วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟางเส้นสุดท้าย... "ยิ่งลักษณ์" เปิดแผนปฏิรูปประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีรักษาการ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เดินสายไปตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ  จนกระทั่งมาถึงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อเสนอแนวทางการจัดตั้งสภาปฏิรูปประเทศ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) แต่การจะจัดตั้งสภาปฏิรูปได้ จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเพราะเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ

ภายใต้วัตถุประสงค์นี้ เธอตระหนักดีว่า สภาปฏิรูป จำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง เพราะยิ่งเลื่อนการเลือกตั้งออกไป หรือได้รัฐบาลใหม่ช้าเท่าไหร่ ประเทศ  และประชาชนก็ยิ่งจะเสียหาย เพราะกลไกทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้เดินหน้าด้วยความเร็วต่ำมาก จาก 120 กม.ต่อชม. อาจเหลือไม่ถึง 80 กม.ต่อชม.เท่านั้น

ยิ่งเมื่อรัฐบาลถูกจำกัดการทำงาน การลงทุนต่างๆหยุดชะงัก แม้แต่เงินงบประมาณที่จะอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจก็ถูกจำกัด ขณะที่ความขัดแย้งบานปลายออกไปนานเท่าใด ประเทศก็ยิ่งได้รับความเสียหายเป็นทวีคูณ

ที่สำคัญการปฏิรูปที่พูดกัน จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าจะสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

ถ้าไม่เริ่มวันนี้ และทำควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง สภาปฏิรูปจะเดินหน้าไม่ได้เลย

เนื่องเพราะการแก้กฎหมาย หรือกฏกติกาต่างๆเพื่อให้การปฏิรูปดำเนินไปได้ และประสบความสำเร็จ จะต้องใช้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ออกกฎหมายรองรับให้

อันที่จริง จะเห็นว่าการปฏิรูปใหญ่ๆ หลายครั้งที่ทำกันมาเมื่อสิบยี่สิบปี  จนบัดนี้ หลายเรื่องก็ยังทำไม่ได้ เช่น เรื่องการกระจายอำนาจ หรือการปฏิรูปการศึกษา

เมื่อเป็นเช่นนี้ การจะบอกว่า ต้องปฏิรูปก่อนจึงจะเลือกตั้ง จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ลองฟังแนวคิด และความพยายามจะหยุดวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของเธอดูตามรายละเอียดต่อไปนี้

นายกฯขอเคลียร์หน้าเสื่อ


เราพยายามคุยกับผู้ที่มีความเห็นต่าง แม้แต่ กปปส.แต่เขาไม่ตอบรับ เราคุยกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลายข้อ อย่างแรก เขาถามเรื่องวันเลือกตั้ง ซึ่งเราก็ชี้แจงว่า ตามรัฐธรรมนูญมันไม่มีช่องทางอะไรที่จะไปเลื่อนการเลือกตั้งได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจอะไรไปทำ ขนาดรัฐธรรมนูญบอกให้เลือกตั้งภายใน 60 วัน วันที่ 2 ก.พ. ก็แน่นเอี๊ยดตามวันเวลาที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่มีทางจะไปทำอย่างอื่นได้อีก และกฤษฎีกาก็ยืนยันมาว่า ไม่มีทางจะเลื่อนได้

กกต.เองก็ยอมรับ ที่อ้าง ม.78 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง เช่น พังงา วันเลือกตั้งเกิดมีสึนามิเข้า  หรือมีกรณีสุดวิสัยขึ้น การเลือกตั้งทำไม่ได้ ม.78 ก็บอกชัดว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น คุณต้องเลื่อน และเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 7 วัน เลือกตั้งเป็นหน่วยๆไป แต่ไม่ใช่เลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ

ขออนุญาตเรียนว่า เหตุที่มา ก็เพื่อจะมาเรียนปรึกษาพี่ๆซึ่งมีประสบการณ์มามากกว่าเผื่อท่านจะช่วยเราคิดหาทางออก เพราะถ้าปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ต่อไป สิ่งที่เราห่วง คือ ถ้าไม่เร่งรีบนำประเทศเข้าสู่การปฏิรูป บ้านเมืองอาจต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วงในเรื่องของเศรษฐกิจ

“เราเห็นด้วยกับการปฏิรูป และยอมรับข้อเสนอนี้อย่างชัดแจ้ง เราจึงนำเสนอรูปแบบ “สภาการปฏิรูปประเทศ” ที่อยู่ภายใต้กฎกติกาที่มีอยู่ หรือภายใต้เงื่อนไขที่เราสามารถทำได้ในช่วงเป็นรัฐบาลรักษาการ ขณะเดียวกันเราก็อยากให้ประชาชนให้การสนับสนุนโดยการรับทราบสาระสำคัญ พร้อมร่วมเสนอแนวทางการปฏิรูปภายใต้กำหนดระยะเวลาเท่าที่รัฐบาลรักษาการจะสามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามที่ประชาชนทุกภาคส่วนยอมรับ”

จึงขออนุญาตใช้เวทีนี้เคลียร์ทุกประเด็นเพื่อให้ได้การตกผลึกที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับการเดินหน้าสู่แนวทางการปฏิรูปประเทศซึ่งมีอยู่ 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนของการสร้างโมเดล เนื้อหา และสาระสำคัญที่จะเป็นแนวทางนำไปสู่การปฏิรูป กับอีกขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่จำเป็นต้องตรากฎหมายรองรับซึ่งต้องใช้ระยะเวลา

แนวคิดสภาปฏิรูปประเทศ

สภาปฏิรูปที่รัฐบาลได้ข้อเสนอมาจากแนวคิดของภาคธุรกิจ และประชาสังคมนี้ จำเป็นต้องจัดตั้งขึ้นภายใต้ระเบียบสำนักนายกฯเพื่อให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ แต่จะไม่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาล หากแต่เปิดโอกาสให้มีคณะกรรมการจำนวน 11 คน ซึ่งอาจจะมาจาก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นต้น เป็นผู้ดำเนินการเพื่อนำประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปให้สำเร็จ

คณะกรรมการชุดนี้ จะเป็นผู้ร่วมกันสรรหาตัวแทนจากประชาชนภายใต้กฎเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ต้องเป็นผู้แทนจากแต่ละสาขาอาชีพเข้ามา รวมกัน 2,000 คน

คนทั้ง 2,000 คนนี้ จะไม่มีฝ่ายการเมืองรวมอยู่ด้วย เพื่อให้สามารถเลือกผู้ที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศได้อย่างโปร่งใส ส่วนจำนวนที่นำเสนอไว้คือ 499 คน

การดำเนินการจัดตั้งสภาปฏิรูปภายใต้กระบวนการที่ว่านี้ อาจต้องใช้ระยะเวลาเพื่อการตั้งไข่ราว 60-90 วัน ก่อนที่สภาปฏิรูปจะตั้งไข่ได้ และเมื่อการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 ลุล่วงจนได้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว สภาปฏิรูปนี้ จะได้รับการเสนอให้ตราเป็นพระราชบัญญัติรองรับเพื่อการบังคับใช้ต่อไป

ในกรณีเช่นว่านี้ จึงอาจเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆที่จำเป็น รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการนี้ อาจต้องใช้เวลาอีก 180-210 วันนับแต่สภาปฏิรูปเริ่มทำงาน

หน้าที่ของสภาปฏิรูปประเทศ


มาดูกันว่า สภาปฏิรูปประเทศ มีหน้าที่ทำอะไรกันบ้าง?

สภาปฏิรูปมีหน้าที่ศึกษา และจัดทำข้อเสนออันได้แก่ 1.ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจรวมถึงการจัดเตรียมร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2.ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารภาครัฐ

3.ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกกฎหมาย กฎข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งต่างๆ เพื่อให้ การเลือกตั้งในทุกระดับ การสรรหา และแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ  การใช้ อำนาจรัฐและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นไปอย่างสุจริต และเที่ยงธรรม

4.ศึกษาและจัดทำข้อเสนอเพื่อการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายข้าราชการประจำเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้มีประสิทธิภาพ และ 5.ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการปรับปรุง

การกระจายอำนาจ การสร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมาย การเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และท้องถิ่น โครงสร้างการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในทุกระดับ การปรับปรุงระบบ และวิธีการงบประมาณ และการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

การดำเนินการต่างๆเหล่านี้ กำหนดให้มีการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณชนโดยการถ่ายทอดสด และให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่สภาปฏิรูปประเทศกำหนดขึ้น (ดูตามตาราง) และเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าทำหน้าที่แล้ว ก็ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบเพื่อให้ถือเป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของสาธารณชนอย่างเคร่งครัด

7 องค์กรเอกชน และ NGO ร่วมเป็นคนกลาง

ดิฉัน พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองลดดีกรีความร้อนแรงลง และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกฝ่ายในอันที่จะมีส่วนร่วมกันในการตัดสินใจทางการเมือง และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในทุกระดับเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และพัฒนาการเมืองไทยให้ดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของประชาชน โดยที่สามารถพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขได้

ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดิฉัน พยายามรวบรวมความเห็นจากเวทีเสวนาต่างๆ และไปร่วมในการขอข้อคิดเห็น และแนวทางเพื่อให้ประเทศไทยของเราหลุดพ้นจากวังวนแห่งความขัดแย้งให้ได้ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือโดยเฉพาะ 7 องค์กรภาคธุรกิจ

ดิฉัน ยังจะต้องเข้าไปขอพบกลุ่ม NGOs (Non Government Organization:องค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่ใช่รัฐ) โดยเฉพาะเครือข่ายที่คลุกคลีอยู่กับภาคประชาชนหลายกลุ่มทั้งที่ด้อยโอกาสกว่าผู้คนในเมือง และผู้ที่อยู่ห่างไกลออกไปในชนบท เพื่อจะได้เชิญชวนพวกเขาเหล่านั้น เข้าร่วมปฏิรูปประเทศชาติเช่น ด้านการศึกษา หรือสังคมด้วย

ภายใต้กระบวนการต่างๆเหล่านี้ ดิฉัน อยากเชิญชวนให้คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประ เทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ เข้าร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยด้วย

ถ้าดูตามตารางที่ 1 ซึ่งว่าด้วยแนวทางปฏิรูปที่รวบรวมจากแนวคิดของภาคธุรกิจ และมวลประชาสังคม จะเห็นความชัดเจนเรียงตามลำดับลงมานับแต่การใช้ระเบียบสำนักนายกฯจัดตั้งสภาปฏิรูปเพื่อผลักดันให้กระบวนการปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปได้เร็วขึ้น (ตั้งตุ๊กตาไว้ว่าจะต้องทำภายในวันที่ 10 ม.ค.57)

จากนั้น จึงเริ่มกระบวนการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสรรหาผู้แทนแต่ละอาชีพ กระทั่งถึงการเริ่มต้นกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจต่างๆก่อนมีรัฐบาลได้ ในช่วงเวลานี้ ก็ให้พรรคการเมืองทำสัญญาประชาคมว่าจะร่วมผลักดันสภาปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ของประชาชนหลังการเลือกตั้ง (2 ก.พ.57) ด้วย

สภาปฏิรูปควบคู่สภาผู้แทนฯ

เราคาดว่า น่าจะเปิดประชุมรัฐสภาได้ในราวเดือน มีนาคม และ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะสามารถแถลงนโยบายต่อสภาฯได้ในราวเดือนเมษายน จากนั้นจึงจะเดินหน้าสู่การตราพระราชบัญญัติให้อำนาจแก่สภาปฏิรูปประเทศได้ภายใน 90-120 วัน ดิฉัน อยากเรียนตรงนี้นิดว่า เมื่อยุบสภา ก็ทำให้กำหนดการต่างๆต้องเลื่อนออกไป และการใช้จ่ายงบประมาณจำต้องเลื่อนตามไปด้วย ขณะนี้ ก็ล่าช้าไปแล้ว 2 เดือน ล่าช้าไปเท่าไหร่ ก็ต้องบวกเวลามากขึ้นไปอีกเท่านั้น ที่สำคัญ เวลานี้เราใช้จ่ายอะไรไม่ได้ นอกจากรายจ่ายประจำปกติ

ก็เป็นห่วงตรงนี้มาก เพราะถ้าไม่สามารถอัดฉีดเงินตามโครงการต่างๆที่วางไว้ได้ จะทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะซึมยาว ทุกวันนี้เรายังไม่รู้ว่า ไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 จะออกมาสาหัสขนาดไหน เมื่อสภาวะการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงหนัก และเงินบาทอ่อนค่าลงฉับพลัน (ณ วันศุกร์ที่ 10 ม.ค.เงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.01 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ขณะที่การลงทุนทุกอย่างหยุดชะงักไปหมด

ส่วนแนวทางของ กปปส.ที่เรารวบรวมมาได้นั้น เขาเสนอให้ยุบสภา จากนั้นให้มีรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลเดิมมาแทน หรือให้รัฐบาลรักษาการลาออกไป ประเด็นคือ รัฐบาลที่จะมาแทนนั้น มาจากที่ไหน มีความชอบธรรมเพียงไร และประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับหรือไม่ ในขณะที่ข้อเสนอเหล่านี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม.176 วรรค 2 และ 3 ที่ระบุว่า นายกฯต้องเป็น ส.ส.และ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ต้องเป็นประธานสภาผู้แทนฯ นอกจากนี้ รัฐบาลของ กปปส.ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญรองรับให้ตั้งรัฐบาลที่มิใช่รัฐบาลรักษาการได้

เมื่อมีรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ให้ตั้งสภาปฏิรูป แต่สภาปฏิรูปของ กปปส.ไม่สามารถออกกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือ พระราชกำหนดได้ ทั้งที่จริงๆแล้วการปฏิรูปประเทศในหลายด้าน ล้วนแต่ต้องใช้เวลา และต้องรอให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มาทำหน้าที่ในการออกกฎหมายก่อน

แต่ข้อเสนอของ กปปส.คือ หลังสภาปฏิรูปจัดตั้งขึ้นแล้ว จึงให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร และมีรัฐบาล กระบวนการปฏิรูปประเทศจึงจะเริ่มเดินหน้าไปได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ต้องใช้เวลาเท่าไหร่

เราจึงอยากเรียนถามประชาชนว่า เห็นด้วยกับสภาปฏิรูปที่รัฐบาลรักษาการเสนอให้มีการจัดตั้งไปพร้อมๆกับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร หรือจะรอสภาปฏิรูปของคณะกรรมการ กปปส.ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะสำเร็จ

ห่วงเศรษฐกิจประเทศชาติเสียหาย

ดิฉัน ออกจะเป็นห่วงประเทศชาติมากว่า ถ้าเรายังตกลงกันไม่ได้ หรือทำสภาปฏิรูปไม่ได้โดยเร็ววัน เศรษฐกิจประเทศไทย จะประสบความยุ่งยากมาก โดยเฉพาะหากต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย ถึงขณะนี้ ดิฉัน ได้ขอให้ภาคเอกชน 7 องค์กรรับหน้าที่เป็นคนกลางในการดำเนินการวางแนวทาง และวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปประเทศแล้ว และจะร้องขอให้พวกเขาหารือร่วมกับ NGO เพื่อกำหนดแนวทางต่างๆที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมของประเทศไทยไปในทิศทางที่ถูกต้อง และสามารถแก้ปัญหาต่างๆให้แก่ประชาชนได้อย่างถูกต้องตรงจุดด้วย

ดิฉัน ยังได้คุยกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันของคุณประมนต์ สุธีวงศ์ ในฐานะประธานเพื่อให้ช่วยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ทุจริตทั้งในหมู่นักการเมือง และข้าราชการไทยด้วย

ทั้งหมดนี้ เป็นเวทีกลางที่รัฐบาลรักษาการซึ่งเป็นนักการเมืองจะเดินออกมา แล้วปล่อยให้พวกท่านร่วมจัดการกับสภาปฏิรูปเอง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นกลาง และประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ดีหรือไม่ ตรงใจ หรือเป็นที่ต้องการหรือไม่ ยิ่งเมื่อภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภาวะที่การเมืองเกิดข้อขัดแย้งกัน รับเป็น “คนกลาง” ให้ เราๆท่านๆก็คงหมดห่วงได้ เพราะถ้ารัฐบาลจัด ก็คงไม่มีใครเชื่อ จึงต้องมีคนกลางมาทำหน้าที่ให้

รัฐบาลยินดีนะคะ ถ้าคณะกรรมการ กปปส.จะมาร่วมกันคิด หรือกำหนดกรอบที่จะเดินหน้าไปด้วยกันในทุกเรื่องภายใต้กฎหมาย เราต้องการเสียงที่บอกว่า พอเถอะ พอได้แล้ว หยุดเป่านกหวีด เลิกชัตดาวน์ กทม.กันเสียที แล้วหันหน้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน ดีกว่าจะปล่อยให้ประเทศชาติเสียหายมากไปกว่านี้

ดิฉัน มีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทางเท่านั้น ระหว่างทำให้เรื่องจบเร็ว กับจบช้า จบเร็วก็จะได้ขึ้นชื่อว่า “มือเปื้อนเลือด” เหมือนกัน จบช้าก็คือ สงบนิ่ง และเดินตามกฎหมายเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

เศรษฐกิจประเทศเกิดความเสียหายมามากมายแล้ว และจะเสียหายหนักกว่านี้ ถ้าเรื่องไม่จบ!


ทีมเศรษฐกิจ

12 ม.ค. 2557 11:08 12 ม.ค. 2557 11:09 ไทยรัฐ