วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ทีดีอาร์ไอ'ชำแหละเหตุชาวนาได้เงินจำนำข้าวไม่ครบตามสัญญา

"นิพน​ธ์ พัวพงศกร" แจงสาเหตุชาวนายังไม่ได้เงินค่าจำนำข้าวครบตามที่รัฐบาลสัญญา จี้ผู้เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบทั้งหมด ชี้วิธีหาเงินมาจ่ายชาวนา เสี่ยงผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำลายวินัยทางการคลัง และกระทบความมั่นคงทางการเงินของ ธ.ก.ส. พร้อมบอกชาวนา ต้องเรียกร้องจากกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่กระทรวงการคลัง...

จากกรณีเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2557 ชาวนาได้นำข้าวมาขายให้โครงการรับจำนำ ในปีการผลิต 2556/57 เป็นมูลค่าตามใบประทวนประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งได้รับเงินไปแล้ว 0.35 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้น ชาวนาจึงยังไม่ได้รับเงินอีก 1.246 แสนล้านบาท มาเป็นแรมเดือนแล้ว โดยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชาวนาทั่วประเทศขายข้าวแล้วไม่ได้เงิน

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการหาเงินเพิ่มเติมมาจ่ายให้ชาวนา ที่ได้นำข้าวมาเข้าโครงการจำนำแล้ว และคาดว่าชาวนาจะได้รับเงินครบภายในวันที่ 25 ม.ค. 2557

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการกิตติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เพื่อมิให้สูญเสียฐานเสียงของชาวนาฝ่ายการเมือง จึงต้องหันมากดดันให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง และ ธ.ก.ส. หาเงินมาจ่ายให้ชาวนาก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยหนังสือพิมพ์และแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังรายงานว่า มีความพยายามที่จะหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาหลายวิธี อาทิ การใช้สภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่ถูกสหภาพแรงงาน ธ.ก.ส. สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนักวิชาการคัดค้าน

การบังคับให้ ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้ที่จะถึงกำหนดในปี 2558-2560 การขอให้กองทุนของหน่วยงานรัฐโยกเงินฝากมาฝากกับ ธ.ก.ส. ตลอดจนการให้ ธ.ก.ส.กู้เงินเพิ่มขึ้น โดยลดวงเงินกู้ของโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ วิธีการเหล่านี้ ล้วนแต่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำลายวินัยทางการคลัง และกระทบความมั่นคงทางการเงินของ ธ.ก.ส.

แม้กระทรวงการคลังจะพยายามทุกวิถีทางที่จะหาเงินมาจ่ายให้ชาวนา แต่คาดว่ารัฐบาลคงไม่สามารถจ่ายเงินให้ชาวนาได้ตามสัญญา ยกเว้นว่ารัฐบาลจะกล้าเสี่ยงทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งแท้จริงแล้วที่ชาวนา อาจจะได้เงินค่าขายข้าวไม่ครบภายในวันที่รัฐบาลสัญญา และให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ท่านใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งว่า นโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียงจะมีผลดีผลเสียอย่างไร

ทั้งนี้ ต้องการให้ชาวนาทุกคนได้รับเงินค่าขายข้าวจากรัฐบาลโดยเร็วที่สุด และด้วยวิธีที่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐบาลบอกว่าจะหาเงินมาจาก 3 แหล่งๆ แรก คือ เงินของกระทรวงการคลัง ซึ่งจริงๆ แล้ว คือ เงินของประชาชน เงินยืมจาก ธ.ก.ส. และเงินที่ได้จากการขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์

เงินของกระทรวงการคลังคือ เงินของบรรดากองทุนต่างๆ ของหน่วยราชการ โดยกระทรวงการคลังจะบังคับให้หน่วยราชการผู้บริหารกองทุนเหล่านั้นโอนเงินมาฝากที่ ธ.ก.ส. โดยมีเงื่อนไขพิเศษเรื่องกำหนดระยะเวลาการฝาก คือ ไม่ให้ถอนก่อนที่กระทรวงการคลัง จะหาเงินจากแหล่งอื่นมาคืนให้ ธ.ก.ส. กองทุนเหล่านี้ เช่น กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล กองทุนของสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ฯลฯ

ศูนย์ข่าวอิศรา รายงานว่า กระทรวงการคลังอาจจะหาเงินฝากมาได้ 55,000 ล้านบาท ธ.ก.ส.ก็สามารถนำสภาพคล่องนี้จ่ายให้เกษตรกรได้ร้อยละ 88-94 ของเงินฝาก หรือประมาณ 48,400-51,700 ล้านบาท ซึ่งยังไม่พอจ่ายให้ชาวนา

เงินก้อนที่ 2 คือ รัฐบาลต้องขอกู้จาก ธ.ก.ส. หรือให้ ธ.ก.ส.กู้แล้ว รัฐบาลค้ำประกัน แต่เนื่องจากข้อจำกัดของเพดานการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556/57 กระทรวงการคลังก็เลยต้องไปบังคับให้รัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่มีแผนการกู้เงินตามโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ระงับหรือลดการกู้ลง แล้วโอนเงินกู้ดังกล่าวไปให้ ธ.ก.ส.กู้แทน โดยรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน

ทั้งนี้ ไทยพับบลิก้า รายงานว่า รัฐวิสาหกิจที่ถูกขอร้องแกมบังคับ ให้ลดวงเงินกู้ลง ได้แก่ การไฟฟ้าผลิตฯ (ลดวงเงินกู้ลง 120,000 ล้านบาท) การทางพิเศษฯ (8,000 ล้านบาท) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (10,000 ล้านบาท) รวม 138,000 ล้านบาท วงเงินกู้ที่ลดลงนี้มีมูลค่าสูงกว่าวงเงินกู้ที่กระทรวงการคลังต้องการให้ ธ.ก.ส.กู้ เพื่อนำไปจ่ายให้ชาวนา (130,000 ล้านบาท) ถ้าได้วงเงินกู้ก้อนนี้ ก็จะมีเงินพอจ่ายให้ชาวนา แต่ปัญหาคือ เงินทั้งสองก้อนนี้อาจใช้ไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ

จากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์จะมีจำนวนเท่าไร เป็นเรื่องไม่แน่นอน และไม่มีใครรู้ว่าภายในสิ้น ม.ค. 2557 นี้ พาณิชย์จะขายข้าวได้อีกเท่าไร จะส่งเงินคืน ธ.ก.ส.ได้เท่าไร แม้ว่า กกต.จะมีมติให้พาณิชย์ระบายข้าวได้ตามปกติแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. 2557 ก็ตาม คาดว่าเงินขายข้าวที่จะส่งคืนให้ธ.ก.ส.คงได้ไม่มาก อย่างมากพาณิชย์คงส่งเงินค่าระบายข้าวในเดือน ม.ค. 2557 ให้ ธ.ก.ส.ได้เพียง 10,000–15,000 ล้านบาท แต่น่าแปลกใจว่า ชาวนาไม่เคยเดินขบวนทวงถามเงินระบายข้าวจากกระทรวงพาณิชย์

ตลอดเวลามีแต่ข่าวว่า กระทรวงการคลังและ ธ.ก.ส.ไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา ทั้งๆ ที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบมากที่สุด เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวทุกเม็ดในโครงการฯ

หากจะทวงถามเรื่องเงินค่าขายข้าว จะต้องถามกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ ธ.ก.ส. หรือกระทรวงการคลัง ที่ต้องหาเงินกู้จนตัวโก่ง บากหน้าไปขายพันธบัตรให้ใครในตลาดเงิน ก็ไม่มีเอกชนคนใดอยากซื้อ ยิ่งเวลานี้กำลังถูกแรงกดดันทางการเมืองให้ต้องเสี่ยงทำผิดกฎหมาย ยิ่งน่าเห็นใจ เดชะบุญที่ประเทศไทยสร้างระบบและกติกาการคลังที่มีวินัยไว้ตั้งแต่เมื่อ 53 ปีก่อน และกระทรวงการคลังยังมีข้าราชการส่วนใหญ่ ที่ทนเห็นความเหลวแหลกของนักการเมืองบางคนไม่ได้

เมื่อเริ่มมีโครงการรับจำนำข้าวแบบทุกเม็ด ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554 เป็นต้นมา ข้าราชการกระทรวงการคลังเริ่มตระหนักว่า โครงการนี้จะก่อภาระหนี้สินจนเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติการคลังของประเทศได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงทำเรื่องเสนอให้รัฐบาลกำหนดวงเงินค้ำประกัน เงินกู้เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร เพราะในแต่ละปีงบประมาณ กระทรวงการคลังจะสามารถค้ำประกันเงินกู้ของหน่วยราชการทั้งหมดได้จำกัด ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หากปล่อยให้มีการใช้เงินในโครงการรับจำนำมากขึ้น รัฐก็ต้องลดวงเงินกู้ส่วนที่จะนำไปลงทุนพัฒนาประเทศ

ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2555 และ 10 มิ.ย. 2556 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดเพดานการกู้เงิน เพื่อใช้จำนำข้าวจนถึงสิ้นปี 2556 ว่า ต้องอยู่ภายใต้กรอบเงินกู้ 410,000 ล้านบาท และเงินทุน ธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท รวม 500,000 ล้านบาท และให้นำเงินจากการระบายข้าวมาใช้หมุนเวียนในการจำนำข้าว ต่อมากระทรวงคลังได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาล ในเรื่องของการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตลอดปีการผลิต 2556/57 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 3 ก.ย. 2556 ว่าจะใช้วงเงิน 270,000 ล้านบาท และวงเงินนี้จะต้องอยู่ภายใต้กรอบสินเชื่อ 410,000 ล้านบาท และเงินทุน ธ.ก.ส. 90,000 ล้านบาท ตามที่เคยมีมติอนุมัติ

มตินี้สำคัญมาก ด้วยเหตุผล 2 ข้อ ข้อแรก หากโครงการรับจำนำข้าวในปี 2556/57 จะมีเงินพอจ่ายให้ชาวนา เงินส่วนใหญ่ก็จะต้องมาจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ เพราะการจำนำตลอดสองปีได้ใช้เงินกู้ไปจนเกือบเต็มวงเงินค้ำประกัน 500,000 ล้านบาทแล้ว ไม่สามารถกู้เพิ่มเติมได้ ทว่า กระทรวงพาณิชย์กลับไร้ความสามารถในการขายข้าว ตลอดเวลา 2 ปีที่มีการจำนำข้าว (ต.ค. 2554-22 ธ.ค. 2556) กระทรวงพาณิชย์ส่งเงินค่าระบายข้าวเพื่อใช้หนี้ ธ.ก.ส. แค่ 146,507 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ ธ.ก.ส. จ่ายเงินสดค่าจำนำข้าวให้ชาวนาไปแล้ว 707,734 ล้านบาท

ความสำคัญข้อ 2 คือ มติกำหนดกรอบวงเงินสำหรับโครงการจำนำปี 2556/57 เมื่อ 3 ก.ย. 2553 เกิดขึ้นหลังจากมีการผ่านกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556/57 ไปแล้ว รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินเกินกว่าเพดาน 500,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการจำนำข้าวปี 2556/57 หรือถ้าต้องการกู้เงินเพิ่ม คณะรัฐมนตรีก็ต้องมีมติแก้ไขมติเดิมเมื่อ 3 ก.ย. 2556 และลดวงเงินกู้ของโครงการพัฒนาของหน่วยงานรัฐอื่นๆ ลง ซึ่งหมายความว่า โครงการรับจำนำข้าวจะส่งผลลบต่อการพัฒนาประเทศ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้มีมติอย่างไร จนกระทั่งมีการยุบสภา

การประท้วงของชาวนาที่ไม่ได้รับเงินค่าขายข้าว ทำให้รัฐเกรงว่าจะสูญเสียฐานเสียงใหญ่ของชาวนา นักการเมืองจึงกดดันให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง และ ธ.ก.ส. หาช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3), (4) โดยรัฐบาลจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตีความว่าการกู้เงิน 130,000 ล้านบาท หรือการให้ ธ.ก.ส.นำเงินฝากจากหน่วยงานของรัฐมาจ่ายเป็นค่าจำนำข้าวให้ชาวนา ขัดกับหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ รัฐบาลเชื่อว่าไม่ขัดหลักเกณฑ์ เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องที่ผ่านการอนุมัติของ ครม.แล้ว เมื่อ 3 ก.ย. 2556

รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร  จะไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

ทั้งนี้ ก็จริงอยู่การสลับวงเงินค้ำประกันเงินกู้โดยลดการกู้ของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง เพื่อให้ ธ.ก.ส.สามารถกู้เงินจำนวน 130,000 ล้านบาท มีผลให้ยอดหนี้สาธารณะรวมไม่เพิ่มขึ้น และอาจลดลง 8,000 ล้านบาท แต่อย่าลืมว่าเมื่อ 3 ก.ย. คณะรัฐมนตรีเคยมีมติว่า วงเงินของโครงการจำนำข้าวปี 2556/57 จะต้องอยู่ในกรอบวงเงินค้ำประกันของกระทรวงการคลัง 500,000 ล้านบาท

แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายและกำกับบริหารหนี้สาธารณะจะมีมติว่า กรอบวงเงิน 270,000 ล้านบาท สำหรับการจำนำปี 2556/57 เป็นกรอบใหม่ ไม่เกี่ยวกับกรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาทเดิม และจะเสนอมตินี้ ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ แต่มตินี้เกิดขึ้นเมื่อ 3 ม.ค. 2557 หลังจากการยุบสภา คณะกรรมการนโยบายฯ และคณะรัฐมนตรีรักษาการ ไม่มีอำนาจเพิ่มกรอบวงเงินกู้ของโครงการจำนำข้าว เพราะจะเป็นภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศจะไม่เพิ่มขึ้น แต่ลำพังเฉพาะการให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพิ่มขึ้นอีก 130,000 ล้านบาท ก็เป็นการสร้างภาระผูกพันให้คณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เพราะการกู้ดังกล่าว จะต้องมีการทำนิติกรรม ผู้ที่จะใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นรัฐบาลชุดต่อไป รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจการกู้เพิ่มเติมจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 3 ก.ย. 2556

ปัญหาประการสุดท้าย คือ การบังคับให้หน่วยงานรัฐโยกเงินฝากจากสถาบันการเงินอื่นมาฝากกับ ธ.ก.ส. โดยมีเงื่อนไขพิเศษในการฝาก แล้วให้ ธ.ก.ส.นำเงินฝากดังกล่าว ไปจ่ายให้แก่ชาวนาที่ได้รับใบประทวนแล้ว วิธีนี้ดูแนบเนียนดี เพราะ ธ.ก.ส.เอาสภาพคล่องส่วนเกินมาให้ชาวนากู้ ภาระหนี้ของรัฐบาลไม่ได้เพิ่มขึ้น

การจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนาที่นำข้าวมาจำนำกับรัฐบาล ก็คือ การให้ชาวนากู้เงิน หากครบกำหนด 4 เดือน ชาวนาไม่มาไถ่ถอนข้าวคืน ข้าวก็ตกเป็นของรัฐ หนี้ของชาวนาก็จะกลายเป็นหนี้ของรัฐบาลชุดต่อไป ที่ต้องหาเงินมาชำระคืนแก่ ธ.ก.ส. ฉะนั้น วิธีนี้จึงขัดกับมาตรา 181 (3) เช่นกัน

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการจ่ายเงินค่าข้าวให้แก่ชาวนา ตรงกันข้าม ตนต้องการให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาวนาด้วยวิธีที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ใช้วิธีหาเสียงทางการเมือง โดยอาศัยวิธีการแบบ ศรีธนญชัย พยายามเลี่ยงกฎหมาย โดยไม่สนใจว่าวิธีเหล่านี้จะมีผลเสียหายต่อฐานะการคลังของประเทศ และต่อ ธ.ก.ส.อย่างไร

อย่างไรก็ดี ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ เราไม่รู้ว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อใด ทำให้ไม่รู้ว่าเมื่อไรชาวนาจะได้รับเงินคืน สิ่งที่ทำได้ในวันนี้มี 3 ประการ คือ 1.กดดันให้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าว และทวงเงินจากบริษัทพรรคพวกนักการเมือง ที่ได้สิทธิซื้อข้าวราคาต่ำ เพื่อนำเงินมาคืนชาวนาให้เร็วที่สุด 2.พรรคเพื่อไทย และคุณทักษิณ ชินวัตร เจ้าของความคิดนโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด ต้องแสดงความรับผิดชอบ นำเงินของพรรคมาคืนเป็นค่าดอกเบี้ยให้ชาวนา ไม่ใช่มาล้วงกระเป๋าผู้เสียภาษี

นอกจากนี้ 3.กลุ่มพี่น้องชาวนา ควรถอดบทเรียนจากประสบการณ์อันเจ็บปวดจากนโยบายการจำนำข้าวครั้งนี้ บทเรียนสำคัญ คือ นโยบายนี้ก่อความเสียหายอย่างไร ทั้งต่อชาวนาและต่อประเทศชาติ มีใครที่อยู่เบื้องหลังการทุจริต โดยเฉพาะการขายข้าว จนทำให้ไม่มีเงินค่าข้าวให้ชาวนา.