วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ฟันธงสาเหตุ 'วัวกระทิง' ตาย ขอ 2 สัปดาห์รอผลสารป้องกันศัตรูพืช

รองธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช ไม่ฟันธง สาเหตุกระทิงกุยบุรีตาย ยันสารไนเตรททำให้ตายได้ แต่ยังสรุปว่าเป็นต้นเหตุไม่ได้ ขอเวลา 2 สัปดาห์ รอผลวิเคราะห์สารป้องกันศัตรูพืชและสัตว์...

จากกรณีพบกระทิงในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณ ป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการกุญชร) ในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตายโดยไม่ทราบสาเหตุรวม 22 ตัว ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.2556 นั้น ล่าสุด วันนี้ (17 ม.ค.) ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นายนิพนธ์ โชติบาล รองธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช รักษาการอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมด้วยนายปรีชา วงษ์วิจารณ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร คณบดีคณะสัตว แพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล และนายอนุพันธ์ อิฐรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบเบื้องต้นซากกระทิงกุยบุรีตายอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในรอบเกือบ 1 เดือน หลังจากทยอยพบซากกระทิงตายรวม 22 ซาก ในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี แต่ทั้งหมดยังไม่สรุปว่า สาเหตุการตายของกระทิงทั้งหมดได้

ผอ.สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กล่าวยอมรับว่า ซากกระทิงค่อนข้างเก่าและเน่ามาก ทำให้ยุ่งยากในการตรวจสอบ แม้ว่าทางสถาบันจะใช้เทคนิคขั้นสูงในการตรวจชิ้นเนื้อ ซาก เศษอาหารในกะเพาะของกระทิง ดินใต้ตัวสัตว์และวัตถุพยานต่างๆ จำนวน 19 ตัวอย่าง แต่แล้วเสร็จ 17 ตัวอย่าง ยังไม่รวมอีก 3 ซากที่เพิ่งเจอในสัปดาห์นี้ โดยการตรวจวิเคราะห์ของสถาบันฯ วางแนวทาง 3 เรื่อง กล่าวคือเป็นไปได้หรือไม่ที่เกิดจากโรคสัตว์ ระบาดสัตว์ จึงโฟกัสโรคโรคจากเชื้อไวรัส 15 โรค และโรคจากเชื้อแบคทีเรีย 8 โรค ซึ่งรวมถึงโรคแอนแทรกซ์ โรคคอบวม ที่มักระบาดในวัว ควายที่เป็นกลุ่มเดียวกับกระทิง รวมทั้งโรคพยาธิในสัตว์ ส่วนประเด็นที่ 2 เรื่องสารพิษต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวสัตว์ และเรื่องอื่นๆ ที่จะทำให้กระทิงตาย

โดยผลการตรวจท้ง 17 ตัวอย่าง พบว่า ในซากกระทิงทุกตัวมีสารไนเตรท ซึ่งมีมากในไมยราบยักษ์หญ้า และข้าวฟ่าง โดยทุกซากจะเจอไนเตรทในปริมาณที่ต่างกัน ตั้งแต่ปริมาณ 165 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สูงสุด 2,021 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมมีเพียง 2 ตัวคือ ซากที่ 4 พบปริมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และซากที่ 14 ปริมาณไนเตรท 2,021 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ปริมาณดังกล่าว หากเทียบกับน้ำหนักของหญ้า หรือไมยราบไร้หนามแห้ง จะมีไนเตรทที่เป็นพิษในวัว ควาย คือโดสต่ำสุดที่กินแล้วตาย ถ้ามีค่าไนเตรทเกิน 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักกิโลกรัมของสัตว์ ดังนั้น หากกระทิงมีน้ำหนักราว 1 ตัน ก็ต้องกินปริมาณไนเตรทสูงถึง 160,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ดังนั้น ถ้ากระทิงทุกตัวตายเพราะสารไนเตรท ต้องกินไมยราบในปริมาณที่มากกว่า 60 กิโลกรัม ซึ่งต้องไปดูว่าในความเป็นจริงในพื้นที่มีไมยราบมากขนาดนั้นหรือไม่

นอกจากนี้ยังพบว่า ในซากกระทิงทั้ง 17 ตัวอย่างนั้น ใน 9 ซากพบเชื้อแบคทีเรียคอสติลเดียม โนวิอายส์ (Clostridium novyi) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบอยู่ในดินทั่วไป โดยเชื้อดังกล่าวหากสัตว์รับเข้าไปมากจะไปเจริญเติบโตตับ และสร้างพิษกระจายตามร่างกาย ถ้ารับเชื้อมากจะตายแบบฉับพลันได้ และยังเจอและพยาธิเลือด (Anaplasma spp.) ในตัวอย่างกระทิงตัวที่ 2 และตัวที่ 15 อีกด้วย โดยพยาธิเลือดนี้ถ้าเข้าในตัวสัตว์มากๆ จะตายทันทีได้

ด้านนายนิพนธ์ กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะหาสาเหตุการตายของกระทิง เนื่องจากมีข่าวมากมายทั้งการขัดแย้งเจ้าหน้าที่ใน 2 พื้นที่ จนทำให้เกิดการวางยาสารพิษ เรื่องนี้ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง 1 ชุด เพื่อสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่าบกพร่องหรือละเลยต่อการทำหน้าที่ จนทำให้กระทิงตายจำนวนมากหรือไม่ ล่าสุด นายสมัคร ดอนนาปี ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ประธานฯสอบสวนข้อเท็จจริง ได้ขอเวลาเพิ่มเติม

"ส่วนการตรวจสอบหาสาเหตุการตายของกระทิง ซึ่งมีคณะทำงานย่อย 2 ชุดคือด้านโรคระบาดสัตว์ และสารพิษ เบื้องต้นผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจตัวอย่าง กระทิงไปแล้วจำนวน 17 ซากจากที่เจอตายรวม 22 ซาก ทั้งนี้ จากข้อมูลสารพิษการวางยาสัตว์เป็นไปได้น้อยมาก และแทบจะไม่มีเลย จึงต้องอาศัยผลตรวจทางแล็บมายืนยัน และลบข้อครหา ซึ่งยอมรับว่าไม่ค่อยสบายใจ ว่าเป็นความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่จึงทำให้การวางยา และผลการสอบต้องพิสูจน์ให้ชัด และจนถึงขณะนี้ก็ยังขอให้ต้องตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ต่อไป" นายนิพนธ์ กล่าว

ขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ผลการตรวจสารโลหะหนัก ในดิน ตะกอนดิน น้ำ และในบริเวณที่พบกระทิงตาย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 10 ชนิด รวมทั้งไซยาไนด์ พบว่า บริเวณริมตลิ่งห้วยขุดใหม่ ที่พบซากกระทิงตัวที่ 1 มีสารหนูจำนวน 29 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เกินค่ามาตรฐานที่ 27 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบสารหนูในน้ำ 2 จุด คือบริเวณแอ่งน้ำขุดใหม่แปลงหญ้า K12 พบสารหนู 49 ไมโครกรัมต่อลิตร (มาตรฐานไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อลิตร) หรือเกินไป 5 เท่า แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารหนูที่ปนเปื้อนนี้ ไม่น่าจะก่อให้เกิดพิษแบบเฉียบพลันจนเป็นสาเหตุให้กระทิงตายได้ ส่วนการวิเคราะห์สารป้องกันศัตรูพืชและสัตว์ คาดว่าอีก 2 สัปดาห์จะมีรายงานผลออกมา.

รองธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช ไม่ฟันธง สาเหตุกระทิงกุยบุรีตาย ยันสารไนเตรททำให้ตายได้ แต่ยังสรุปว่าเป็นต้นเหตุไม่ได้ ขอเวลา 2 สัปดาห์ รอผลวิเคราะห์สารป้องกันศัตรูพืชและสัตว์... 17 ม.ค. 2557 17:53 18 ม.ค. 2557 13:05 ไทยรัฐ