วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เรื่องของคนรักเกียรติยศและศักดิ์ศรี

หลายท่านคงเริ่มต้นปีใหม่ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่ได้พักผ่อนกันมาหลายวัน ทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาในอดีตเมื่อปีก่อน และวางแผนเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆในปีนี้กันต่อไป ช่วงนี้มีวาทกรรมเกิดขึ้นในสังคมไทยไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ปฏิรูป ซึ่งน่าจะเป็นคำยอดฮิตอันดับหนึ่ง ซึ่งได้นำเสนอไปเมื่อครั้งปลายปีที่แล้ว ปีนี้มีคำยอดฮิตอีกคำหนึ่งคือคำว่า เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ซึ่งหลายคนเมื่อพูดถึงคำนี้ มักมีอารมณ์ความโกรธร่วมตามมาเนื่องจากกำลังคิดว่าตนเองถูกหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรี

คำว่า...เกียรติยศ  หมายถึง เกียรติโดยฐานะตําแหน่งหน้าที่หรือชาติชั้นวรรณะ ส่วน ศักดิ์ศรี หมายถึง คุณค่าที่มาจากความเป็นอิสระของมนุษย์หรือความสามารถในการกำหนดตัวเอง (auto nomy) มีองค์ประกอบหลักสองประการคือ เป็นคุณค่าที่ปราศจากเงื่อนไขและเป็นคุณค่าที่นำไปเปรียบเทียบไม่ได้ ซึ่งทั้งสองคำนี้จะมีความหมายคล้ายๆกันและใช้แทนกันได้เช่นเดียวกันหรือใช่พูดคู่กันไป เช่น เกียรติยศศักดิ์ศรี

โดยความหมายที่เป็นความรู้สึกของคนทั่วไปจะหมายถึงคุณค่าที่อยู่ในตัวตนของคนคนนั้น ในการที่จะให้มีคนนับหน้าถือตา หรือมองว่าตนเองเป็นคนที่คุณค่าในสังคม หน้าที่การงานเป็นหลัก เรียกว่า เป็นคุณค่าของวิชาชีพและเป็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อรู้สึกว่าโดนหมิ่นศักดิ์ศรีผมไม่ทราบว่าความรู้สึกเหล่านี้ในแต่ละคน แต่ละวิชาชีพหรือสาขาอาชีพจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกันหรือไม่ หากต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องพูดว่าโดนหมิ่นศักดิ์ศรีของวิชาชีพ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเข้าใจผิดทั้งสิ้น สถานการณ์ที่คนทั่วไปมักเข้าใจว่าตนเองถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี เช่น เอาวิชาชีพหรือคนคนนั้นมาล้อเลียนเป็นเรื่องตลกขบขัน เอาวิชาชีพหรือคนคนนั้นมาพูดจาดูถูกเหยียดหยามให้เกิดความอับอาย ให้รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า กล่าวหาว่าใครคนใดคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพหรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง แต่ครองตนอย่างผิดศีลธรรม โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานนั้นทำร้ายผู้อื่น หรือฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้อื่น กล่าวหาว่าคนคนนั้นหรือคนที่อยู่ในวิชาชีพนั้นเป็นคนที่ไม่มีความสามารถมากพอจนเป็นที่ยอมรับ (ตามความคาดหวัง) ของสังคม เป็นต้น

เหตุการณ์หรือการกระทำต่อคนเหล่านี้ หรือวิชาชีพเหล่านี้มักนำไปสู่ความไม่สบายใจ ไม่พออกพอใจ และกระตุ้นให้เกิดการใช้อารมณ์ต่อต้านได้มากจนถึงขั้นอาจจะมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นในสังคมได้ดังที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งทั่วโลก

เช่น การข่มขืนผู้หญิงที่ไร้หนทางสู้ในที่สาธารณะและทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ก็ถูกถือว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามสตรีเพศ คือมีการปฏิบัติที่ป่าเถื่อนยิ่งกว่ามนุษย์ กระทำต่อผู้หญิงที่เป็นเพศอ่อนแอ ใครที่ได้รับฟังข่าวเหล่านี้ก็พลอยอดมิได้ที่จะรู้สึกว่าเป็นการดูหมิ่น เหยียดหยามศักดิ์ศรีกันเกินไป จนผู้หญิงหลายๆคนต้องออกมาประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมและกล่าวอ้างถึงการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง

นอกจากนี้ การดูถูกเหยียดหยามในวิชาชีพต่างๆ ว่าเป็นวิชาชีพที่ต่ำต้อย ด้อยคุณค่าในทางวุฒิการศึกษา หรือกล่าวหาว่าวิชาชีพนั้นฉกฉวยผลประโยชน์จากภาครัฐที่เรียกว่าคอร์รัปชัน นั้น ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ แต่อาจจะมีการกล่าวเหมารวมว่าวงการวิชาชีพดังกล่าวน่าจะเป็นแบบนั้น แบบนี้ ตามที่กล่าวหาจริงๆ ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในวิชาชีพเดียวกันอย่างมาก โดยที่คนที่อยู่ร่วมในวิชาชีพเดียวกันส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวเลยก็ได้ เรียกๆง่ายว่าพอมีการเหมารวมก็เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้นมาทันที

ถ้าพิจารณาดีๆ คำว่าถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีก็อาจจะเป็นแค่ความรู้สึกหรือความคิดของเราเองต่างหากที่ทำให้เกิดขึ้นมา หาได้เกิดจากใคร มาทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของเราไม่ เพราะความจริงก็คือ เกียรติยศศักดิ์ศรีไม่มีใครทำลายของใครได้... นอกจากตัวเราเอง

ต้นเหตุของความรู้สึกเสียศักดิ์ศรี...

คนเราทุกคนไม่มีใครที่จะสามารถทำลายศักดิ์ศรีของเราได้ แต่เขาสามารถทำให้เรา “รู้สึก” ว่าถูกทำลายศักดิ์ศรีได้ด้วยวาทกรรมต่างๆ กายกรรมต่างๆ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับเรามีความรู้สึกขึ้นมาเอง...ที่พูดถึงคำว่า มีความรู้สึกขึ้นมาเองนั้น ได้มีการสะท้อนถึงอะไรบ้าง เช่น ความคิดที่ชอบบิดเบือนของตัวเอง เกิดจากนิสัยส่วนตัวที่ทำประจำ เป็นคนหูเบาหรือเป็นคนไม่ค่อยคิดพิจารณา ใช้แต่อารมณ์และอคติส่วนตัวเป็นหลัก

มองคุณค่าในตัวเองต่ำ คนประเภทนี้มีเซลฟ์เปราะบาง ใครทำอะไรใครพูดอะไรเล็กน้อยก็ไวต่อความรู้สึก เพราะรู้สึกว่าไปสะกิดปมด้อยของตนเองโดยไม่รู้ตัว

ถูกยุแหย่จากสังคม คนรอบข้าง ถ้าอยู่ในสังคมที่โง่เขลาเบาปัญญา เอาแต่มอมเมาด้วยข้อมูลที่จริงบ้างเท็จบ้าง ก็จะเคยชินและกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยของตนเองไปในที่สุด

เป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่เดิม เช่นโรคอารมณ์แปรปรวน หรือปัญหาบุคลิกภาพ ใจร้อน ทำตนเป็นคนเคร่งในเรื่องศักดิ์ศรีมาก ทั้งๆที่จริงๆ อาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัวนั่นเอง แต่ชอบอ้างคำอื่นให้ดูดี

ทั้งหมดที่ยกมานั้น จะเห็นว่าคนที่มีปัญหาแบบนี้มักจะมีวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาที่นำไปสู่ความทุกข์ใจได้ง่าย ด้วยเพราะมีระบบความคิดแบบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ คือ ความคิดอัตโนมัติ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอหากปราศจากการควบคุมและการฝึกฝนตนเอง เมื่อมีความคิดอัตโนมัติเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ก็ทำให้มักจะสรุปเรื่องราวต่างๆตามความเข้าใจของตนเอง แล้วเรื่องก็จะบานปลายในที่สุด ตัวอย่าง เช่น นาย ก. ถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวนักเลงหัวไม้ พ่อแม่เป็นอันธพาลชอบระรานคนไปทั่ว ได้รับการปลูกฝังว่า “ฆ่าได้หยามไม่ได้” มาทั้งชีวิต เมื่อโตขึ้น เวลาที่ใครพูดอะไรหรือทำพฤติกรรมอะไรที่ตัวเองยังไม่กระจ่างในความเข้าใจมากนัก ก็มักจะมีความคิดอัตโนมัติสรุปรวบยอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะหยามเกียรติตนเอง เมื่อคิดแบบนั้นก็มีความโกรธจนบางครั้งพาลทะเลาะกับผู้อื่นและอาจลงเอยด้วยการใช้ความรุนแรงได้

เกียรติยศศักดิ์ศรีคือคำที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อประกอบคุณค่าของความเป็นคน ในความเห็นของผมมองว่า คำเหล่านี้อาจจะไม่มีความหมายอะไร ถ้าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากรากฐานของจิตใจและการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น แต่ยังมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจและเอาไปเชื่อมโยงกับความเข้าใจผิดของตนเองมายาวนานจนอาจจะนำไปสู่ความไม่สบายอกไม่สบายใจเมื่อรู้สึกว่าถูกเหยียดหยาม หรือนำไปสู่การลุ่มหลงในตัวเองเมื่อใครชื่นชมหรือให้รางวัลอันทรงเกียรติทั้งหลายมาและคิดว่านั่นคือรางวัลแห่งเกียรติยศ สิ่งจอมปลอมเหล่านี้จะไม่มีวันที่ทำให้เรามีความสุขได้นอกเหนือจากความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองที่เป็นคนดี สร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม

คุณจะตามหาเกียรติยศศักดิ์ศรีไม่มีวันเจอ เพราะตราบใดที่คุณยังไม่เคารพตัวเอง และไม่มี ใครสามารถทำลายสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากความประพฤติที่บ่งบอกถึงเนื้อแท้ในจิตใจของคุณเอง.... รางวัลเกียรติยศจะต้องแลกมาด้วยความดีเสมอ มิใช่แลกมาด้วยเงินทองหรือทรัพย์สินผลประโยชน์... เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขความพึงพอใจอย่างแท้จริง.


นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล

11 ม.ค. 2557 12:41 11 ม.ค. 2557 12:41 ไทยรัฐ