ

แต่ในการโจมตีหรือกล่าวหากันด้วย “วาจา” ทั้ง 2 ฝ่ายต่างใช้ถ้อยคำที่ ปลุกเร้ากันแบบสุดๆกันเลยทีเดียว

ทำให้ผมอดหวาดหวั่นมิได้ว่าการปลุกเร้าให้  “เกลียดชัง” ซึ่งกัน และกัน ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะฝังลึกอยู่ในใจของผู้ที่ถูกปลุกไปอีกนานแสนนาน

ต่อไปวันใดวันหนึ่งมีใครไปสะกิดแผลขึ้นก็จะกลับมาปะทุขึ้นอีกหน

นี่ก็เป็นอีกการบ้านหนึ่งที่เราคงจะต้องช่วยกันคิดล่วงหน้าว่า เราจะลบความรู้สึกร้ายๆที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีต่อกันลงได้อย่างไรในอนาคต

ถ้าลบไม่ได้หรือแก้ไม่ได้จะยุ่งชะมัดเลยบ้านเรา เพราะปัญหาจะไม่เหมือนชาติอื่นเมืองอื่นที่เขาแบ่งฝ่ายทะเลาะกันแบบพื้นที่

จึงแบ่งออกเป็นเหนือ เป็นใต้ หรือตะวันออก ตะวันตก ได้อย่างชัดเจน

เวลาโกรธกันก็แยกประเทศได้เลย พอถึงเวลาดีกันก็กลับมารวมกันใหม่อย่างเวียดนาม หรือเยอรมนี เป็นต้น

ของเราทะเลาะกันวุ่นไปหมด ปนเปกันไปหมดทุกภาค คือมีทั้ง 2 ฝ่ายในทุกภาคทุกจังหวัด หรือแม้แต่ในครัวเรือนก็ยังแตกแยกด้วยซ้ำ

จะแบ่งออกเป็นเหนือ เป็นใต้ ตะวันออก ตะวันตก แบบเขาก็คงไม่ได้

จึงต้องหาทางแก้แบบเบ็ดเสร็จ ทำให้คนไทยหันกลับมารักกันให้ได้ภายในประเทศเดียวกัน และระบบการปกครองเดียวกัน

ปล. ผมเขียนต้นฉบับวันนี้ก่อนเหตุปาระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยฯครับ ทราบว่ามีบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง และเป็นเหตุร้ายครั้งที่ 2 หลังจากการบึมที่ถนนบรรทัดทองเป็นเหตุให้เสียชีวิตไปแล้ว 1 ศพ

ยังไงๆก็ช่วยกันประคองสถานการณ์เอาไว้ให้ดีที่สุดนะครับ...เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงอย่างกลางๆ ไม่สุขเกินไป ไม่เศร้าเกินไปดังที่ผมเขียนไว้

หรือถ้าจะจบอย่างมีความสุขพอสมควร เป็นที่พอใจของทุกๆฝ่ายได้ก็จะขอบพระคุณอย่างยิ่งเลยครับ...ท่านนายกฯและท่านกำนัน!

 

“ซูม”