วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลตรวจซากกระทิงพบสารไนเตรทอื้อ

สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ เคลียร์เหตุกระทิงกุยบุรีตายเกือบยกฝูง ผลตรวจพบ “ไนเตรท” ในกระทิง 17 ตัว เป็นสารที่พบในหญ้าไมยราบข้าวฟ่าง ดินโป่ง หนำซ้ำยังพบเชื้อคลอสซิเดียมโนมิอาย ที่เข้าทางตับและกระแสเลือด รวมทั้งพยาธิเลือดอะนาพาสม่า ในกระทิงบางตัวที่ตาย แต่สุดท้ายยังไม่ฟันธงสาเหตุที่แท้จริง แต่กรมอุทยานฯ ตัดสินใจปิดอุทยานกุยบุรีต่อเนื่องถึงเดือน มี.ค. ยุติกิจกรรมปล่อยสัตว์คืนป่า แล้วจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

หลังเป็นข้อถกเถียงและตั้งข้อสงสัยถึงการตายอย่างต่อเนื่องของกระทิงผืนป่ากุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาตั้งแต่ปลายปีกลาย ในที่สุดเมื่อวันที่ 17 ม.ค.  ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีการจัดแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบสาเหตุการตายของกระทิง  โดยนายนิพนธ์  โชติบาล  รักษาการอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  นายธีรภัทร  ประยูรสิทธิ  รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ น.สพ.ปรีชา วงษ์วิจารณ์ ผอ.สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ นายอนุพันธ์  อิฐรัตน์  ผอ.สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ น.สพ.ปานเทพ รัตนากร คณบดีคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแถลง

นายนิพนธ์กล่าวว่า  นับตั้งแต่วันที่  2  ธ.ค.2556 ถึงวันที่ 16 ม.ค.2557 พบซากกระทิงทั้งหมด 22 ตัว กรมอุทยานฯได้วางแนวทางสืบสวนหาสาเหตุการตาย  ประเด็นแรกดูว่าเป็นการล่าหรือไม่  ผลปรากฏว่าไม่น่าจะใช่การล่า  เนื่องจากไม่มีการนำซากออกจากพื้นที่  ทั้งหัว  เขา  ยังอยู่ครบ  และไม่พบหัวกระสุนปืนบริเวณซาก ประเด็นที่สอง ตายจากสารพิษ พบว่า จากการตรวจสอบชิ้นเนื้อก็ยังไม่พบสารพิษ  ประเด็นที่สามคือ การวางยา  พบว่าเป็นไปได้น้อยมากจนถึงเป็นไปไม่ได้เลย  เพราะถ้าวางยา ต้องวางยาทุกวัน และรู้เส้นทางหากินของกระทิง  ต้องคุยกับกระทิงรู้เรื่องเพื่อจะได้วางยาถูก และประเด็นสุดท้ายคือ ความขัดแย้งของเจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบพบว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยกรมอุทยานฯได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว โดยมีนายสมัคร  ดอนนาปี  ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นประธาน ได้ขอขยายเวลาการสอบสวนออกไป

ด้าน น.สพ.ปรีชากล่าวว่า สถาบันฯได้ซากกระทิงในวันที่ 20 ธ.ค. ซึ่งเป็นซากเก่าและเน่า จึงเป็นข้อจำกัดและยุ่งยากในการตรวจสอบ แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบชิ้นเนื้อ น้ำ ดิน ซากอาหารในกระเพาะ โดยวางแนวทางเป็น 3 เรื่อง คือ 1. เรื่องโรคระบาดจากสัตว์ 2. สารพิษ 3. อื่นๆ ในเรื่องของโรคแบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ แบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิ โดยไวรัส ตรวจ 15 โรคสำคัญ ไม่เจอตัวที่บ่งชี้ว่าจะทำให้กระทิงตาย ส่วนแบคทีเรีย 8 โรค ไม่เจอเชื้อแอนแทรกซ์และโรคคอบวมที่ทำให้ตายเฉียบพลันได้ แต่เจอเชื้อคลอสซิเดียมโนมิอาย 9 ตัวจาก 17 ตัว ซึ่งเชื้อดังกล่าวสามารถทำให้กระทิงตายได้ โดยเชื้อจะเข้าทางตับและกระแสเลือด ส่วนพยาธิ 3 โรค เจอเชื้ออะนาพลาสมา เจอ 2 ตัวใน 17 ตัว เชื้อดังกล่าวจะทำให้สัตว์มีไข้ และซึมตายในที่สุด

น.สพ.ปรีชากล่าวต่อว่า ส่วนการหาสารพิษ จากการตรวจจำพวกยาฆ่าแมลง 10 ชนิดที่นิยมวางยาสัตว์ ไม่พบสารพิษใดๆ ส่วนการตรวจโลหะหนักพบสารที่สามารถทำให้กระทิงตายได้ คือ ไนเตรท ซึ่งเป็นเกลือชนิดหนึ่งที่อยู่ในสภาพแวดล้อม เช่น ดินโป่ง หญ้า พืชบางชนิด โดยไนเตรท ถ้ามีมากจะมีสภาพเป็นไนไตร ถ้าสัตว์กินเข้าไปมากจะเข้าไปในกระแสเลือด ไปรวมตัวฮิโมโครบิน ส่งผลให้ออกซิเจนไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายจนทำให้สัตว์ตายเฉียบพลันได้

“จากตัวอย่างของกระทิง 17 ตัว เราพบไนเตรททุกตัวมากน้อยแตกต่างกัน แต่ใน 2 ตัวพบในปริมาณมากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งปริมาณดังกล่าวมีโอกาสสูงที่จะทำให้กระทิงตาย ซึ่งไนเตรทก็มาจากหญ้า ข้าวฟ่าง ไมยราบไร้หนาม และดินโป่ง โดยกินติดต่อกัน ทั้งนี้ พบว่าไมยราบไร้หนาม สัตว์นิยมกินมากที่สุดรองจากหญ้า ทั้งนี้จากสภาพที่เปลี่ยนแปลงและภาวะแล้ง ฝนมาก หรือแม้กระทั่งการให้ปุ๋ย จะทำให้พืชสะสมไนเตรทไว้มาก อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะว่าตัวอย่างซากกระทิงเป็นซากเก่า และเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เราไม่สามารถรู้ได้ว่าหากกระทิงตายเพราะกินไนเตรทเข้าไปมากจริง ปริมาณไนเตรทในกระเพาะอาหารตอนที่ตายใหม่ กับเมื่อระยะเวลาที่ผ่านไปจึงทำให้ไนเตรทมีค่าลดลงหรือไม่ แต่จากการตรวจสอบในวันที่ 10 ธ.ค. ตรวจพบค่าไนเตรท 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. เหลือค่าไนเตรทแค่ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จึงสรุปเบื้องต้นว่า ไนเตรทที่เจอตอนแรกไม่ใช่ปริมาณที่เจอจริงๆ” น.สพ.ปรีชากล่าว

ขณะที่นายอนุพันธ์กล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม ตะกอนดินท้องน้ำ 15 จุดครอบคลุมบริเวณพื้นที่กระทิงตาย และคาดว่ากระทิงจะเข้าไปในพื้นที่ พบปริมาณโลหะหนัก 10 ชนิด เช่น สารหนู แคดเมียม เป็นต้น อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และตัวอย่างดิน 6 จุด พบว่าบริเวณริมตลิ่งห้วยขุดใหม่เพียงจุดเดียว ซึ่งใกล้จุดที่พบซากกระทิงตัวที่ 1 พบสารหนู 29 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 27 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ไม่น่าจะก่อให้เกิดพิษแบบเฉียบพลันจนเป็นสาเหตุการตายได้ และตัวอย่างน้ำ 10 จุด ตรวจไม่พบไซยาไนด์ และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์

นายธีรภัทรกล่าวว่า ผลตรวจทั้งหมดในวันนี้ เป็นเพียงแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ของการตรวจสอบ ไม่ถือเป็นข้อสรุป แต่อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯจะเฝ้าระวังพื้นที่ทั้งการกำจัดซาก พ่นยาฆ่าเชื้อ การควบคุมการเข้าออกพื้นที่ การเฝ้าระวังวัวแดง 4 ตัว และห้ามปล่อยสัตว์เพิ่มเติม รวมทั้งห้ามเข้าพื้นที่อุทยานฯ กุยบุรีจนถึงเดือน มี.ค. จากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ไนเตรทและเชื้อครอทซีเดียมมาจากไหน หากไนเตรทมาจากไมยราบไร้หนามตามที่เป็นข่าว ทำไมสัตว์ชนิดอื่นที่กินพืชชนิดนี้เช่นเดียวกันถึงไม่ตายเหมือนกระทิง และก่อนหน้านี้ในฤดูกาลเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันที่กระทิงกิน ทำไมถึงไม่ตาย น.สพ.ปรีชากล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะตนมีหน้าที่แค่พิสูจน์ และเจอไนเตรทในกระเพาะของกระทิงในปริมาณมากพอที่จะทำให้กระทิงตายเท่านั้น แต่ไม่สามารถรู้ว่า กระทิงกินไนเตรทมาจากบริเวณไหน และไม่รู้ว่าทำไมสัตว์ชนิดอื่นที่กินพืชชนิดเดียวกับกระทิงทำไมไม่ตาย เพราะยังไม่ได้ตรวจสัตว์ชนิดอื่น

“เคยมีตัวอย่างเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีควายที่ จ.สุรินทร์ 5 ตัว ตายแบบกะทันหัน ตรวจสอบพบว่าในกระเพาะอาหารมีไนเตรทเป็นจำนวนมาก สาเหตุเพราะควายเหล่านั้นกินไมยราบไร้หนามในปริมาณมาก แต่ในกรณีนี้ผมไม่รู้ว่ากระทิงกินไมยราบไร้หนามเข้าไปหรือไม่ รู้แต่ว่ามีปริมาณไนเตรทสูงที่ทำให้กระทิงตายได้” น.สพ.ปรีชากล่าว

ด้าน น.สพ.ปานเทพกล่าวว่า เนื่องจากตัวอย่างชิ้นเนื้อและเนื้อเยื่อที่นำมาตรวจสอบนั้น เป็นซากที่เก่าและเน่ามาก ผลการเพาะเชื้อต่างๆจึงต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ในทีมงานที่คุยกันจึงตกลงเพิ่มเติมว่าน่าจะมีการเก็บข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่อยู่ข้างพื้นที่อุทยานฯ เพิ่มเติม เช่น การเก็บตัวอย่างเลือดหมูป่า หรือกระทิงตัวเป็นๆมาตรวจหาเชื้ออื่นๆว่าสัตว์เหล่านั้นนำโรคมาสู่กระทิงได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูป่า ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไปได้ทุกหนทุกแห่ง และสามารถนำเชื้อไปติดกระทิงได้ด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ได้ตัดประเด็นการวางยาทิ้งไปแล้วหรือยัง นายนิพนธ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดทิ้งประเด็นใดเลย แต่ต้องรอผลตรวจสอบจากห้องแล็บเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเดียว

ต่อมาเมื่อช่วงเย็น นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร นายอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงกรณีกรมอุทยานแห่งชาติฯ แถลงสาเหตุการตายของกระทิงในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จำนวน 22 ตัว ว่า พบสารไนเตรทซึ่งเป็นสารพิษที่พบได้ในสภาพแวดล้อม รวมถึง “ไมยราบไร้หนาม” ในกระทิงส่วนใหญ่ที่ตายว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่ากระทิงฝูงนี้เสียชีวิตจากการได้รับสารไนเตรท เนื่องจากไมยราบไร้หนามมีปริมาณประปรายในพื้นที่โครงการกุญชร ที่กระทิงฝูงดังกล่าวอาศัยอยู่ และต้นไมยราบจะมีสารไนเตรทได้เกิดจาก

การสะสมจากพื้นดินที่มีการปลูกสับปะรด โดยการใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโต แต่ในพื้นที่นี้ไม่มีการปลูกสับปะรดมา 20 ปี และหากสัตว์กินไมยราบเป็นพิษตาย วัวของเกษตรกรในอำเภอกุยบุรีที่มีกว่า 20,000 ตัวก็น่าจะตายด้วย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่ามีวัวเสียชีวิตจากการกินต้นไมยราบ

นายพงษ์พันธ์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ซากกระทิงมีความสมบูรณ์ ขายืนเหยียดตรง หากเกิดจากการสะสมสารไนเตรทตามร่างกายจะไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ขาหงิกงอ ส่วนกระทิงตัวล่าสุดที่พบนั้นเมื่อผ่าพิสูจน์ตรวจดูอวัยวะภาย ในพบว่าเน่าเสียคล้ายถูกความร้อนทำลาย และพบว่ากระทิงส่วนใหญ่เสียชีวิตอยู่ภายใต้ร่มไม้หรือใกล้กับแหล่งน้ำ แสดงว่ากระทิงโดนสารพิษเกิดความร้อนภายในและพยายามคลายความร้อนให้กับตัวเอง โดยสัญชาตญาณของสัตว์ป่าแล้ว จะรู้ว่าพืชชนิดใดมีพิษ และสามารถเลือกกินพืชเพื่อล้างพิษได้ นักพืชศาสตร์ที่ลงพื้นที่ก็ไม่เชื่อว่ากระทิงเสียชีวิตจากไมยราบ

18 ม.ค. 2557 07:31 18 ม.ค. 2557 07:31 ไทยรัฐ