วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วัฏจักรแห่งความยิ่งใหญ่

วัฏจักรแห่งความยิ่งใหญ่

  • Share:

เดวิด มอยส์ ถอนหายใจดังเฮือก หลังจากนำทีมแมนฯยูล้างตา “หงส์ขาว” สวอนซี ของกุนซือไมเคิล เลาดรุป ได้สำเร็จ ในเกมพรีเมียร์-ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ดูเกมครึ่งแรกแฟนผียังหวั่นๆ เพราะการครองบอลเป็นรอง เหมือนนัดก่อนหน้าที่ถูก สวอนซีเขี่ยตกรอบเอฟเอคัพคาบ้านไม่มีผิด ยังดีที่ครึ่งหลังมีลูกฮึดเอาชนะไปได้ 2-0

กลับมาเก็บชัยชนะได้หลังจากแพ้ติดต่อกัน 3 นัดก่อนหน้านี้ กองเชียร์ยังไม่วางใจ เพราะเดือน ธ.ค. ทำผลงานดีใช้ได้ จนมอยส์มีชื่อติดกลุ่มลุ้นรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือน แต่พอขึ้นปีใหม่แพ้ไม่เป็นท่า

คนที่เป็นแฟนแมนฯยูคงตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน สงสัย ข้องใจในฝีมือของมอยส์ และหงุดหงิดกับฟอร์มการเล่นของนักเตะหลายๆคน

ไม่รู้ว่าผู้บริหารจะแก้ปัญหาอย่างไร อนาคตในซีซั่นนี้จะจบลงตรงไหน ได้เล่นแชมเปียนส์ลีกหรือเปล่า เรื่องแชมป์เลิกฝันแล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น ยังถูกแฟนทีมอื่นรุมสกรัม เยาะเย้ยกันอย่างสนุกสนาน ในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อนฝูงเกทับบลัฟแหลกกันตลอดเวลา นาทีนี้แฟนผีค่อนข้างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่นึกไม่ฝันว่าจะแผ่วได้ถึงขนาดนี้

บางคนใช้วิธีลดความกดดันให้ตัวเอง ซึ่งผมว่าเข้าท่าดี เริ่มจากทำใจยอมรับก่อนว่าตอนนี้ไม่ใช่ทีมลุ้นแชมป์ เป็นทีมกลางตาราง แพ้ทีมชื่อชั้นต่ำกว่าได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งในบ้านตัวเอง

เจอทีมไหนจะได้ไม่ตั้งความหวัง หรือมั่นใจว่าชนะแน่ แพ้มาก็ไม่เจ็บตัวเท่าไหร่ ล้อเลียนตัวเองบ้าง เพื่อลดความเจ็บปวดยามถูกเพื่อนแซว เช่น “ผีแดงสร้างประวัติศาสตร์ ชนะสวอนซีเป็นครั้งแรกในรอบ 1 สัปดาห์” เป็นต้น

นั่นเป็นคำแนะนำขำๆนะครับ แต่สภาพความเป็นจริง แมนฯยูอาจเจอสภาพตกต่ำยาวเหมือนลิเวอร์พูลเคยผ่านมาแล้วก็เป็นได้

28 เม.ย. 1990 ลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของ “คิง เคนนี” เคนนี ดัลกลิช คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้อย่างเด็ดขาด เป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 18 ของพวกเขา และเป็นแชมป์สมัยที่ 3 ในรอบ 5 ปีที่ดัลกลิชคุมทีม บวกกับแชมป์เอฟเอคัพอีก 2 สมัย

หงส์แดงครองความยิ่งใหญ่ทั้งในยุคทศวรรษที่ 70-80 และมีแววว่าจะเป็นเช่นนั้นต่อไปในทศวรรษที่ 90

แต่หลังจากดัลกลิชอำลาทีมไปอย่างไม่คาดคิดด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพเมื่อเดือน ก.พ. 1991 ลิเวอร์พูลค่อยๆร่วงลงมา จากที่นำจ่าฝูงอยู่ 3 แต้ม ยังเป็นเต็งแชมป์ จบฤดูกาลนี้ถูกอาร์เซนอลที่เป็นแชมป์ทิ้ง 7 แต้ม

3 ฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูลโดนทีมแชมป์ทิ้งห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ลีดส์ในปี 1992 (18 แต้ม), ปี 1993 แมนฯยู (25 แต้ม) และปี 1994 แมนฯยู (32 แต้ม)

นับตั้งแต่ปี 1990 ลิเวอร์พูลได้แชมป์อีก 13 รายการ ในจำนวนนี้มีแชมเปียนส์ลีก ปี 2005 รวมอยู่ด้วย แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยที่ 19

เป็นเรื่องบังเอิญไม่น้อยที่เฟอร์กี้วางมือไป แมนฯยูเล่นได้แย่ผิดคาด ผมยังเชื่อว่าผู้บริหาร คงไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้โดยไม่ทำอะไรเลย

แต่ในขณะที่แมนฯยูพลาดท่า ทีมอื่นแข็งแกร่งขึ้นสวนทางทันที ทั้งอาร์เซนอล, เชลซี, แมนฯซิตี้, ลิเวอร์พูล หรือแม้กระทั่งเอฟเวอร์ตัน

นัดหน้ามอยส์ต้องนำทีมไปเยือนเชลซี ในวันอาทิตย์ที่ 19 ม.ค. จะเป็นบททดสอบสำคัญอีกครั้งว่า แมนฯยูยังมีระยะห่างที่พอจะไล่ตามได้ หรือจะถูกคู่แข่งทิ้งห่างออกไป...เรื่อยๆ

โต้ บ้านแหลม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้