วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สำรวจความพร้อม รับมือม็อบปิดศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ วัน 'ชัตดาวน์' กรุงฯ (ชมคลิป)

ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 349 ไร่ มีความสำคัญในการบริหารประเทศ เพราะเป็นสถานที่รวมหน่วยงานราชการต่างๆ ไว้มากถึง 34 หน่วยงาน เช่น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในแต่ละวันจึงมีประชาชนเข้ามาติดต่อราชการในศูนย์ราชการแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

การประกาศชัตดาวน์กรุงเทพ ของกลุ่มผู้ชุมนุม  จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการที่จะเกิดขึ้นได้ ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องมีการเตรียมแผนรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบซ้ำรอยกับการชุมนุมครั้งนี้ที่ผ่านมา ที่เคยมีการเข้ามาปิดล้อมพื้นที่อาคารศูนย์ราชการ

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที  คือ 1 ในหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในอาคารศูนย์ราชการ และเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สำคัญในการแจ้งเตือนเหตุพิบัติภัยต่างๆ ให้กับประชาชน  ทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศ หรือในต่างประเทศ ที่จะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย

ซึ่งนาวาเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่าภายในศูนย์ราชการแห่งนี้นอกจากอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่มี ความสำคัญในการเชือมโยงการทำงานของศูนย์เตือนภัยพิบัติแล้ว  ยังมีศูนย์คอลเซนเตอร์ที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับแจ้งเหตุและข้อมูลจากประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

ดังนั้นหากมีการปิดสถานที่ทำงาน ย่อมส่งผลกระทบอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ได้มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุในภาวะวิกฤติไว้แล้ว  ทั้งการเตรียมระบบสำรองด้านการสื่อสาร และสถานที่ในการปฏิบัติงาน

“ ซึ่งต้องเรียนว่าจริงๆแล้ว ในเหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินจากการปิดศูนย์ราชการ  ต้องมีผลกระทบอยู่แล้วในเรื่องของการเดินทางของเจ้าหน้าที่ แต่เรามีแผนเผชิญเหตุและมีการฝึกซ้อมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นปกติอยู่แล้ว โดยมีการจัดเตรียมสถานที่ในการทำงานสำรองไว้หลายแห่ง และสามารถใช้โซเชียล และระบบสื่อสารเป็นหลัก   ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะต้องดำรงค์ไว้ซึ่งความพร้อมในการสื่อสารเพื่อแจ้งเตือนพิบัติภัยต่างๆ ให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงทีเพราะไม่มีใครจะล่วงรู้ได้ว่าภัยต่างๆ โดยเฉพาะภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด เป็นหน้าที่หลักของเราในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ”  น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าว

ขณะที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ให้บริการประชาชน ด้วยการรับเรื่องราวร้องเรียนและตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

ซึ่งบทเรียนจากการปิดศูนย์ราชการเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้ามาทำงานได้ ในการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ จึงได้มีการได้มีการเตรียมแผนรองรับ ด้วยการย้ายสถานที่ทำงานชั่วคราว ไปที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  หรือ ปปช. สนามบินน้ำ จนกว่าสถานการณ์การชุมนุมจะสงบ และศูนย์ราชการสามารถเปิดอาคารให้ปฏิบัติงานได้ตามเดิม

“ครั้งนี้เราเตรียมการไว้ เพราะเรามีประสบการณ์จากครั้งก่อน  ที่เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งเดินทางเข้ามาทำงานไม่ได้  จึงได้มีการประชุมกัน บางส่วนอาจต้องเอางานไปทำที่บ้าน เซฟข้อมูลที่จำเป็นกลับไปทำงานที่บ้าน และบางส่วนต้องย้ายไปทำงานชั่วคราวที่ ปปช สนามบินน้ำ  ที่จัดสถานที่ทำงานชั่วคราวไว้ให้” นาย รักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว        

การตัดสินใจเลือกพื้นที่ศูนย์ราชการเป็น 1 ใน 7 จุดยุทธศาสตร์ของแผนปฏิบัติการปิดกรุง หรือชัตดาวน์กรุงเทพ ถือเป็นครั้งที่ 2 ของกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส ที่เลือกพื้นที่สถานที่แห่งนี้เป็นเป้าหมาย เพราะเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 กลุ่ม กปปส ได้เคยเข้ามายึดสถานที่แห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง  รวมถึงการปิดล้อมกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่ กปปส. ระบุว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล

ซึ่งการชุมนุมในครั้งนั้น ได้มีการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อนานถึง 13 วัน มี การตั้งเวทีปราศรัยชั่วคราวด้านหน้าศูนย์ราชการและนายสุเทพได้ใช้พื้นที่ ด้านล่างอาคารศูนย์ราชการเป็นสถานที่พักและศูนย์บัญชาการชุมนุม แต่ในการชุมนุมครั้งนี้  กลุ่ม กปปส.นนทบุรี และ หลวงปู่พุทธอิสระ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลพื้นที่จุดนี้

แม้เส้นทางเข้าออกอาคารศูนย์ราชการจะมีหลายทาง  แต่มีบริเวณทางเข้าหลักจากถนนแจ้งวัฒนะเพียงทางเดียว ดังนั้น ไม่ว่ากลุ่มผุ้ชุมนุมจะตั้งเวทีหรือปิดล้อมพื้นที่ถนนด้านหน้า หรือ เฉพาะแค่ตัวอาคารของศูนย์ราชการที่อยู่ด้านในเหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือการทำงานของข้าราชการ ของหน่วยงานต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงการบริหารงานของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต ที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดุแลการจัดการเลือกตั้ง  ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่ง ของ กปปส. ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

"ซึ่งต้องเรียนว่า จริงๆ แล้ว ในเหตุการณ์ภาวะฉุกเฉินจากการปิดศูนย์ราชการ ต้องมีผลกระทบอยู่แล้วในเรื่องของการเดินทางของเจ้าหน้าที่ แต่เรามีแผนเผชิญเหตุและมีการฝึกซ้อมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นปกติอยู่แล้ว โดยมีการจัดเตรียมสถานที่ในการทำงานสำรองไว้หลายแห่ง และสามารถใช้โซเชียล และระบบสื่อสารเป็นหลัก" 11 ม.ค. 2557 17:44 12 ม.ค. 2557 15:17 ไทยรัฐ