วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลิเบอโร่ = เจอร์ราร์ด

ชนะอย่างชนิดเสียวไส้ ลุ้นจนเกือบธาตุไฟจะเข้าแทรก กว่าเครื่องจักรสีแดงของผมจะเบียดเอาชนะสโต๊ก ซิตี้ เจ้าเวหา ทีมไม้เบื่อไม้เมา เหมือนเช่น วิมเบิลดัน ในอดีตของลิเวอร์พูลไปได้

นัดนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า จุดอ่อนของลิเวอร์พูล ที่เรื้อรังมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ยังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นคือ หากถูกโจมตีด้วยปีกที่มีความเร็ว และสามารถเปิดบอลจู่โจมได้อย่างแม่นยำ เหมือนเช่นที่ เจ้าอาร์เนาโตวิช ทำได้ แนวรับของหงส์แดง จะรวนเอาง่ายๆ ทันที ซึ่งเรื่องนี้ สำหรับส่วนตัว จำได้จนฝังใจเมื่อครั้งสมัยที่ โคตรกุนซือ อย่างเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หาทางเอาชนะทีมของ รอย อีแวนส์ ที่ยึดแนวทางบูตรูม  (boot room) ของลิเวอร์พูลอย่างเข้มข้น โดยเล่นบอลบนพื้นชิ่งจังหวะเดียวไม่ได้ ในช่วงแรกๆ ของการเจอกัน ซึ่งในยุคนั้น เป็นช่วงการถือกำเนิดของแก๊งสไปซ์ บอยส์ อย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สตีฟ แม็คมานามาน และเจมี่ เรดแนปป์ พอดี

แต่หลังจากใช้เวลาไม่นาน ในการวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่แข่ง กุนซือสมองเพชรอย่างเขา ก็ได้ค้นพบว่าจุดอ่อนของทีมรอย อีแวนส์ นั้นก็คือ ถึงแม้จะเป็นทีมที่เล่นเกมรุกได้ดี มิดฟิลด์ทำงานสอดประสานกันได้ยอดเยี่ยม แต่แนวรับกลับรับมือจากการถูกถล่มด้วยลูกครอสจากด้านข้างได้ยอดแย่ ประกอบกับนายทวารของลิเวอร์พูลในยุคนั้น อย่างเดวิด เจมส์ ที่มีจุดอ่อนเรื่องการออกมาตัดลูกโด่งครอสจากด้านข้างด้วยแล้ว จึงไม่ยากที่จะใช้ลูกทีมวิ่งจี้เข้าใส่แผงมิดฟิลด์ของลิเวอร์พูล อย่าให้มีเวลาเคาะบอล และเฝ้ารอคอยให้ทีมที่กำลังขับเคลื่อนเป็นแผงนั้นเสียขบวน และเมื่อจ่ายบอลเสีย ก็ใช้นักเตะตีนตะขออย่างเดวิด เบคแคม ที่เปิดบอลได้แม่นยำราวกับจับวาง ยิงบอลถล่มอย่างกับขีปนาวุธโทมาฮอว์ก เข้าใส่แนวรับของลิเวอร์พูล ซึ่งด้วยวิธีการนี้เอง ที่ทำให้แมนฯ ยู เอาชนะทีมของรอย อีแวนส์ มาได้ตลอดทุกครั้งที่พบกันในระยะหลัง จนที่สุดรอย อีแวนส์ ก็ต้องตกเก้าอี้ ทั้งๆ ที่ถือเป็นกุนซือที่ทำงานได้ยอดเยี่ยม รักษาแนวทางบูตรูมเอาไว้ได้อย่างหมดจด และสามารถปั้นนักเตะดาวรุ่งจากชุดเยาวชน ขึ้นมาได้ไม่แพ้ แมนฯ ยู ของเซอร์อเล็กซ์ เหมือนกัน ซึ่งในเวลาต่อมาแม้ว่าจะเปลี่ยนมาแล้วหลายกุนซือ แต่จุดอ่อนจุดนี้กลับดูเหมือนจะยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หายขาดเสียที


ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน ทำไมหงส์แดง มักแพ้ทางทีมที่ใช้วิธีการแบบนี้เป็นประจำ เพราะเซ็นเตอร์แบ็กลิเวอร์พูลที่ผ่านมา ก็ตัวใหญ่น้องๆ ยักษ์ แต่ทำไมเจอลูกครอสจากปีก ที่เปิดบอลแม่นๆ เมื่อไร มีอันต้องเป็นไปทุกที นี่ขนาดเจ้าอาร์เนาโตวิช มันได้บอลจากแผงมิดฟิลด์ เข้าโจมตีได้น้อย ยังรวนกันซะขนาดนี้ หากไปเจอทีมดี ทีมสามารถเก็บบอลในแดนกลางได้ดี และป้อนบอลให้ปีกได้เป็นระลอกๆ มีหวังหงส์ได้พังพาบแน่

และจุดสำคัญอีกจุด ก็คือนัดนี้มิดฟิลด์พลังไดนาโม อย่างเจอร์ราร์ด ถูกดันลงไปอยู่ต่ำ ชนิดที่ว่าต่ำกว่า ลูคัส เลวา ที่ปกติมักจะประจำอยู่หน้าแผงหลังเสียอีก ซึ่งเล่นทำเอาหลายคนแปลกใจว่า นี่คือแท็กติกใหม่ของ เบรนดัน ร็อดเจอร์ส หรืออย่างไร จนเป็นที่มาของหัวข้อในวันนี้ ของ ฮกหลง คือ บทบาทใหม่ของเจอร์ราร์ด ในทีมบีร็อด คือสวีปเปอร์ใช่หรือไม่

ซึ่งส่วนตัว ผมเลยคิดเล่นๆ ว่า มีความเป็นไปได้ เพราะด้วยวัยของกัปตันหงส์แดง ก็ต้องยอมรับว่า เจอร์ราร์ด คงไม่สามารถพาบอลตะบึงจากหลังไปหน้า หน้าไปหลัง ได้เต็มพลังเหมือนเช่นในอดีตได้อีกต่อไปแล้ว และในช่วงที่สตีวี่จีเจ็บ ร็อดเจอร์สก็ได้ค้นพบแผงมิดฟิลด์ในฝัน ที่สามารถขับเคลื่อนเกมแดนกลางได้อย่างมหัศจรรย์ ตามคอนเซปต์ฟุตบอลของเขาแล้ว ซึ่งประกอบไปด้วย คูตินโญ สเตอร์ลิง เฮนเดอร์สัน และ โจ อัลเลน ซึ่งแน่นอนว่า หากจัด เจอร์ราร์ด อยู่ในองค์ประกอบดังกล่าว สตีวี่จี คงไม่สามารถใช้พลังวิ่งตามทันรุ่นน้องวัยกระทงที่ต่อบอลกันได้รวดเร็ว และให้บอลตามช่องกันได้อย่างไหลลื่นแน่นอน


จึงอาจเป็นที่มาว่า ในนัดนี้ บีร็อด เลยทดลองแท็กติก จับเจอร์ราร์ด ลงไปอยู่ต่ำไม่ให้เข้าไปอยู่ในองค์ประกอบของการขับเคลื่อนเกมในแดนกลางดู และใช้จุดเด่นเรื่องการเปิดบอลไกลได้แม่นยำ มาเป็นองค์ประกอบของแท็กติกในเกมนี้แทน

ส่วนผลที่ออกมา เจอร์ราร์ดก็เล่นได้ดีในระดับหนึ่งเลยกับบทบาทใหม่ ที่ยังไม่คุ้นเคยนัก แต่ที่ดีผิดคาดคือจังหวะการเข้าตัดบอล จากการโจมตีคู่แข่ง ซึ่งน่าจะมาจากความเก๋าและมันสมองที่เล่นอยู่ในแผงมิดฟิลด์มานาน จนสามารถอ่านทางการเล่นของคู่ต่อสู้ได้ โดยเฉพาะการเข้าสกัดในจังหวะสุดท้าย ที่ช่วยทีมไว้ได้หลายครั้ง

อย่างไรก็ดี แฟนๆ คงจะถามกลับเอากับฮกหลงว่า อ้าว แล้วทำไมไหนว่าเจอร์ราร์ดจะเป็นจุดอ่อน หากไปอยู่ในองค์ประกอบของ 4 นักเตะที่ว่า แต่ทำไมเมื่อสตีวี่จีไม่อยู่แล้ว ไม่เห็นแผงมิดฟิลด์ของหงส์แดงจะเล่นได้ไหลลื่นเลย โดยเฉพาะเฮนเดอร์สัน ที่แทบจางหายไปกับเกมเหมือนสายลม ไม่เหมือนกับหลายนัดที่ผ่่านมา


ส่วนตัวผมเห็นว่า น่าจะเป็นเพราะการหายตัวไปจากอาการบาดเจ็บของ โจ อัลเลน เพราะในหลายนัดที่ผ่านมา ซึ่งลิเวอร์พูลเล่นได้ดีมาก โดยเฉพาะในนัดที่ถล่มสเปอร์สนั้น โจ อัลเลน คอยเต็มเติมให้กับทีมได้ดีมาก การเคลื่อนไหวของเขาทำให้จังหวะของเกมต่อเนื่องกันได้ การให้บอลสั้น จ่ายบอลตามช่อง และวิ่งเข้าเจาะตามช่องว่างของคู่แข่ง โจ อัลเลน ทำให้เพื่อนอีก 3 คน คือ คูตินโญ เฮนเดอร์สัน และสเตอร์ลิง เล่นได้เป็นจังหวะเดียวกัน นัดนี้เห็นได้ชัดว่า เมื่อให้ ลูคัส เลวา ทำหน้าที่แทน จังหวะของทีมมันขาดหายไป เพราะ ลูคัส ไม่คล่องตัวเท่ากับ โจ อัลเลน นั่นเอง

อย่างไรก็ดี การกลับมาของคู่ขาทองคำที่สุดลงตัว ของ หลุยส์ ซัวเรซ อย่าง เเดเนียล สเตอร์ริดจ์ ทำให้เกมของลิเวอร์พูล ที่ขาดๆ เกินๆ จากการหายไปของ โจ อัลเลน กลับมาลงตัวได้อีกในช่วงที่เขาลงเล่น ความเร็ว และการพาบอลไปกับตัวได้ดี รวมถึงจ่ายจังหวะทีเด็ดทีขาด ของเขา ทำให้จังหวะเกมของลิเวอร์พูลกลับมาลงตัวอีกครั้ง จนเบียดเอาชนะสโต๊กได้ในที่สุด แม้จะต้องลุ้นจนหยดสุดท้ายก็ตาม

แต่อย่างไรก็ดี บีร็อด คงมีคำถามสำคัญในใจแล้วว่า แท็กติกของลิเวอร์พูล นับจากนี้คืออะไร จัดหน้าคู่ ต้องเสียมิดฟิลด์ไปหนึ่ง ใครจะเป็นคนนั้น...จะเอาไงกับบทบาทของเจอร์ราร์ด ในช่วงได้เสียที่ทีมมีโอกาสจะเป็นแชมป์ได้อีกครั้ง...


สำหรับฮกหลง หากเสนอ บีร็อดได้ ขอเสนอตำแหน่งลิเบอโร่ ให้กัปตันหงส์แดงไป เพราะเหมาะกับเจ้าตัวด้วยวัยปัจจุบัน และเพื่อไม่ทำให้เกมแดนกลางเสียความรวดเร็วในการโจมตีคู่ต่อสู้ไป ให้สตีวี่จี ยืนอยู่ด้านหลัง เซ็นเตอร์ยักษ์ 2 ตัว เหมือนที่ โลธาร์ มัทเธอุส และมัทธีอัส ซามเมอร์ เคยอยู่หลัง กีโด บุ๊กวัลด์ และเจอร์เก้น โคห์เลอร์ จนสร้างชื่อเกรียงไกรมาแล้ว แล้วใช้วิงแบ็กสองข้าง เป็นสเตอร์ลิง กับคูตินโญซะ มิดฟิลด์สามตัว ใช้ เฮนเดอร์สัน กับ โจ อัลเลน แล้วให้ ลูคัส เลวา เป็นตัวตัดเกม คู่หน้าเป็น ซัวเรส กับ สเตอร์ริดจ์ น่าจะลงตัวที่สุด และแท็กติกนี้ จะได้ตัดเจ้าจอมป่วนอย่าง เกลน จอห์นสัน ออกไป เพราะฮกหลงเห็นมันเล่นในช่วงหลังๆ นี้แล้ว บอกตรงๆ อารมณ์เสียทุกที.

 

ฮกหลง

ชนะอย่างชนิดเสียวไส้ ลุ้นจนเกือบธาตุไฟจะเข้าแทรก กว่าเครื่องจักรสีแดงของผมจะเบียดเอาชนะสโต๊ก ซิตี้ เจ้าเวหา ทีมไม้เบื่อไม้เมา เหมือนเช่น วิมเบิลดัน ในอดีตของลิเวอร์พูลไปได้ 14 ม.ค. 2557 15:34