วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ชัตดาวน์กรุงเทพฯ สำรวจ 'จุดเดือด' คนกรุง?

ม็อบชัตดาวน์ปิดกรุงเทพฯ อีกไม่นานก็จะหงุดหงิดและมีกระแสกลับ! หลายคนประเมินคนกรุงว่าเป็นโรคภูมิแพ้ความหงุดหงิด อดทนต่ำ อีโก้ ไม่ค่อยปรับตัว

ไทยรัฐออนไลน์พาไปหาคำตอบคนเมืองที่ใครๆ ว่ากันเป็นอย่างไร..?

สำรวจ จุดเดือด 'ชัตดาวน์' คนกรุงเทพฯ คิดอย่างไร...?

คนคิดสรุปๆ แบบนี้บ้า หรือไม่ก็ว่างเกิ้น ใครจะคิดแบบนี้ เพราะมนุษย์มันปรับตัวของมันได้เอง...! หลายคนพูดตรงกัน หลัง กปปส. ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ปิดแยกทั้งหมด 7 จุด หลายโรงเรียน หลายออฟฟิศประกาศหยุด แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ไม่ได้ประกาศหยุด แต่เฉลี่ยแล้วคนที่เดินทางก็หายไปจากระบบกว่าครึ่ง ดังนั้นจะมาบอกว่าอ้างว่าม็อบทำให้ชีวิตแย่ลง แม้จะมีส่วนแต่ก็ไม่จริง แต่ทั้งหมด!

โอ๋ พนักงานออฟฟิศ ย่านหมอชิต ไม่ได้มาชุมนุมทางการเมือง กล่าวว่า ตนบ้านอยู่ฝั่งธนฯ ปกติจะเข้างานประมาณ 10 โมง ดังนั้นจึงต้องตื่น 07.30 น. ทุกวัน นั่งมอเตอร์ไซค์ 50 บาทต่อรถประจำทางและทอดสุดท้ายจึงนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีบางหว้าเพื่อไปสิ้นสุดที่สถานีหมอชิตประมาณ 10 โมงพอดี


"ลำบากขึ้นไหม คนกรุงเทพฯ มันปรับตัวอยู่แล้วนี่พูดไม่ได้เกี่ยวกับม็อบนะ คนที่นั่งเทียนบอกว่าคนกรุงเทพฯ จะลำบากเมื่อมีม็อบมันมั่ว เพราะในสภาวะปกติคนกรุงเทพฯลำบากทุกวันอยู่แล้ว (หัวเราะ) รถติด เพราะว่ารถเยอะกว่าถนน ราคาก็ถูก คนเยอะ โดยเฉพาะพลเมืองแฝงที่เข้ามาอาศัยและทำมาหากินในกรุงเทพฯ นี่พูดไม่เกี่ยวกับการเมือง เรื่องม็อบชัตดาวน์แค่นี้ เล็กน้อย  แค่เผื่อเวลาให้ดี หรือจวนตัวก็มอเตอร์ไซค์รับจ้างก่อนขึ้นก็ต่อราคาให้ดีอย่าดูถูกเพราะพวกเรา ปรับตัวเก่ง"

เก่ง ผู้ขายสินค้าที่ระลึกในม็อบชัตดาวน์ ย่านสยามสแควร์ แต่ไม่เคยไปชุมนุมทางการเมืองที่ไหน หนุ่มจากภาคอีสานแต่มาอยู่กรุงเทพฯ นานหลายสิบปี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเองขายเสื้อผ้าอยู่แถวสยาม แต่พอม็อบมาก็เอาสินค้าที่มีเรื่องราวเกี่ยวโยงกับม็อบมาขายร่วมด้วย รายได้ดีมากๆ การเดินทางก็ลำบากนิดหน่อย แต่เนื่องจากกรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้า แม้จะไม่มาก แต่ก็ทำให้การเดินทางสะดวก

"รวยๆ (หัวเราะ) เมื่อก่อนรายได้ก็ประมาณหนึ่ง แต่มีม็อบรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถามว่าลำบากมากขึ้นไหม คนกรุงเทพฯ ใครสบาย คนที่ถามว่าเราลำบากขึ้นไหมในภาวะชัตดาวน์ไม่รู้จักคนกรุงเทพฯ จริงๆ"


ส้ม และเพื่อนๆ กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เจ้าของร้านขนมปังชัตดาวน์ ซึ่งพวกเขาไม่เคยมาร่วมชุมนุมกับม็อบไหนมาก่อน กล่าวว่า ออกมาหารายได้สนุกๆ ไม่ได้คิดว่าลำบากหรือไม่ลำบาก และที่สำคัญอยากเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

"ไม้ละ 20 บาท 3 ไม้ 50 บาท รายได้โอเคพอสมควร แต่อย่างที่บอกเราอยากมาร่วมการเคลื่อนไหว และก็อยากจะหารายได้จากการขายสินค้า ซึ่งขายดีพอสมควร ซึ่งถ้าว่างก็จะมาขายแบบนี้ช่วงเย็นๆ"

พิชิต เจ้าของแท็กซี่ สีสดใส ที่ไม่ฝักฝ่ายสีทางการเมืองใดๆ กล่าวว่า ลำบากหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เชื่อได้ว่าคนที่คิดว่าคนกรุงเทพฯ ต้องลำบาก รำคาญม็อบพวกนี้ดูแคลนหัวใจ แต่ลืมไปว่าคนที่อยู่กรุง เทพฯ จะแพ้ภูมิกรุงเทพฯ ได้อย่างไร


"แพ้ภูมิกรุงเทพฯได้ไง ม็อบเราก็มีมาแต่ไหนแต่ไร เสื้อทุกสีก็ปิดกันแบบนี้ เราก็ปรับตัวกันได้ รถติดก็นั่งรถไฟฟ้า เร่งด่วนก็นั่งมอเตอร์ไซค์ที่มีแทบทุกที่ ข้าวปลาอาหารก็มีไม่ขาด ตามหัวถนน ราคามีตั้ง แต่ถูกไปจนถึงแพง (หัวเราะ) อย่างผมขับแท็กซี่ร้านอร่อยๆ ให้เยอะ ไม่แพงก็มีมากมาย ก็หากินกัน ถามว่ารู้สึกรำคาญไหม เรามันคนขับแท็กซี่รู้ทางลัด ม็อบคนเยอะสัก 3-4 ทุ่มคนก็กลับบ้านกันละก็ไปรอรับ ศึกษาเส้นทางหน่อยก็สบาย วันมีม็อบรายได้ผมมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว" นายพิชิตกล่าว

ไขรหัสชัตดาวน์กรุงเทพฯ ปิดเมือง - คนเเมืองจุดเดือดต่ำจริงหรือ?


ขณะที่ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล นักจิตแพทย์ชื่อดังกล่าวว่า ถ้าจะบอกว่า คนกรุงเทพฯ ขี้หงุดหงิดกว่าคนต่างจังหวัดตามทฤษฎีบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริง


"โดยพื้นฐานของทฤษฎีในฐานข้อมูลเดิมๆ ในความเป็นเมือง ผู้อยู่อาศัยในเมืองมีความเครียดสูง และกดดันสูงกว่า และยิ่งสังคมเมืองแออัด การแข่งขันสูง ผู้คนจึงมีความโดดเดี่ยวเชิงสังคมมาก ส่งผลเกิดให้ความเครียดได้ง่ายๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับบรรยากาศ การอยู่ในชนบทที่จะมีความสบายๆ ความถ้อยทีถ้อยอาศัยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสังคมเมืองได้แผ่กระจายไปต่างจังหวัดเยอะ เมืองใหญ่ในต่างจังหวัดเริ่มมีบริบทเหมือนสังคมเมืองมากขึ้น อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น แต่ภาพรวมถ้าสังคมที่มีความเป็นเมืองสูงก็จะง่ายต่อการหงุดหงิด"

เมื่อถามถึงความอดทนของคนเมืองกรณีรถติดกับชัตดาวน์กรุงเทพฯ มาตรการกดดันรัฐบาลของกปปส....?  นักจิตวิทยาชื่อดังวิเคราะห์ว่า ตอนนี้คนเมืองปรับตัวเข้ากับสถาน การณ์ที่เกิดขึ้นหลายปี


"วิเคราะห์กันตามลักษณะนิสัยของคนกรุงเทพฯ สัปดาห์นี้ที่ยังไม่มีความหงุดหงิดคงเป็นความคาดหวังของประชากรกรุงเทพฯ ต่อสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะเกิดความลงตัว และคลี่คลายไปในที่สุด ไม่ว่าจะฝั่งไหน เพราะทุกคนอยากจะให้บ้านเราก้าวต่อไปได้ และปัจจัยที่สำคัญก็คือ กรณีม็อบความเห็นต่างทางการเมืองนั้นหลายปีที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ เจอแบบนี้หลายรอบแล้ว พูดง่ายๆ ว่าคนเมืองชินผู้คนเริ่มปรับตัวได้ ทำการบ้านในการเดินทางตามซอกซอยหลีกเลี่ยงเส้นทางการเดินทางอื่นๆ เพื่อรับมือกับสถาน การณ์ที่คาดเอาไว้ แต่หากยังยืดเยื้อต่อไปถึงอาทิตย์หน้า รถ และผู้คนออกมาเต็มเหมือนอย่างเหตุการณ์ปกติ ก็เป็นเรื่องอันตราย เพราะมันเกินความคาดหวังที่ตั้งเอาไว้ของแต่เดิม ดังนั้นอาทิตย์หน้าตามหลักจิตวิทยาจึงเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงต่อภาวะอารมณ์ของคนเมืองที่ยังไม่นิ่งเหมือนกับสัปดาห์นี้"


สุดท้าย ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล แนะนำว่า ตอนนี้ไม่เพียงคนเมือง หรือคนในกรุงเทพฯ สังคมไทยก็เริ่มปรับตัว ยอมรับ เข้าใจเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือก็คือ  มีสติ รับรู้ถึงอารมณ์ของตัวเอง และเราก็จะจัดการกับความไม่ลงตัวข้างหน้าได้ดีขึ้น

"ถ้าเดินทางก็ทำการบ้านว่าถนนเส้นไหนติด เลี่ยงไปได้เส้นไหนบ้าง การเผื่อเวลาเดินทางก็เป็นประโยชน์ และที่สำคัญต้องมีความหวัง เมื่อมีความหวังว่าสักวันเหตุการณ์จะพัฒนาไปสู่เรื่องดีๆ ความหวังทำให้เรามีเป้าหมายด้วย" จิตแพทยชื่อดังกล่าวสรุป

 

 

ม็อบชัตดาวน์ปิดกรุงเทพฯ อีกไม่นานก็จะหงุดหงิดและมีกระแสกลับ หลายคนประเมินคนกรุงว่าเป็นโรคภูมิแพ้ความหงุดหงิด อดทนต่ำเดี๋ยวก็ตีกันตาย... ไทยรัฐออนไลน์พาไปหาคำตอบ
คนคิดสรุปๆ 15 ม.ค. 2557 17:10 16 ม.ค. 2557 13:21 ไทยรัฐ