วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎร

ช่วงนี้ผมมีจดหมายแสดงความเห็นเข้ามาเยอะ ต้องขออภัยที่ไม่สามารถนำมาลงได้หมด วันนี้ผมมีข้อเสนอเรื่อง “การปฏิรูปสภาผู้แทนราษฎร” ของ ดร.พิจิตต รัตตกุล ที่ส่งมาถึงผมพักใหญ่แล้ว ช่วงนี้เป็นโอกาสเหมาะ ผมจึงขอนำมาลงให้อ่านกันครับ แต่ตัดทอนลงบ้าง เพื่อให้พอดีกับเนื้อที่ในคอลัมน์

“ปัญหาที่ถามกันบ่อยๆว่า ในระบอบประชาธิปไตยจะมี “กลไก” อย่างไรที่จะ ทำให้เสียงของประชาชนเป็นเสียงที่ดังและมีความหมาย เป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีความเห็นในการปกครองตนเองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แม้แต่บทบาทของประชาชนในการถ่วงดุล หยุดยั้งผู้บริหารประเทศ เมื่อมีเหตุการณ์ชัดเจนว่า ประเทศกำลังถลำเข้าสู่ความเสียหาย และผู้นำขาดธรรมาภิบาล

ผมเคยอยู่ในสภาผู้แทน แม้จะไม่ถึง 10 ปี แต่มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย เช่นเมื่อเราเป็นตัวแทนประชาชนเขตห้วยขวาง ดินแดง คลองเตย เวลายกมือลงคะแนนในสภา กลับไม่ได้ถามไถ่หยั่งความคิดเห็นของชาวห้วยขวาง ดินแดง คลองเตย อยากให้ตัวแทนของเขายกมืออย่างไร แต่กลับไปฟัง “วิปของพรรค” เขาจะสั่งมาอย่างไร วิปก็จะไปตกลงกับวิปพรรคอื่นๆ พรรคก็ต้องฟังกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค ก่อนจะมีมติพรรคให้ ส.ส.ลงคะแนน ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับประโยชน์สุขหรือความเห็นของคนในเขตห้วยขวาง ดินแดง คลองเตย เลย

นานๆไปก็จะเห็นว่า การทำงานของ ส.ส.ที่ตอบสนองความพอใจของชาวบ้าน ก็จะเหลือเพียงงานบวช งานแต่ง งานศพ เท่านั้น บ่อยครั้งชาวบ้านต้องหอบผ้าหอบหมอนมาบอกกล่าวความเดือดร้อนของตนเองกับสภา เช่น ชาวบ้านที่ห่วงเรื่องราคายาง ราคาข้าว ก็มีผู้แทนคนละคนกัน คิดต่างกัน มิหนำซ้ำ ผู้แทนยาง ผู้แทนข้าว ยังต้องฟังเสียงวิปในประเด็นการเมืองเข้าไปอีก เลยพลอยพาเข้าป่ากันไปเลย

ดังนั้น น่าคิดนะครับว่า จะให้ ส.ส.มีความเป็นอิสระ ผูกพันกับประชาชน ใกล้ชิดกับประชาชน มากกว่าใกล้ชิดกับหัวหน้าพรรคและนายทุนพรรค จะดีไหม หนึ่งเสียงที่เป็นตัวแทนของประชาชน จะสะท้อนถึงความต้องการของชาวบ้านเป็นแสนคนในรัฐสภา ทำให้เสียงชาวบ้านดังและมีความหมาย หาใช่หนึ่งในเสียงในสภาที่ต้องเชื่อฟังและตอบแทนพรรคที่ออกเงินให้ไปหาเสียงจนได้เป็น ส.ส.

เรื่องการ “ปฏิรูปสภาผู้แทน” นี้ แม้อนาคตยังให้ผู้แทนสังกัดพรรคอยู่ แต่พรรคจะทำหน้าที่แค่ให้ข้อมูล ให้แนวคิด ผู้แทนแต่ละคนสามารถจะลงคะแนนเสียงได้อย่างอิสระ พรรคไม่บังคับ และไม่สามารถเอาผิดได้ อาจจะมีข้อยกเว้นให้ การเลือกตั้งหัวหน้ารัฐบาลที่เสียงข้างมากในสภา เลือกคนของพรรคตัวเองเข้าสู่ตำแหน่ง แต่มิได้หมายความว่า เสียงข้างมากนั้นจะต้องยกมือสนับสนุนรัฐบาลของพรรคตัวเองในทุกประเด็นต่อไปอีก 4 ปี

เมื่อพรรคควบคุม ส.ส.ของตัวเองได้เพียงระดับหนึ่ง ก็ไม่มีใครอยากจะมาเป็นนายทุนครอบงำพรรค เพราะไม่สามารถสั่งให้ ส.ส.ซ้ายหันขวาหัน หรือสั่งให้ได้มาซึ่งตำแหน่งยศ หรือแม้แต่ไม่สามารถสั่งให้ออกเสียงปกป้องใครต่อใครได้

พรรคเองก็ไม่ต้องมีภาระหาเงินมาจ่ายประจำเดือนพิเศษให้ ส.ส. ไม่ต้องหาเงินให้รายละ 10–20 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ ส.ส.สูญเสียความเป็นผู้แทนปวงชน และกลายเป็น พนักงานบริษัทที่มีนาย ไปโดยอัตโนมัติ

น่าคิดเพิ่มเติมอีกนะครับว่า น่าจะมีกติกาให้ ส.ส.ทำหน้าที่เพียง ออกกฎหมาย และ พิจารณางบประมาณ เท่านั้น ไม่ต้องแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีมีที่มาจากแหล่งอื่น มิใช่จากสภา และพรรคต้องเปิดกว้างให้ประชาชนเดินเข้าออกอย่างอิสระและสมัครใจ เหมือนมหาวิทยาลัยเปิด หาไม่แล้วพรรคก็เป็นแค่บริษัทที่มีนายทุนเป็นเจ้าของ มีผู้จัดการฝ่ายบุคคลกำกับบงการอยู่แคบๆไม่กี่คน...”

เป็นข้อเสนอที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทุกวันนี้ “พรรคการเมืองไทย” ไม่ใช่เป็นแค่ “บริษัทจำกัด” แต่เป็น “ธุรกิจในครอบครัว” ไม่เชื่อไปดูพรรคใหญ่ทุกพรรค ตระกูลไหนเป็นเจ้าของ แล้วจะเรียกว่า “ผู้แทนปวงชน” และ “ประชาธิปไตย” ได้อย่างไร.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

20 ม.ค. 2557 10:30 ไทยรัฐ