วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


Connectec Car สมรภูมิใหม่ของโลกไอทีย้ายมาอยู่ที่รถยนต์

โดย มาร์ค Blognone

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา วงการไอที ขยับจากโลกของพีซีมาสู่อุปกรณ์ที่เราเรียกรวมๆ ว่า Smart Device ซึ่งส่วนใหญ่ก็หมายถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต...

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น คอมพิวเตอร์สมองกลมีขนาดเล็กลง ถูกลง กินไฟน้อยลง บวกกับเทคโนโลยีด้านการสื่อสารไร้สายที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วงการไอทีเริ่มขยับตัวอีกครั้งให้ไปไกลกว่าอุปกรณ์จำพวก Smart Devices

วงการไอทียุคนี้จะขยับขยายไปไหนบ้าง? ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้ไฟฟ้า (หรือพลังงานจากแบตเตอรี่ก็ได้ครับ) เราจึงเห็นกูเกิลไปทำแว่นตา โซนี่กับซัมซุงไปทำนาฬิกา นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะ ตู้เย็นอัจฉริยะ เครื่องซักผ้าอัจฉริยะ ฯลฯ อุปกรณ์สารพัดชนิดแล้วแต่สมองของคนเราจะจินตนาการไปถึง

อุปกรณ์อีกอย่างที่กำลังมาแรงในปีนี้คือ "รถยนต์" ครับ ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่เห็นรถยนต์อัจฉริยะในเร็ววัน แต่แนวโน้มของเทคโนโลยีก็เด่นชัดว่ามันจะต้อง "มาแน่" ในสักวัน

การเอาเทคโนโลยีด้านไอทีมาใส่ในรถยนต์ ไม่ได้แปลว่าเราจะเห็น "รถยนต์ขับขี่เองได้" (ซึ่งหลายท่านอาจมีคำถามหรือข้อกังขาด้านความปลอดภัย) แบบเดียวกับที่กูเกิลหรือบริษัทหลายๆ แห่งเริ่มนำมาโชว์

รถยนต์ขับขี่เองได้เป็นเรื่องของอนาคตระยะยาว (อีก 5-10 ปี) เพราะจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้รองรับด้วย เช่น ไฟเขียวไฟแดงมีเซ็นเซอร์ ถนนมีเซ็นเซอร์บอกข้อมูลช่วยรถยนต์ด้วย แต่ถ้าเอาอนาคตระยะสั้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีที่เด่นชัดมีสองกลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรก คือ ระบบความบันเทิงในรถยนต์ แผงคอนโซลหน้ารถที่เดิมทีมีแต่วิทยุซีดี ก็จะกลายเป็นจอภาพรองรับนิ้วสัมผัส (เหมือนเอาแท็บเล็ตมาแปะเข้ากับรถยนต์) รองรับการสั่งงานด้วยเสียงพูด มีความสามารถหลากหลาย มีแอพฯ มากมาย ไม่ต่างอะไรกับบนสมาร์ทโฟน (เพียงแต่ปรับหน้าตาหรือวิธีสั่งงานให้เหมาะกับสภาพภายในรถยนต์มากขึ้น) ระบบลักษณะนี้มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า IVI ย่อมาจาก In Vehicle Infotainment

บริษัทรถยนต์เกือบทุกราย พัฒนาระบบ IVI กันมาหลายปีแล้ว (เพียงแต่อาจจะวางขายเฉพาะในบางประเทศ) และสภาพการแข่งขันในตลาดยังแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าชัดเจน แอพฯ หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อใช้ร่วมกันข้ามค่ายรถไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ฟอร์ดจับมือกับไมโครซอฟท์ ส่วนกูเกิลก็เพิ่งประกาศความเป็นพันธมิตรกับค่ายรถอีกกลุ่มคือ จีเอ็ม ฮอนด้า ฮุนได ออดี้ ไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้

จุดอ่อนของระบบความบันเทิงในรถยนต์ปัจจุบันคือ เทคโนโลยีด้านไอทีเปลี่ยนเร็วมาก เราซื้อสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตกันใหม่ทุกปี แต่รอบการซื้อรถยนต์กลับนานกว่านั้นมาก ทำให้ IVI ของรถยนต์ที่เพิ่งซื้อเมื่อปีที่แล้วตกรุ่นไปทันทีในปีนี้ (และยังไม่มีทางแก้อื่นนอกจากซื้อรถใหม่) ปัญหานี้ค่ายรถหลายแห่งเองก็ยอมรับ และพยายามแก้ไขโดยปรับระบบคอนโซลหน้ารถให้สามารถ "อัพเกรด" ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องซื้อรถยนต์ใหม่

กลุ่มที่สอง คือ ระบบช่วยสนับสนุนการขับขี่ (บางเจ้าเรียกว่า Driver Assistance Systems) ซึ่งบางท่านอาจเห็นตัวอย่างบ้างแล้วจากกล้องมองหลังที่ช่วยถอยรถ หรือระบบช่วยจอดอัตโนมัติของค่ายฟอร์ดที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเราแล้ว

ระบบช่วยสนับสนุนการขับขี่ในปัจจุบันไปไกลกว่านั้นมาก มันไปไกลถึงขั้นมีแนวคิดว่า รถยนต์ทุกคันควรมีเซ็นเซอร์บอกระยะในตัว และส่งข้อมูลคุยกันเมื่อเข้ามาอยู่ในระยะใกล้ๆ กัน เพื่อไม่ให้เกิดโอกาสชนกันได้ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่องการนำข้อมูลระบบจราจร (ลักษณะเดียวกับ Google Maps) มาใส่ในรถยนต์เพื่อปรับความเร็วของรถ หรือแนะนำเส้นทางให้ผู้ขับขี่ในระหว่างขับรถได้ด้วย

การประมวลผลข้อมูลเยอะขนาดนี้ จำเป็นต้องใช้หน่วยประมวลผลชั้นสูงระดับเดียวกับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุด เราก็เห็นบริษัทผู้ผลิตหน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์ทั้ง Intel, Qualcomm, NVIDIA ประกาศทำซีพียูสำหรับรถยนต์แล้ว

เทคโนโลยีพวกนี้อยู่ในระยะเพิ่งเริ่มต้นครับ กว่าเราจะเห็นมันแพร่หลายคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่ที่แน่ๆ ในอีกไม่นาน เราคงได้เห็นบรรดาค่ายทั้งหลาย หันมาเกทับบลัฟแหลกกันแล้วว่า รถของฉันไฮเทคกว่ารถของเธอ

 


มาร์ค Blognone

 

ไทยรัฐออนไลน์ ข่าวล่าสุด ข่าวด่วน ประเด็นร้อน

มาร์ค Blognone

ไทยรัฐออนไลน์ คุยกับเซเลป

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา วงการไอที ขยับจากโลกของพีซีมาสู่อุปกรณ์ที่เราเรียกรวมๆ ว่า Smart Device ซึ่งส่วนใหญ่ก็หมายถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต... 15 ม.ค. 2557 10:38 16 ม.ค. 2557 06:02 ไทยรัฐ