วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

5 วันชัตดาวน์ ธุรกิจทั้งรุ่ง-ร่วง

เข้าสู่วันที่ 6 แล้ว กับปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่เกิดการชุมนุม สิ่งแรกที่หลายคนกังวลคือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในแต่ละภาคส่วน เพราะเมื่อเกิดการปิดถนน ทุกอย่างหยุดชะงัก แน่นอนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนักลงทุน ย่อมหดหาย

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนได้ว่าธุรกิจจะเริ่มหยุด หรือเดินต่อคือ การลงโฆษณา

***ชุมนุมการเมืองฉุดธุรกิจโฆษณาวืดเป้า

นางสาวอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เปิดเผยไทยรัฐออนไลน์ว่า แม้จะมีธุรกิจบางประเภทที่ได้รับประโยชน์จากการชุมนุม เนื่องจากมีผู้มาร่วมชุมนุมจำนวนมาก ทำให้ยอดขายสินค้าหรืออาหารเครื่องดื่มบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้น แต่คงไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาคส่วนอื่นๆ ได้ทั้งหมด

เช่นเดียวกับภาคธุรกิจโฆษณาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายปี 2556 จนถึงปัจจุบันได้

“ผลจากการเมืองกระทบต่อภาพรวมธุรกิจทั้งหมด ธุรกิจโฆษณาก็เช่นกัน เพราะหน้าที่ของเราคือการโปรโมตเหล่าสินค้าและบริการต่างๆ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองแบบนี้ ความมั่นใจก็ลดลง ลูกค้าจึงต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ และใช้เงินอย่างรอบคอบระมัดระวัง ไม่กล้าทุ่มงบโฆษณาจำนวนมากๆ และขณะนี้บางแห่งได้ลดงบโฆษณาลงแล้ว”

สำหรับมูลค่าความเสียหายขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ แต่หากการชุมนุมยืดเยื้ออาจทำให้ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจโฆษณาช่วงไตรมาส แรกและไตรมาสที่สองของปีนี้ ไม่น่าเติบโตตามที่คาดการณ์แน่นอน แต่ลูกค้าได้เรียกบริษัทเอเจนซี่โฆษณาให้มาแข่งขันผลิตสื่อโฆษณาเพื่อเผยแพร่ดังเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจกลุ่มสื่อสาร, ยานยนต์, สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

ในปี 2556 งบโฆษณาส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มธุรกิจประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง เครื่องดื่มน้ำดำ สื่อสาร และภาครัฐ โดยในช่วงปลายปี 2556 ตั้งแต่เดือนตุลาคม มีอัตราการเติบโตร้อยละ 3 ของเงินโฆษณาทั้งหมด, เดือนพฤศจิกายน มีอัตราการเติบโตร้อยละ 0.4 ของเงินโฆษณาทั้งหมด และในเดือนธันวาคม มีอัตราการเติบโตติดลบร้อยละ 6.5 ของเงินโฆษณาทั้งหมด ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2556 อัตราการเติบโตภาคธุรกิจโฆษณาเติบโตเพียงร้อยละ 0.95 และหากเทียบกับปี 2555 ซึ่งมีตัวเลขการเติบโตมากถึงร้อยละ 12 ดังนั้น นับว่าในปี 2556 ภาคโฆษณาในประเทศไทยไม่มีการเติบโตเลย จึงหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายโดยเร็วที่สุด

 

 

***5 วันชัตดาวน์ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่ง

แต่เมื่อกองทัพ ต้องเดินด้วยท้อง ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค ตามร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงพื้นที่การชุมนุม 7 จุด ชัตดาวน์กรุงเทพฯ จึงได้รับอานิสงส์ โดยเฉพาะเวทีหลัก อย่างปทุมวัน นายวรวิทย์ เจริญวัฒนพันธ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย เปิดเผยไทยรัฐออนไลน์ว่า มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นปราศรัย

แม้จะขายดี แต่ยังไม่มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องสต๊อกสินค้าเพิ่ม เพราะยังสามารถเข้าไปส่งสินค้าได้ ไม่มีผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า และยังไม่น่ากังวล

แต่ยอดขายนอกพื้นที่การชุมนุม กลับตรงกันข้าม นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) บอกกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ภาพรวมการบริโภคอาหารเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะในเขตปริมณฑล เนื่องจากประชาชนออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านน้อยลง  เพราะกังวลเกี่ยวกับการชุมนุมในกรุงเทพมหานคร

ส่วนการส่งออกอาหาร ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เพราะแหล่งผลิตสินค้าส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ แต่การจัดส่งเอกสารต่างๆ อาจมีอุปสรรคจากการจราจร และจากการปิดทำการของสถานที่ราชการ

นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า หากการชุมนุมยุติลงภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เชื่อว่าผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารคงไม่มาก แต่หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและส่งผลให้การจับจ่ายน้อยลง

***ยอดขายเครื่องสำอางหด ปชช.หมดอารมณ์เสริมสวย

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ยอดขายเครื่องสำอางให้แก่คลินิก และสถาบันรักษาผิวหนัง ย่านพื้นที่การชุมนุม เช่น ราชเทวี เพลินจิต และสุขุมวิท ลดลงมาก เนื่องจากการจัดส่งสินค้าทำได้ไม่สะดวก และจำนวนผู้ใช้บริการลดลง

นางเกศมณี เลิศกิจจา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยอมรับกับไทยรัฐออนไลน์ว่า

แม้ว่าผู้ประกอบการจะปรับตัวด้วยการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ เพราะประชาชนไม่มีอารมณ์ออกมาจับจ่ายใช้สอย ส่วนยอดขายจะลดลงเท่าไร ยังไม่สามารถประเมินได้

***5 วันชัตดาวน์ย่านราชประสงค์ห้างเปิด-ปิดตามสถานการณ์

การชุมนุมของปิดเมือง ของกลุ่มกปปส. ครั้งนี้ ทำเล 7 จุด ส่วนใหญ่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของย่านการค้า และท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นคือ เวทีราชประสงค์ ย่านเศรษฐกิจหลัก ของกรุงเทพฯ ที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ยังมีโรงแรมระดับ 5 ดาว อยู่หลายแห่ง

โดยมีจำนวนห้องพักโรงแรม 4,000 ห้อง พื้นที่ร้านค้า 6-7 แสนตารางเมตร และพื้นที่ออฟฟิศอีกกว่า 1 แสนตารางเมตร

5 วันที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในย่านนี้ลดลงเล็กน้อย โดยอัตราเข้าพักในโรงแรมย่านราชประสงค์ช่วงที่มีการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพมหานครอยู่ที่ร้อยละ 30 จากช่วงปกติร้อยละ 85-90 แต่หากเปรียบเทียบกับการชุมนุมเมื่อปี 2553 อัตราการเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 0 หรือ ไม่มีการเข้าพัก

ส่วนศูนย์การค้ายังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ปรับเปลี่ยนเวลา บิ๊กซีราชดำริ ปิดบริการเร็วขึ้น โดยวันที่ 13 มกราคม ถึง วันที่ 16 มกราคม 57 เปิดให้บริการ 09.00-18.00 น. ส่วนวันที่ 17 มกราคม ถึง 19 มกราคม เปิดให้บริการ 09.00-20.00 น.

บิ๊กซีราชดำริ ถือเป็นแหล่งซื้อของฝากของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวเอเชีย มีแนวโน้มนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากช่วงวันแรก ๆ ของการชัตดาวน์ และจะเปิดให้บริการปกติเมื่อไร จะติดตามสถานการณ์และประเมินเป็นรายชั่วโมง

เซ็นทรัลเวิลด์ วันแรกของการชัตดาวน์ เปิดบริการ 12.00-18.00 น. แต่เมื่อไม่มีเหตุรุนแรง ก็เริ่มขยายเวลาเปิดให้บริการในวันที่2 เป็น 11.30-18.00 น. วันที่ 3 และ 4 เปิดให้บริการ 10.00 - 18.00 น. และวันที่ 17-19 มกราคมนี้ จะเปิดให้บริการ 10.00-20.00 น. เช่นเดียวกับศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่

***ราชประสงค์จัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) ระบุว่า จากการสำรวจผลกระทบของสมาชิก พบว่า

ตั้งแต่เริ่มชัตดาวน์กรุงเทพมหานครในวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา 2 วันแรกของการชัตดาวน์ มีจำนวนคนเข้ามาใช้บริการศูนย์การค้า และร้านอาหารเป็นจำนวนมาก จนทำให้อาหารไม่เพียงพอ แต่ 2 วันหลังจากนั้นมีแนวโน้มจำนวนผู้ใช้บริการลดลง โดยคิดเป็นอัตราที่ลดลงจากช่วงปกติร้อยละ 60

ซึ่ง RSTA ได้ประสานงานกับ กปปส. เพื่อจัดระเบียบพื้นที่การชุมนุม เพื่อให้การชุมนุมส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจน้อยที่สุด โดย กปปส. รับปากจะไม่ปิดเส้นทางการจราจรแยกราชประสงค์ ยกเว้นถนนราชดำริบริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปจนถึงหน้าประตูน้ำ

ทั้งนี้ ทุกอาคารสามารถเข้าออกได้ตามปกติ จึงทำให้พนักงานออฟฟิศที่ทำงานในย่านราชประสงค์สามารถเข้ามาทำงานได้ปกติ ได้เกือบร้อยละ 90 รวมทั้งขอความร่วมมือไม่ให้ใช้ทางเชื่อมสกายวอล์ก ในการนั่งฟังปราศรัยและพักค้างแรม

ขณะเดียวกัน RSTA ได้วางแผนจัดทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในย่านราชประสงค์ โดยมอบส่วนลดพิเศษในกลุ่มสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ สูงสุดร้อยละ 80 กลุ่มร้านอาหาร สูงสุดร้อยละ 30 และกลุ่มห้องพักโรงแรมร้อยละ 40 โดยคาดหวังว่า จะสามารถช่วยดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าประจำกลับมาจับจ่ายและใช้บริการได้ในพื้นที่ได้

"การจับจ่ายใช้สอยจะต้องรอการประเมินหลังจากวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ซึ่งหากการชุมนุมยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อธุรกิจของประชาชนในพื้นบริเวณราชประสงค์ และในพื้นที่ชุมนุมทั้ง 7 จุด"

ทั้งนี้ มีตัวแปรอยู่ที่ความปลอดภัยของผู้ที่เข้ามาในบริเวณราชประสงค์ทั้งในส่วนของ นักท่องเที่ยวและผู้ชุมนุม แต่ยอมรับว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตลาดอยู่ในวงจำกัด เพราะนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามาในกรุงเทพฯ

ด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย นายชาย ยืนยันว่า ย่านราชประสงค์มีความพร้อม โดยใช้แผนการดูแลรักษาความปลดภัยในช่วง Countdown ที่ดำเนินมานานกว่า 14 ปี มาใช้ โดยจะตรวจสอบอาคารสูงและห้ามขึ้นดาดฟ้าทุกอาคาร การอัพเกรดระบบกล้อง CCTV กว่า 1,500 ตัวทั่วทั้งย่าน พร้อมทั้งหารือกับ กปปส. ในการดูแลร่วมกัน

นายชาย ประเมินว่า ภาพรวมสถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่ถ้าหากมีความรุนแรงจากมือที่ 3 ก็จะประสานงานกับทางทหารและตำรวจเข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติม

***ช่วงชัตดาวน์ ปชช.ทำธุรกรรมการเงินผ่านออนไลน์

ขณะที่สถาบันการเงินต่างๆ ก็ต่างปิดสาขาให้บริการ เพื่อความปลอดภัย แต่วันที่ 5 ของการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ต่างทยอยเปิดสาขามากขึ้น ล่าสุดวันที่ 17 ม.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า มีสถาบันการเงินปิดสาขา ทั้งสิ้น 92 สาขา มีจำนวนน้อยลง จากช่วงวันที่ 13  มกราคม ที่มีสาขาในกรุงเทพฯปิดบริการ 123 สาขา และปรับเพิ่มขึ้นในวันที่ 2 ของการชัตดาวน์ ที่ปิดบริการ 132 สาขา

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การปิดสาขาของธนาคารกสิกรไทย ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการแก่ลูกค้า เพราะมีเพียงแค่ 2 สาขาที่ปิดทำการเท่านั้น แต่ยอมรับว่า ปริมาณการเบิก-ถอนเงินสดผ่านตู้เอทีเอ็มในพื้นที่ชุนนุม ลดลงประมาณร้อยละ 30 แต่ปริมาณยอดการทำธุรกรรมผ่านระบบ I-banking  และ Mobile - banking  ปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับช่วงปกติ  ขณะที่การขนส่งเงินใส่ตู้เอทีเอ็มต่างๆ ของธนาคาร  ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

ส่วนผลกระทบจากการชุนนุม ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้เพราะยังเป็นเพียงแค่ระยะสั้น คาดว่าจะต้องประเมินผลกระทบอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้ โดยธนาคารพร้อมปรับแผนตามสถานการณ์ หากว่าการชุนนุมยืดเยื้อออกไป

***ดัชนีหุ้นไทยผันผวนตลอดสัปดาห์ชัตดาวน์

ตลอดสัปดาห์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน โดยวันแรกของการปิดเมือง วันที่ 13 มกราคม ดัชนีหุ้นไทย ปิดตลาดที่ 1,283.56 จุด เพิ่มขึ้น 28.11 จุด และปิดตลาดบวกต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 15 มกราคม ปิดตลาดติดลบ 18.84 จุด และปรับเพิ่มขึ้นอีก 5.71 จุด ในวันที่ 16 มกราคม ความผันผวนเกิดจากความกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้นักลงทุนรายย่อยในประเทศ เทขายหุ้นเพื่อรอดูสถานการณ์ โดยมีการเทขายมากกว่านักลงทุนต่างชาติ

นายพงศ์ภัทร สิริพิพิฒน์  ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ ประเทศไทย ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นสูงสุด แนวต้านที่ 1,310 จุด และแนวรับที่ 1,250 จุด แต่หากการเมืองรุนแรงเหมือนปี 2553 ดัชนีมีโอกาสปรับลดลงไปแตะต่ำสุดที่ 1,100 จุด แนะนำ ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับการส่งออก เช่น CPF เพราะเชื่อว่าภาคการส่งออกจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง

เช่นเดียวกันายนายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส ที่มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาการเมือง ที่มีความไม่แน่นอนสูง อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจสะท้อนต่อราคาหุ้นในอนาคต ประเมินว่า แนวต้านสูงสุด 1,350 จุด และแนวรับไว้ที่ 1,200 จุด แนะนำนักลงทุนขายทำกำไรระยะสั้น หากดัชนีหุ้นขึ้นไปแตะระดับสูงสุด

***5 วันชัตดาวน์ประชาชนลดใช้รถยนต์ส่วนตัว แห่ใช้รถไฟฟ้า

ศูนย์อำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชน กระทรวงคมนาคม รายงานสถานะการบริการการเดินทางช่วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของกลุ่ม กปปส. ตั้งแต่วันที่ 13-17 ม.ค. 57

โดยพบว่า การเดินทางโดยรถไฟฟ้าได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยรถไฟฟ้า BTS มีผู้ใช้กว่า 7.4 แสนเที่ยวคน/วัน ตลอด 5 วันแรกของการปิดกรุงฯ จากปกติมีผู้โดยสารใช้ประมาณ 6.84 แสนเที่ยวคน/วัน โดยในวันที่ 13 ม.ค. 57 มีผู้โดยสารใช้บริการถึง 9.06 แสนเที่ยวคน

รถไฟฟ้า MRT มีผู้ใช้บริการกว่า 3.1 แสนเที่ยวคน/วัน จากช่วงปกติมีผู้ใช้บริการ 2.6 แสนเที่ยวคน/วัน รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ มีผู้ใช้บริการกว่า 52,000 เที่ยวคน/วัน จากปกติ 50,000 คนต่อวัน โดยในวันที่ 13 ม.ค. 57 มีผู้ใช้บริการ 69,700 เที่ยวคน

ส่วนรถไฟชานเมืองจำนวนผู้โดยสารค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเพิ่มจาก 18,579 เที่ยวคน ในวันที่ 13 ม.ค. 57 เป็น 31,689 เที่ยวคน ในวันที่ 17 ม.ค. 57 จากจำนวนผู้โดยสารปกติ 32,411 เที่ยวคน/วัน

เช่นเดียวกับการเดินทางโดยเรือโดยสาร เรือด่วนเจ้าพระยา เพิ่มขึ้นจาก 31,500 คน ในวันที่ 13 ม.ค. 57 เป็น 35,000 คน ในวันที่ 17 ม.ค. 57 จากจำนวนผู้โดยสารปกติ 37,500 คน ส่วนเรือคลองแสนแสบ ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษในช่วงวันที่ 14-15 ม.ค. 57 ซึ่งมีผู้โดยสาร 55,000-56,000 คน จากช่วงปกติมีผู้โดยสาร 47,000 คน แต่ในวันที่ 17 ม.ค. 57 มีผู้โดยสารเพียง 42,000 คน

การเดินทางด้วยรถประจำทาง เพิ่มจาก 1.8 ล้านคน ในวันที่ 13 ม.ค. 57 เป็น 2.1 ล้านคน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 15-17 ม.ค. 57 จำนวนผู้โดยสารปกติประมาณ 3 ล้านคน

ขณะที่การเดินทางโดยรถส่วนตัวมีแนวโน้มลดลงมากในช่วงเริ่มการปิดกรุงฯ จากนั้นจึงค่อยๆ ทยอยเพิ่มขึ้น โดยการใช้ทางพิเศษเพิ่มจาก 7.7 แสนคัน ในวันที่ 13 ม.ค. 57 เป็น 1.2 ล้านคัน ในวันที่ 17 ม.ค. 57 จากปกติ 1.5 ล้านคัน/วัน

ดอนเมืองโทลล์เวย์ เพิ่มจาก 60,500 คัน ในวันที่ 13 ม.ค. 57 เป็นกว่า 1 แสนคัน ในวันที่ 17 ม.ค. 57 จากปกติ 1.2 แสนคัน/วัน ขณะที่ถนนสายหลักอย่างวิภาวดีรังสิต รามอินทรา แจ้งวัฒนะ พหลโยธิน และงามวงศ์วาน จำนวนรถยนต์ที่ใช้ทางก็ทยอยเพิ่มขึ้นใกล้เคียงภาวะปกติ

นายอัยยณัฐ ถินอภัย ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ระบุว่า ปริมาณการจราจร บนทางพิเศษลดลง เนื่องจากหลายหน่วยงานปิดทำการ ทำให้รถที่ใช้ทางด่วนลดลงจากปกติวันละ 1.5 ล้านคัน เหลือวันละ 8 แสนคัน

ขณะที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือขสมก. ประเมินความเสียหายเบื้องต้น รายได้ หายไปแล้วกว่า 5 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายได้วันละ 9.6 ล้านบาท

โดยก่อนมีการชุมนุม ขสมก.มีรถประจำทางให้บริการวันละ 2,526 คัน มีผู้ใช้บริการประมาณ 1.5 ล้านคน แต่เมื่อมีการชุมนุมทำให้ประชาชนมาใช้บริการลดลงเหลือวันละ 1.3 ล้านคน

นายนเรศ บุญเปี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า รายได้ที่หายไปเกิดจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ ส่วนรถเอกชนร่วมบริการ พบว่ามีผู้ใช้บริการลดลงร้อยละ 40 สูญเสียรายได้รวม 2 วันประมาณ 2 ล้านบาท

สำหรับการให้บริการคอลเซ็นเตอร์ผ่านหมายเลข 1348 ปรากฏว่าประชาชนโทรเข้ามาเพื่อสอบถามเส้นทางประมาณวันละ 12,000 สาย จากช่วงปกติจะมีประชาชนโทรมาเพียงวันละประมาณ 4,000 สาย เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 8,000 สาย หรือคิดเป็นร้อยละ 110.

 

เข้าสู่วันที่ 6 แล้ว กับปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่เกิดการชุมนุม สิ่งแรกที่หลายคนกังวลคือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในแต่ละภาคส่วน เพราะเมื่อเกิดการปิดถนน ทุกอย่างหยุดชะงัก แน่นอนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนักลงทุน ย่อมหดหาย 18 ม.ค. 2557 16:16 18 ม.ค. 2557 22:07 ไทยรัฐ