วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ต้องถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร แม้แต่การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ก็ยังไม่มีใครชี้ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เพราะสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปนั้นไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

อย่างการเลือกตั้ง 5 เสือ กกต. ได้มีการประชุมกันอย่างเคร่งเครียดและมีมติให้ทำหนังสือเสนอไปยังนายกฯเพื่อขอให้พิจารณา

ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดการเลือกตั้งใหม่ด้วยเหตุผล 6 ประการ

1.เนื่องจาก 28 เขตใน 8 จังหวัดไม่มีผู้สมัคร ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง หากเลือกตั้งต่อไปมี ส.ส.ไม่ถึง 95% ก็เปิดประชุมสภาไม่ได้ ตั้งนายกฯไม่ได้

2.จำนวน 22 เขตเลือกตั้งมีผู้สมัครเพียงคนเดียว โอกาสที่ผู้สมัครอาจได้คะแนนไม่ถึง 20% ก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณ

3.สถานการณ์ขัดขวางการเลือกตั้งมีแนวโน้มว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น

4.การหากรรมการเลือกตั้งประจำหน่วยถือเป็นปัญหาสำคัญยิ่ง เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการ คาดว่าจะขาดกรรมการอีกเป็นแสนคน

5.สตง.มีหนังสือขอให้ กกต.พิจารณาทบทวนการจัดการเลือกตั้งเกรงว่าหากเดินหน้าต่อไปจะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ 3,885 ล้านบาท

6.การเลือกตั้งในสภาพที่ 28 เขตของภาคใต้ไม่มีผู้สมัครจะถูกตีความว่าไม่ได้เป็นการเลือกตั้งทั่วไปและอาจจะขัดรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้วันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

ครับ...นั่นเป็นเหตุผลทั้งหมดที่เห็นว่าควรจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน

ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะได้รับการขานรับจากนายกฯหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมานายกฯยืนยันมาตลอดว่าจะต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ระบบเดินหน้าต่อไปได้

หากนายกฯไม่ดำเนินการตามนี้ กกต.จะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 13 ม.ค.57 ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

การดำเนินการของ กกต. นั้นถูกมองจากคนของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงเป็นเนื้อเดียวกันกับ กปปส.-ปชป. ที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง แต่หากพิจารณาด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นมันมีปัญหาจริงๆ

หากดึงดันเลือกตั้งต่อไปปัญหาก็ไม่มีวันจบ ระบบก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แน่นอนว่าการเลือกตั้งเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่เมื่อมีปัญหาอย่างนี้จะทำอย่างไรเป็นเรื่องที่จะต้องคิดและหาทางออกที่เป็นรูปธรรมไม่ใช่ผลักภาระให้ กกต.แต่ฝ่ายเดียว

เหนืออื่นใดความเคลื่อนไหวจากการที่ กปปส.จะจัดให้มีการชุมนุมด้วยการชัตดาวน์หรือปิดกรุงเทพฯ ด้วยการตั้ง 7 เวทีในจุดสำคัญๆเพื่อกดดันให้รัฐบาลรักษาการลาออกเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศเสียก่อน

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะออกมาแบบไหน

เนื่องจากมีการตั้งป้อมกันไม่ว่าจะเป็น กปปส. เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ รัฐบาล คนเสื้อแดง และทหารซึ่งมีจุดยืนที่แตกต่างกัน

ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์การชุมนุมว่าจะมีแรงกดดันเข้มข้นมากน้อยแค่ไหนในท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดเหตุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แม้ล่าสุดรัฐบาลก็บอกว่าพร้อมที่จะเจรจา แต่ขณะเดียวกันก็เปิดทั้งแผนรับแผนรุกอันแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะเอาแพ้เอาชนะกันทุกรูปแบบ

แต่ในฐานะของรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น กลับปล่อยให้ประเทศชาติขับเคลื่อนไปในลักษณะที่จะนำไปสู่ความรุนแรง

นี่คือความเป็นจริงของประเทศไทย.


“สายล่อฟ้า”

12 ม.ค. 2557 10:50 12 ม.ค. 2557 10:50 ไทยรัฐ