วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเรียนการสอนบนความหลากหลายท่ามกลางความขัดแย้ง ตอนที่ 2 สมธรรมทางการศึกษา

เมื่อผู้รับผิด ชอบในการเรียนการสอนได้ตระหนักและเล็งเห็นความหลากหลายในการเรียนการสอนแล้ว การทำความเข้าใจกับความหลากหลายเบื้องต้นคือ ความเข้าใจเรื่อง “ความเสมอภาค” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Equity หรือ Equality ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกันมากจนทดแทนกันได้ในบางกรณีและถ้านำมาใช้ทางการศึกษาอาจเรียกว่า Equity in Education อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า “สมธรรมทางการศึกษา” หรือ “ความเสมอภาคทางการศึกษา”

สมธรรมทางการศึกษา (Equity in Education) คือ ความเสมอภาค + ความเป็นธรรม

สมธรรมทางการศึกษาถือว่าเป็นความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งมีฐานมาจากหลักของความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางการเมือง การปกครอง และกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นหลักพื้นฐานของศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ หรือที่รู้จักกันดีว่า "สิทธิมนุษยชน" ซึ่งผู้ที่เป็นมนุษย์ย่อมได้รับการรับรองและคุ้มครองจากกฎหมาย โดยรัฐต้องปฏิบัติ หรือบริการให้กับพลเมืองอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่จำกัดด้วย เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ สีผิว ภาษา และถิ่นกำเนิด ถือเป็น “หลักความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย” (Equality before the Law) เป็นการยอมรับสิทธิเสรีภาพอันเป็นสาระสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด และไม่อาจพรากไปได้ด้วยอำนาจรัฐ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับตามทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) นั่นเอง

ผู้รับผิดชอบการเรียนการสอนในชั้นเรียนอาจมองข้ามความเสมอภาคในระดับมหภาคหรือ Macro Level นี้ และอาจมีความเข้าใจและตีความความหมายของ “ความเสมอภาค” ไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมของสถานศึกษาเองที่เริ่มต้นในการรับผู้เรียนเข้ามาโดยไม่ยึดถือความเสมอภาคในระดับมหภาค เช่น สถานศึกษาบางแห่งก่อกำเนิดขึ้นมาเพื่อรับบุตรหลานของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของตนเท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้าเรียนในสถานศึกษานั้นได้

จะเห็นได้ว่า สำนึกเบื้องต้นของการมองสถานศึกษาของตนก็อาจไม่สนใจความเสมอภาคในระดับมหภาค ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความแตกต่างของสถานศึกษาตนเองกับสถานศึกษาอื่นๆ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรม “สถาบันนิยม” อยู่ในตัว จึงมองเห็นแต่ความเหมือนกันหรือมีความเสมอภาคอยู่ภายในสถานศึกษาของตนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความเสมอภาคในระดับจุลภาค หรือ Micro Level คือ มีความเป็นบุตรหลานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่เหมือนกัน มีความเป็นผู้เรียนเท่าๆ กัน และมองดูก็เห็นสวมใส่เครื่องแบบเหมือนกันอีกด้วย

เมื่อสิ่งที่ประจักษ์หรือมองเห็นได้ด้วยตาประกอบกับความคิดที่ไม่ตระหนักและหยั่งลึกถึง ความแตกต่างที่หลากหลายในตัวผู้เรียนโดยมีภาพของความเหมือนกันหรือภาพของ ความเสมอภาคระดับจุลภาคมาบดบัง การให้ความสำคัญและสนใจกับความแตกต่างและความหลากหลายในตัวบุคคลซึ่งเป็นระดับจุลภาคก็มีน้อยหรือไม่มีเลย ยังผลให้ผู้เรียนบางคนที่ไม่อาจปรับตัวได้กลายเป็นตัวประหลาดในห้องเรียน และสร้างค่านิยมไม่ยอมรับความแตกต่างให้เกิดขึ้นในห้องเรียนหรือระดับจุลภาคโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งค่านิยมนี้นำไปสู่ความเกลียดชังผู้ที่คิดไม่เหมือน หรือผู้ที่แตกต่างจากตนเองทั้งด้านความคิด ความเชื่อ ทั้งระดับความดีงามและระดับความสามารถของแต่ละบุคคล แต่จะชื่นชมและยอมรับกับผู้ที่มีความคิด ความเชื่อเหมือนกันกับตน เกิดการแยกกลุ่มของความคิดซึ่งอาจแตกแยกหยั่งลึกลงไปถึงส่วนที่เล็กที่สุด ของสังคมคือ ครอบครัว เปรียบเหมือนการแตกตัวในอะตอมที่เป็นหน่วยที่เล็กสุดในสสาร กลายเป็นระเบิดปรมาณู โดยกลุ่มที่มีความคิด ความเชื่อเหมือนกันจะแตกตัวออกไปรวมกลุ่มกัน และเกลียดชังทำลายล้างกลุ่มอื่นๆ นำไปสู่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม จึงเป็นวงจรของการพัฒนาในอารยธรรมของมนุษย์มาตั้งแต่บรรพกาล

และถ้าเป็นการศึกษาระดับอุดมศึกษายิ่งทำให้การตระหนักถึงความแตกต่างและความหลากหลายมีน้อยลง เพราะเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ในการเข้ามาเรียนเป็นตัวกำหนดให้เชื่อว่าผู้เรียน แต่ละคนมีความใกล้เคียงกันในระดับความสามารถหรือภูมิปัญญา เพราะคะแนนการสอบเข้ามาเรียนในสาขาวิชาเดียวกัน ถูกจัดไว้ในห้องเรียนเดียวกันหรือสถานศึกษาเดียวกันก็จะใกล้เคียงกัน จึงมองไม่เห็นความแตกต่าง และเมื่อขาดการบริหารจัดการเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ดีแล้วจะทำให้เกิดค่านิยมการแบ่งแยกกลุ่มโดยไม่สนใจหรือยอมรับกลุ่มอื่นๆ สถาบันอื่น หรือสาขาวิชาอื่นๆ

เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาออกไป ค่านิยมแบ่งแยกกลุ่มจะติดตามไปเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองในชาติ เมื่อไปประกอบอาชีพต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดการไม่ยอมรับในความแตกต่างของผู้อื่น ดูถูกดูแคลนผู้อื่นหรืออาชีพอื่นๆ และไม่อาจทนอยู่ร่วมกับความแตกต่างและความหลากหลายได้ ดังนั้นผู้รับผิดชอบในการเรียนการสอนท่ามกลางความหลากหลายจึงต้องเข้าใจ เรื่องของความเสมอภาคและความหลากหลายในแง่มุมนี้ให้ดีด้วย



ความหลากหลายกับความเสมอภาค

“ความหลากหลาย” มีความหมายรวมไปถึง “ความแตกต่าง” และตรงข้ามกับ “ความเหมือนกัน” แต่ “ความเสมอภาค” นั้นมีความหมายครอบคลุมไปถึง “ความเหมือนกัน” และ “ความเท่าเทียมกัน” โดยความคิดเชิงตรรกะเบื้องต้นทำให้มองเห็นว่า “ความเสมอภาค” กับ “ความหลากหลาย” และ “ความแตกต่าง” นั้น มีแนวโน้มที่จะมีส่วนที่ไม่เหมือนกันอยู่มากกว่าส่วนที่ร่วมกันได้ ดังนั้น “ความแตกต่าง” กับ “ความเท่าเทียมกัน” จึงสามารถรวมอยู่ด้วยกันได้

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างของนโยบายการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ที่เน้นความแตกต่างแต่เท่าเทียมกัน ในการจัดการศึกษาให้กับคนผิวดำและคนผิวขาว เคยถูกนำมาใช้ เรียกว่า Segregation หรือ Separate but Equal หมายความตรงตัว คือ “แยกกัน แต่เท่ากัน” นโยบายนี้สร้างความร้าวลึกในความแตกแยกระหว่างผิวสีของคนอเมริกันอย่างมาก จนต้องยกเลิกไป อันเป็นผลจากกระแสการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งยอมรับ และเคารพความเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีความเท่าเทียมกัน รัฐไม่อาจพรากความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกันโดยการปฏิบัติต่อมนุษย์ที่มีสีผิว ความคิด ความเชื่อแตกต่างกันได้

ความคิดในการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือ Individual Difference นี้ ปรากฏในตำราเรียนทางการศึกษา สำหรับผู้เรียนในวิชาชีพครู (ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1) การขยายความ เพื่อความเข้าใจว่า ความไม่เท่ากันของมนุษย์นั้นเป็นความแตกต่างด้วย และเมื่อยอมรับว่า มนุษย์มีความไม่เท่ากันแล้วจะให้ยอมรับว่า มีความเท่าเทียมกันได้อย่างไร ความขัดแย้งในตรรกะและความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้เรียนสายวิชาชีพครูที่เริ่มเรียนเสมอ การขยายความเพื่อทำความเข้าใจไม่อาจกล่าวได้อย่างสั้น ๆ เนื่องจากวิชาชีพครู จัดได้ว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างหนึ่งที่มีความเก่าแก่มาช้านาน ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ เพราะมนุษย์จะมีชีวิตอยู่รอดได้ ต้องมีการเรียนรู้ อันเกิดจากการสั่งสอน ความซับซ้อนของที่มาแห่งการทำความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างกับความเสมอภาค จึงต้องใช้ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับมนุษย์ในหลายบริบทด้วยกันก่อน จึงจะมองเห็น “ความขัดแย้งในตรรกะนี้ได้อย่างไม่มีความขัดแย้ง”

ประการแรก การยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคลของกฎหมาย

ความแตกต่างของบุคคลนั้น กฎหมายยอมรับว่า มีความแตกต่าง หรือไม่เท่ากันอยู่ 2 ประการใหญ่ๆ คือ ด้านคุณงามความดี และด้านความสามารถ เนื่องจากกฎหมาย หรือนิติธรรมนั้น เป็นข้อควรปฏิบัติเบื้องต้นที่จำเป็น และง่ายที่สุดที่มนุษย์จะปฏิบัติได้ นิติธรรมมีความง่ายกว่าวัฒนธรรม จริยธรรม และศีลธรรมอย่างมาก นอกจากนั้น นิติธรรมยังมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษ จึงให้ความสำคัญกับความดี และความสามารถ ซึ่งอาจต้องมีการคุ้มครอง หรือบังคับใช้กฎหมายแตกต่างกันไป กับคนที่มีความดี และความสามารถแตกต่างกัน

ตัวอย่างง่ายๆ ที่เข้าใจได้ เช่น ผู้ที่มีความประพฤติดี ทำคุณงามความดีกับชาติบ้านเมืองและสังคม เมื่อมีการกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่า เป็นความผิดเกิดขึ้น การลงโทษอาจไม่เท่ากับผู้ที่ไม่มีความดี หรือมีความประพฤติไม่ดี ทั้งๆ ที่โดยหลักของธรรมมาภิบาล และนิติรัฐแล้ว ทุกคนมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย หรือการที่กฎหมายให้ความคุ้มครองผู้เยาว์ ที่ถือว่าหย่อนความสามารถ จะได้รับการลงโทษแตกต่างจากผู้ใหญ่ ที่ถือว่ามีความสามารถมากกว่าผู้เยาว์ เป็นต้น

การปฏิบัติเช่นนี้ ถือว่า มี "ความเป็นธรรม" ดังนั้น การทำความเข้าใจเบื้องต้นอันจะนำไปสู่การมองเห็น “ความแตกต่างอย่างไม่แตกต่าง” หรือ “ความแตกต่างอย่างเสมอภาค” นั้น จึงมีบริบทของ “ความเป็นธรรม” เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างกับความเสมอภาค

อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติต่อผู้เรียนแต่ละคน ด้วยการปฏิบัติต่อผู้เรียนที่แตกต่างกันในเรื่องเดียวกันจึงย่อมขัดต่อหลักของความเป็นธรรม ซึ่งนำไปสู่การขัดหลักของความเสมอภาค เช่น ในโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย ผู้สอนควรปฏิบัติต่อบุตรหลานของอาจารย์ กับปฏิบัติต่อบุตรหลานเจ้าหน้าที่อย่างเป็นธรรม หรือในมหาวิทยาลัย การได้รับโอกาสทางการศึกษา ควรได้รับการปฏิบัติต่อผู้ประสงค์จะเข้าเรียนทุกคนอย่างเป็นธรรม และผู้ที่กำลังศึกษา ก็ควรได้รับการปฏิบัติจากผู้สอนทุกท่านอย่างเป็นธรรม



การได้รับการปฏิบัติด้วย “ความเป็นธรรม” ถือเป็นการปฏิบัติที่มี “ความเสมอภาค” ดังนั้น “ความเสมอภาค” กับ “ความเป็นธรรม” จึงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด เมื่อนำมาใช้ทางการศึกษา จึงเป็น “สมธรรมทางการศึกษา” หรือ Equity in Education ซึ่งเป็นการรวมกันของความเสมอภาคกับความเป็นธรรม

สมธรรมนี้ ยังโยงใยไปถึง “เสรีภาพ” เนื่องจากสมธรรม เป็นหลักที่จะทำให้การใช้เสรีภาพเป็นไปอย่างเสมอกัน หรือเท่าเทียมกัน แต่ถ้า “เสรีภาพ” สามารถใช้ได้เพียงบุคคลบางคนเท่านั้น ในขณะที่คนบางกลุ่ม บางคน ไม่อาจใช้เสรีภาพนั้นได้ ก็ไม่มีความเสมอภาค และไม่เป็นธรรม ดังนั้น “สมธรรม” จึงเป็นฐานของ “เสรีภาพ” และเป็นหลักประกันที่ทำให้เสรีภาพเกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำความเข้าใจกับ “ความเสมอภาค” นอกจากจะเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นธรรม” แล้วยังเกี่ยวข้องกับ “เสรีภาพ” โดยเฉพาะเสรีภาพทางวิชาการที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไปอีกด้วย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

 

เมื่อผู้รับผิดชอบในการเรียนการสอนได้ตระหนักและเล็งเห็นความหลากหลายในการเรียนการสอนแล้ว การทำความเข้าใจกับความหลากหลายเบื้องต้นคือ ความเข้าใจเรื่อง “ความเสมอภาค” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Equity หรือ Equality ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกันมากจนทดแทนกันได้ในบางกรณีและถ้านำมาใช้ทางการ 13 ม.ค. 2557 11:08 ไทยรัฐ