วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ม็อบ "ชัตดาวน์" กรุงเทพฯ เผือกร้อน "อดุลย์"! 56กองร้อยตรึงสถานการณ์

สถานการณ์เข้าสู่จุดแตกหักกันแล้ว ทีมข่าวอาชญากรรม ได้แต่วิงวอนทุกฝ่ายเห็นแก่ชาติบ้านเมืองและความสงบสุขของประเทศ กรณีม็อบไม่เอารัฐบาลชัตดาวน์กรุงเทพฯไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกระทบ

ปัญหาอาจบานปลายกลายเป็นความรุนแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ไม่ว่าดีหรือเลว

ดั่งคำพิพากษาฎีกาที่ 4946/2555 ที่เน้นย้ำว่า

“แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ จะบัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธก็ตาม แต่ก็มิได้หมาย ความว่าประชาชนจะสามารถใช้สิทธิเสรีภาพของตนโดยปราศจากขอบเขต หรือไปละเมิดต่อสิทธิของประชาชนผู้อื่นด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่ใช้เสรีภาพดังกล่าวถึงขั้นเป็นการละเมิดหรือกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะกฎหมายที่ตราออกมาใช้บังคับต่อประชาชนทุกคนย่อมมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดระเบียบและรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประชาชนเป็นสำคัญ การอ้างว่ามีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่มีการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย จะถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบหาได้ไม่...”


เป็นแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเรียกร้องโดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่จำกัดการใช้สิทธิต้องไม่เลยเถิดจนไปละเมิดต่อสิทธิประชาชนคนอื่น หรือกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง

การที่ตำรวจซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาที่สั่งการให้ไปปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ตำรวจก็ต้องไปปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ และในการออกไปรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมเรียกร้องใดๆ ตำรวจต้องออกไปไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เมื่อได้รับมอบหมายภารกิจในการรักษาสถานที่ตั้งของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล หรือสถานที่อื่นๆ และมีการประกาศให้ผู้ชุมนุมรับทราบโดยชัดเจนว่าพื้นที่ ตำรวจรักษาการไว้เป็นพื้นที่หวงห้ามผู้ใดบุกรุกเข้าไปไม่ได้

หากผู้ชุมนุมแสดงออกทางการเมืองในบริเวณที่ทุกคนยอมรับได้ และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ แม้จะมีการละเมิดกฎหมายบ้างก็ตาม ผู้คนในสังคมก็พยายามที่จะยอมรับ แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้ชุมนุมพยายามที่จะละเมิดกฎหมาย บุกรุกเข้าไปในสถานที่ที่ห้ามไว้ ตำรวจมีความชอบธรรมที่จะปฏิบัติการตามหน้าที่และกรอบที่กฎหมายให้อำนาจไว้

ถ้าไม่มีการบุกรุกหรือเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เหตุร้ายๆ เหตุความรุนแรง ความสูญเสีย ก็ไม่มีเกิดขึ้น แต่เมื่อใดที่ประชาชนพยายามบุกรุกเข้าไปยังสถานที่ต่างๆที่ห้าม หรือพยายามละเมิดกฎหมาย โดยอาศัยความต้องการของตนเป็นใหญ่ โดยไม่สนใจว่า กฎ ระเบียบ หรือข้อห้ามต่างๆ การปะทะ การบาดเจ็บ สูญเสียหรือความเสียหายทั้งปวงจะเกิดขึ้น

ฝ่ายหนึ่งอ้างว่า กระทำตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ โดยไม่สนใจหรือฟังเสียงรอบข้างอื่นๆท้วงติง อ้างเพียงความเห็นของกลุ่มใครคิดต่างเป็นคนชั่ว คนไม่ดี คนที่อยู่ในระบอบทักษิณหมด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อรักษากฎระเบียบ กติกาของสังคม

หนทางที่จะนำไปสู่ความรุนแรง การปะทะ บาดเจ็บ สูญเสีย และความเสียหายของบ้านเมืองจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเติมเชื้อฟืนเข้าไปในอารมณ์ของฝูงชนที่ได้รับฟังและปลุกเร้าจนฮึกเหิม จนไม่ฟังว่าผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนในประเทศโดยส่วนใหญ่จะเป็นอย่างไร

น่าจะ “พอกันที” กับความรุนแรง ความพยายามละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง โดยอ้างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ความเป็นจริงมันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย ดังเช่นคำพิพากษาฎีกา ที่วางหลักไว้ว่า คำพิพากษาฎีกาน่าจะเป็นเครื่องเตือนสติกลุ่มผู้ที่คิดชุมนุมประท้วงเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย คำนึงสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่ และผลกระทบใหญ่หลวงที่เกิดกับชาติบ้านเมือง

จากสถานการณ์ชุมนุมประท้วงประกาศยกระดับระดมมวลชน “ชัตดาวน์ กทม.” ดีเดย์ 13 ม.ค.2557 ปิดถนนหลักจัดเวทีปราศรัยใหญ่ 7 เวที กดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก

เป้าหมายสำคัญทำให้เผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อนำไปสู่การขับไล่ชนิดถอนรากถอนโคน โดยไม่สนใจเหตุผลใดๆทั้งสิ้น

ประกาศขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ก.พ.2557 การปิดล้อมสถานที่ราชการ  การทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในสังคมไทย

ไม่ใช่เฉพาะคนไทยที่เป็นห่วง แต่สังคมโลกกำลังเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวทางเมืองไทย

ตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตำรวจอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้ากับการชุมนุมที่กฎหมายเงื้อมไม่ถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. รับบทหนักม็อบ และในครั้งนี้ก็ได้ทุ่มกำลังรักษาความสงบถึง 56 กองร้อย

ทุกครั้งที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาล ต้องยึดสถานที่ราชการสำคัญ ขัดขวางเจ้าหน้าที่ ยั่วยุให้ผู้ชุมนุมเกลียดชังเจ้าหน้าที่ตำรวจ หาความชอบธรรมฝ่าฝืนกฎหมาย กดดันรัฐบาลให้ทำตามข้อเรียกร้องแกนนำ

ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาบริหารประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นด่านแรกในการแก้ไขสถานการณ์

เหตุการณ์ความรุนแรงของกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่รามคำแหงและศูนย์กีฬาไทย–ญี่ปุ่น ดินแดง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมเสียชีวิตได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง ทำให้ตำรวจตกเป็น “จำเลยของสังคม” เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย

กฎหมายได้มอบภารกิจตำรวจคุมกฎกติกา บังคับใช้กฎหมายได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่ภาพตำรวจขณะนี้ไม่สามารถดำเนินคดีใดๆกับผู้ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายและถูกกลุ่มผู้ชุมนุมตำหนิ กล่าวร้ายดูถูกเหยียดหยามย่ำยี

ตำรวจอึดอัดกับเหตุชุมนุมประท้วงที่มีการเมืองแทรกแซงทำให้บ้านเมืองแตกแยกเป็นฝักฝ่าย คนในสังคมไม่เข้าใจตำรวจที่เป็นกลไกของรัฐในการดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ตำรวจไม่ได้คิดเป็นศัตรูกับผู้ชุมนุม มองผู้ชุมนุมเป็นคนไทยด้วยกัน แต่ในการชุมนุมทุกครั้ง ตำรวจถูกผลักให้อยู่ฝั่งตรงข้ามผู้ชุมนุม

พล.ต.อ.อดุลย์ ต้องคิดหาทางเพื่อไม่ให้องค์กรตำรวจได้รับความบอบช้ำ ต้องอยู่ทำหน้าที่รักษากฎหมายให้ได้ แม้กฎหมายยังใช้ไม่ได้กับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พล.ต.อ.อดุลย์ ไม่ได้ย่อท้อ ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ผู้นำหน่วยด้วยความเชื่อมั่นที่จะต้องทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย และองค์กรตำรวจให้เป็นกลไกรักษากฎกติกา

เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องประคองสถานการณ์ไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากแกนนำไม่เคลื่อนไหวชุมนุมฝ่าฝืนกฎหมาย บุกยึดสถานที่ราชการ ขัดขวางการรับสมัครเลือกตั้ง ย่อมไม่ทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน กระบวนการทางกฎหมาย องค์กรอิสระ ต้องเป็นธรรมในการดำเนินการกับผู้ที่คิดสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรง

ไม่มีใครที่จะคิดถึงความรู้สึกอารมณ์ของตำรวจเมื่อถึงจุดหนึ่งไปไม่ไหวจะเหมือน “ฟางเส้นสุดท้าย” ความบริสุทธิ์ใจของผู้ปฏิบัติที่อดทนอดกลั้นยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานผู้รักษากฎหมาย กลับถูกแกนนำผู้ชุมนุมดูถูกเหยียดหยามไม่เป็นธรรม ตำรวจไม่ใช่เครื่องมือของใคร

เป็นตำรวจในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้งเช่นเดียวกับเหล่าทัพ แต่ภารกิจหน้าที่รักษากฎกติกา รักษากฎหมายในบ้านเมือง ละเว้นการปฏิบัติไม่ได้ แม้จะต้องอดทนอดกลั้นกับการต้องเผชิญหน้าอยู่ระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาล

ตำรวจก็เป็นปุถุชนธรรมดา มีอารมณ์ ความรู้สึกในสิ่งที่สัมผัสได้ อยากได้รับความเป็นธรรมจากสังคม ไม่อยากเห็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่คิดเอาชีวิตตำรวจ ผู้ชุมนุมเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ต้องถามกันว่า มีอะไรเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมือง

ไม่มีใครที่อยากเห็นระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่ทางตัน

วิกฤติการเมืองรอบนี้น่าเชื่อว่าหนักกว่าการชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมา

การแตกหักทางการเมือง หากทุกฝ่ายไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน ย่อมหลีกหนีไม่พ้นความสูญเสีย.

ทีมข่าวอาชญากรรม