วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สำรวจตัวแปรสถานการณ์ "ชัตดาวน์" ไร้ทางออกวนมาครบรอบสัปดาห์ ทหารอึด รัฐเดี้ยง

และแนวโน้มก็ยังคงดำเนินต่อไป ตามการประกาศของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ย้ำชัดๆ ยุทธการ

“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ของกลุ่มผู้ชุมนุมโค่นระบอบ “ทักษิณ” ไม่มีกำหนดระยะวันเวลาจะปิดเมืองหลวงจนกว่าจะได้รับชัยชนะ

ตามปรากฏการณ์ป่วนกดดันกันถึงขีดสุด กับแผนยุทธศาสตร์กระจายกำลังปิดถนนสายหลักตั้งเวทีปราศรัย 1.ถนนแจ้งวัฒนะหน้าศูนย์ราชการ 2.เวทีห้าแยกลาดพร้าว 3.เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ4.เวทีสี่แยกปทุมวัน 5.เวทีสวนลุมพินี 6.เวทีแยกอโศก 7.เวทีสี่แยกราชประสงค์

โกลาหลอลหม่านกันไปทั้งเมือง

ผลกระทบลามไปทั่ว ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเผชิญสภาพรถติดอย่างหนัก ต้องจอดรถไว้บ้านพึ่งบริการรถขนส่งมวลชนแทน ข้าราชการพนักงานบริษัท ห้างร้านเอกชน ต้องเดินทางไปทำงานด้วยความยากลำบากกว่าปกติ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ประกาศหยุดการเรียนการสอนยาว

พ่อค้า แม่ค้า คนขับรถรับจ้าง ประชาชนหาเช้ากินค่ำต้องระส่ำไปตามๆ กัน

กับสภาพที่ถูกจับเอาความเดือดร้อนเป็นตัวประกัน

แรงกดดันจากสถานการณ์ขึงพืดเกมอำนาจตกมาอยู่กับประชาชนตาดำๆ ต้องเดือดร้อนกับวิกฤติความขัดแย้งที่ไม่มีคำตอบว่าจะจบยังไง เมื่อไหร่

ในขณะที่ประเมิน “ตัวแปร” ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใกล้ ไกล ยังเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้

ไล่ตั้งแต่กระแสปฏิวัติรัฐประหารที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่องตามท้องเรื่องที่มีข่าวลือกระเส็นกระสาย ตกอกตกใจกันตั้งแต่มีการขนรถถัง ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะเข้า กทม.เพื่อมาโชว์ในงานวันเด็กแห่งชาติ และร่วมในพิธีสวนสนามวันกองทัพไทย

ข่าววงในให้จับตาห้วงวันที่ 12–14 มกราคม ก่อนหรือหลังวันชัตดาวน์กรุงเทพฯ

บรรยากาศเร้า มีการเดาทางกองทัพอาจจำเป็นต้องชัตดาวน์ระบบก่อนมิคสัญญี

แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่

ในภาพข่าวที่นายกฯยิ่งลักษณ์ยังเดินสายประชุม ครม.ใช้ห้องทำงาน นั่งเฝ้ามอนิเตอร์กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในเขตทหาร ทั้งหอประชุมกองทัพบก หอประชุมกองทัพอากาศ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

ไม่ได้เสียวโดนอุ้ม ผวาถูกล็อกตัวซะที่ไหน

แล้วก็เป็น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุดออกมาปฏิเสธข่าวลือ ไม่มีการรัฐประหาร กดดันนายกฯลาออกแต่อย่างใด

เรื่องของเรื่องกองทัพยังอึด ท็อปบูตยังนิ่ง

กับสภาพที่ต้องแบกภาระ รับแรงกดดันหนักๆ จากภาวะวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่ไหลเข้าสู่ทางตัน นับวันยิ่งหาทางออกไม่เจอ

แต่ก็เป็นอะไรที่ตัดสินใจลำบาก

ทางหนึ่งก็เงื่อนไขตามหน้าที่ ในฐานะฝ่ายรักษาความมั่นคง ต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดเหตุสั่นคลอนความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

กองทัพต้องควบคุมไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง

แต่อีกมุมหนึ่งหากต้องออกนอกลู่นอกทาง ด้วยวิถีนอกระบบตามแบบฉบับของทหาร

ซึ่งนั่นก็ “สวนกระแสโลก” ท่ามกลางสายตานานาชาติที่เฝ้ามองสถานการณ์วิกฤติในประเทศไทย ทั้งเอเชีย ยุโรป โดยเฉพาะพี่เบิ้มฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาที่ส่งสัญญาณ แสดงความชื่นชมนายกฯยิ่งลักษณ์ที่รับมือกับปัญหาผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลด้วยความอดทน

เรียกร้องแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี ตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย

ถ้าเคลื่อนรถถังออกมาจากค่ายเมื่อไหร่ มีหวังโดนโลกประณาม

และนั่นยังไม่เหนื่อยเท่าสถานการณ์ภายในประเทศไทย กับความยากลำบากในการทรงตัวอยู่ท่ามกลางเขาควายแหลมๆ ของ 2 ขั้วขัดแย้ง

ดังตัวอย่างก็มีให้เห็นมาแล้วกับสภาพของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.ที่พลิกจากฮีโร่ชั่วข้ามคืน กลายเป็นผู้ร้าย และสุดท้ายกลายเป็นตัวตลก

ไร้ภูมิคุ้มกัน ไม่มีการันตีอนาคตหลังหมดอำนาจ

ถ้าทหารกะจังหวะพลาด เผลอๆ จะโดนแรงกระแทกจากทั้งฝ่ายเสื้อแดง นปช.และฝ่ายแนวร่วมม็อบ กปปส. กลายเป็นจำเลยของสถานการณ์

งานนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อมากกว่าใคร

ทั้งหมดทั้งปวงมันก็อย่างที่นักวิชาการ “เสื้อกั๊ก” นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟันธงว่า สถานการณ์ ณ วันนี้ “อัศวินม้าขาว” ออกมาก็แก้ปัญหาไม่ได้

เสี่ยงเป็นม้า “ขี้แตก” อีกต่างหาก

โดยอาการกล้าๆ กลัวๆ ประกอบกับเสียงทักจากในประเทศเสียงกระแอมจากต่างประเทศ ก็ประเมินแนวโน้มได้ ถ้าไม่เกิดเหตุปะทะนองเลือด หรือเห็นฉากสงครามกลางเมืองปรากฏอยู่ตรงหน้า

ทหารคงยังไม่ผลีผลามขยับตามแรงยั่ว

ถ้าไม่ชัวร์จริงๆ “บิ๊กตู่” ไม่เสี่ยงเป็นหนังหน้าไฟ

ขณะที่อีกตัวแปรหนึ่ง ก็เป็นกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดินหน้าลุยคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

โดยมีมติแจ้งข้อหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ กับพวกอีก 15 ราย จากปมการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

แต่ที่ลุ้นกันก็คือช็อตต่อเนื่อง กรณี ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ให้ไต่สวนนายกฯยิ่งลักษณ์ เนื่องจากพบว่า อาจมีมูลความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แม้จะมีข้อท้วงติงแล้วแต่ละเลยไม่ยับยั้ง

ตามเงื่อนไขถ้า “ยิ่งลักษณ์” ติดบ่วง โดน ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ซึ่งว่ากันโดยกระบวนการยังต้องใช้เวลาอีกระยะ

และถึงแม้นายกฯยิ่งลักษณ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายก็ยังมีช่องให้ตั้งคนใน ครม.ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการแทนได้ รัฐบาลรักษาการไม่ได้หลุดไปทั้งคณะ

อำนาจรัฐก็ยังไม่หลุดมือจากพรรคเพื่อไทย

ประเมินตัวแปรด้าน ป.ป.ช.ก็ยังไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่อย่างใด

ในขณะที่เงื่อนไขสำคัญอันเป็นชนวนจุดไฟก็คือการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไป

แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะโยนทุ่นออกมาใหม่ด้วยการเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติความรุนแรง

และทำท่าจะได้รับการขานรับจากนายกฯยิ่งลักษณ์ ส่งเทียบเชิญตัวแทนพรรคการเมืองและฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออก

แต่ก็ตามคาดพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายม็อบ กปปส.ไม่ยอมเข้าร่วมแต่อย่างใด เพราะโดยยุทธศาสตร์มันเลยจุดยูเทิร์นเลี้ยวกลับสู่สนามเลือกตั้ง

ซึ่งนั่นก็ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยตีธงเดินหน้าเลือกตั้งตามโปรแกรมเดิม

ปมความขัดแย้งไม่ได้ลดความตึงเครียดลงแต่อย่างใด

รังแต่จะเพิ่มอุณหภูมิความดุเดือดขึ้นตามลำดับ กับยุทธศาสตร์ม็อบ กปปส.ป่วนกดดันถึงขีดสุด นอกจากปิดถนนสายหลัก 7 จุดที่ตั้งเวทีถาวร

ยังมีพวกแฝงสถานการณ์ป่วน นึกจะปิดถนนตรงไหนก็ปิด

ประชาชน คนใช้รถใช้ถนนต้องหัวปั่น ดีกรีความเครียดสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน

ที่สำคัญไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะคนถืออำนาจฝ่ายบริหารยังเอาตัวไม่รอด

อย่างที่เห็นภาพม็อบกำนันเทพบุกถึงบ้านบุคคลสำคัญของรัฐบาลไล่ตั้งแต่คฤหาสน์ของนายกฯยิ่งลักษณ์ บ้านของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน บ้านของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
รมว.พลังงาน บ้านของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ฯลฯ

ปิดล้อม ตัดน้ำ ตัดไฟ

และก็โดนไม่เว้นเหมือนกัน บ้านของคนประชาธิปัตย์ ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค บ้านของนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค บ้านของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่จังหวัดตรัง บ้านของ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ที่จังหวัดสมุทรสงคราม บ้านของนายอิสสระ สมชัย ที่ย่านหลักสี่

เจอมือมืดกราดยิง ปาระเบิดใส่กันถ้วนหน้า

ที่แน่ๆ สถานการณ์กรุงเทพฯกลายเป็นแดนอันตราย

เกิดเหตุร้าย ปาระเบิด ยิงกันแทบจะรายวัน ล่าสุดกลางวันแสกๆ มีการโยนระเบิดลงมาจากบริเวณตึกร้างถนนบรรทัดทอง ระหว่างที่ “กำนันเทพ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯกปปส. กำลังเดินนำขบวนเรียกแขก เชิญชวนประชาชนให้มาร่วมชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เลือดตกยางออก เล่นกันแรงขึ้นทุกขณะ

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ ไม่กล้าเข้าพื้นที่ ไม่กล้าแม้แต่จะใส่เครื่องแบบทำงาน เพราะถูกกันให้เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับม็อบ กปปส. ต้องอยู่ห่างโซนอันตราย

แหยงตกเป็นเป้าเหมือนกัน

หนักเข้าถึงขั้นต้องมีการจัดชุดทหารเข้ามาแทรกการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แน่นอนโดยสถานการณ์มาถึงขั้นนี้ ถ้าว่ากันตามวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ที่ให้นิยามคำว่า “รัฐที่ล้มเหลว” หรือ Failed State หมายถึงรัฐที่ไม่สามารถบริหารการปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หรือไม่สามารถดำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยภายใน มีความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมอย่างรุนแรง มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย รัฐบาลและกลไกรัฐขาดความมั่นคงและประสิทธิภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศและแก้ปัญหาต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จได้

ประเทศไทยกำลังไหลเข้าใกล้นิยาม “รัฐล้มเหลว” เต็มที

ที่แน่ๆ ตามจังหวะที่ต่างประเทศกำลังเฝ้ามองสถานการณ์ในกรุงเทพฯทุกระยะ ล่าสุดที่ประชุมอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ประเทศพม่า แบะท่าเสนอตัวเข้ามาแก้ปัญหา ช่วยไกล่เกลี่ยวิกฤติในประเทศไทย

ขณะที่สหรัฐฯและยุโรปก็พร้อมเสนอตัวเข้ามาช่วยเคลียร์สถานการณ์

ย้อนกลับไปวันวาน ประเทศไทยเคยส่งทหารเข้าไปช่วยรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก ส่งทีมเข้าไปช่วยเขมรจัดการเลือกตั้ง

จากผู้ให้วันนั้น วันนี้ไทยกำลังถอยหลัง

กลายเป็นผู้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติแล้วหรือ.


“ทีมการเมือง”

18 ม.ค. 2557 08:33 ไทยรัฐ