วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Economic Abyss

บอกตรงๆ ว่า ขณะที่หลายท่านอ่านบทความของผมในสัปดาห์นี้ หรืออ่านในวันที่แตกต่างกัน หรืออ่านในเวลาที่ไม่เหมือนกัน สถานการณ์การชุมนุมการเมืองแบบชัตดาวน์ 7 สี่แยกสำคัญในวันที่ 13 มกราคม การชุมนุมของกลุ่มตรงกันข้ามตามต่างจังหวัดที่ไม่เห็นด้วยทั้งแบบชัตดาวน์และปฏิวัติ การชุมนุมของกลุ่มคนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเงื่อนไขสู่ความรุนแรงด้วยการจุดเทียนส่องความสว่างให้เห็น และประตูทางออกบานสุดท้าย คือ การปฏิวัติ หรือรัฐประหารทั้งเงียบ และแบบดั้งเดิม ทั้งหมดอยู่เหนือความคาดหมาย อยู่ไกลเกินการคาดเดา และอยู่ห่างเกินการจะเยียวยา แต่ที่แน่ๆ เศรษฐกิจไทยอยู่ใกล้สภาวะ Economic Abyss แล้ว

ผมนึกถึงการแถลงของ คุณภาณุพงศ์ นิธิประภา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พูดเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านไปว่า การปิดกรุงเทพมหานคร หรือ Bangkok Shutdown ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเสื่อมถอยของเศรษฐกิจไทย และเป็นการไม่เคารพกฎหมาย กติกา จะกลายเป็นบรรทัดฐานสังคมที่บั่นทอนคุณภาพ และประสิทธิภาพของการจัดการภาครัฐ โดยก่อนหน้านี้ คือวันที่ 9 มกราคม ผมก็ได้ยิน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงว่า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจกับกรณีการปิดกรุงเทพมหานคร ผ่านจากการไปสำรวจทัศนะของประชาชน โดย 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 2-7 มกราคม ผลที่ออกมา คือ 47% บอกว่ามีความกังวลมาก ต่อมา 65% เชื่อว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยจะแย่ลง และ 53.2% บอกว่า การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศไทยจะแย่ลงจากสถานการณ์ดังกล่าว

ผมฟังต่อไปก็พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อกรณีการปิดกรุงเทพมหานครจะส่งผลกระทบ 3 ด้านสำคัญ คือ การบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อาจจะส่งผลให้การบริโภคหายไป 500 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นการลดลงประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาทต่อ 2 สัปดาห์ หรือราว 10,000 – 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หันมาดูภาคการท่องเที่ยว อาจทำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ และอาจส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงไปประมาณ 200-500 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นการลดลงประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาท ต่อ 2 สัปดาห์ หรือราว 10,000 – 20,000 ล้านบาท ต่อเดือน ผมมาได้ยินจุดไฮไลต์ของการแถลงครั้งนี้อยู่ที่ หากมีการปิดกรุงเทพฯ ยาวนานถึง 1 เดือน อาจจะเกิดผลกระทบในภาพรวมราว 20,000 – 40,000 ล้านบาท และมีผลทำให้จีดีพีในปีนี้อาจจะลดลงประมาณ 0.1% - 0.2%

เมื่อนึกถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายกันแบบสุดๆ เพราะนักเศรษฐศาสตร์ไปจนถึงซีอีโอล้วนถูกฝึก ถูกสอนให้คิดถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายเสมือนว่าอยู่ในนรกอเวจีไว้ก่อน ซึ่งเชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยล้วนนึกถึงสถานการณ์ ปฏิวัติ หรือ รัฐประหาร ผมต้องย้อนกลับไปฟัง คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง ซึ่งกล่าวไว้ว่า “นโยบายทางการคลังขณะนี้ไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ หากเกิดความรุนแรงทางการเมืองถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหาร ทำให้การดำเนินนโยบายทางการคลังไม่มีความต่อเนื่อง และไม่เหมือนเดิม โครงการลงทุนต่างๆ ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหยุดชะงัก” ที่น่าสนใจอยู่ที่ประโยคต่อมา คือ “นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเกิดความไม่เชื่อมั่น และชะลอการลงทุน รวมถึงทำให้ต่างชาติมองว่า ประเทศไทยไม่มีการเติบโตทางด้านประชาธิปไตย ติดอยู่กับความคิดเดิมๆ ให้ทหารมาช่วยแก้ปัญหาทางการเมือง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า กินเวลานานกว่า 5 ปี ก่อนจะกลับสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2549”

สุดท้ายนี้ ผม หรือแม้แต่คนไทยหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า เศรษฐกิจไทยเป็นรูปตัว U มั่ง เศรษฐกิจไทยเป็นรูปตัว V บ้าง และเศรษฐกิจไทยเป็นรูปตัว W ก็มี แต่มีใครเคยได้ยินว่า เศรษฐกิจไทยเกิดภาวะ Economic Abyss กันบ้างหรือยัง ??? คำตอบอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลกันแล้วครับ

บัญชา ชุมชัยเวทย์

 

บัญชา ชุมชัยเวทย์

บอกตรงๆ ว่า ขณะที่หลายท่านอ่านบทความของผมในสัปดาห์นี้ หรืออ่านในวันที่แตกต่างกัน หรืออ่านในเวลาที่ไม่เหมือนกัน สถานการณ์การชุมนุมการเมืองแบบชัตดาวน์ 7 สี่แยกสำคัญในวันที่ 13 มกราคม... 13 ม.ค. 2557 06:43 13 ม.ค. 2557 15:03 ไทยรัฐ