วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

7 ก.พ. 2557 ยกสุดท้าย "ลุมพินี"

โดย ซูม

เวทีลุมพินีใหม่ รามอินทรา

ชัยชนะของโผน กิ่งเพชร เหนือปาสคาล เปเรซ ยักษ์แคระแห่งอาร์เจนตินา และ คว้าตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทมาครองได้ เมื่อ 16 เมษายน 2503 นับเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของวงการกีฬาไทย

เพราะนี่คือเข็มขัดแชมป์โลกเส้นแรกที่คนไทยและประเทศไทยของเราได้มีโอกาสเชยชม

สื่อมวลชนไทยโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นำข่าวชัยชนะของโผนขึ้นหัวยักษ์หน้า 1 ยังปรากฏอยู่ในแฟ้มหนังสือพิมพ์เก่าที่เก็บไว้หอสมุดแห่งชาติจนถึงบัดนี้

เวทีมวยลุมพินีในฐานะที่เป็นสังเวียนของศึกครั้งนี้ จึงพลอยโด่งดังไปด้วย แม้จะเพิ่งสร้างมาได้เพียง 4 ปีเศษ แต่ก็เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศอย่างขึ้นใจ ราวกับสร้างมาแล้วนับเป็นสิบๆปีเลยทีเดียว

หลังจากนั้นอีกไม่นานนักเวทีลุมพินีก็ประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อสามารถจัดศึกฉลองวันครบการก่อตั้ง 5 ปีของเวทีเมื่อ 8 ธันวาคม 2504 ซึ่งแม้ไม่ใช่ศึกชิงแชมป์โลก แต่ก็เก็บเงินค่าผ่านประตูได้ถึง 2 แสนบาท ทั้งๆที่เก็บค่าผ่านประตูขั้นต่ำสุดเพียง 30 บาทเท่านั้น

โดยจัดให้ ชาติชาย แหลมฟ้าผ่า หรือ ชาติชาย เชี่ยวน้อย ที่ไปชกอยู่ที่ญี่ปุ่น กลับมาชกกับ เคียว โนกูจิ นักชกจากญี่ปุ่นเป็นคู่เอก เพื่อ วางแผนที่จะปั้นชาติชายให้โด่งดังต่อไป

ผลปรากฏว่า ชาติชายเป็นฝ่ายชนะคะแนนอย่างขาดลอย ประทับใจแฟนมวยชาวไทยอย่างมาก และถือเป็นการเกิดของขวัญใจชาวไทยคนใหม่อีกคนหนึ่ง ณ บัดนั้น

ในรายการเดียวกันนี้ มีนักชกมวยไทยชั้นนำขึ้นชกหลายคู่ ล้วนแต่เป็นนักชกมวยไทยที่มีชื่อเสียงในระดับตำนานทั้งสิ้น เช่น ราวี เดชาชัย ไอ้จรวดทัพฟ้า ชนะน็อก แดนชัย ยนตรกิจ และ อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะแห่งบางนกแขวก ไล่เตะ ศรีสวัสดิ์ ศิษย์ ส.พ. จนหมอบคาเวที เพียงยกที่ 3 เท่านั้น

กล่าวได้ว่าการขึ้นชกในวันครบรอบ 5 ปี ของเวทีมวยลุมพินี เมื่อ พ.ศ. 2504 มีส่วนอย่างสำคัญ ทำให้ ชาติชาย เชี่ยวน้อย ติดลมบน และไต่เต้าไปจนถึงขั้นได้ครองตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทเช่นกัน ในปี 2509 หรืออีก 5 ปีถัดมา

สำหรับหัวหน้าทีมซอกแซก เริ่มเข้ามาเป็นแฟนของเวทีลุมพินี เมื่อ พ.ศ.2516 หลังจากย้ายมาทำงานที่ไทยรัฐ แล้วมีโอกาสไปช่วยเขียนคอลัมน์ ให้แก่ฝ่ายข่าวกีฬาของไทยรัฐด้วย จึงต้องไปดูการแข่งขันทั้งฟุตบอลและมวย

ใน พ.ศ.ดังกล่าว มวยไทยยังเป็นที่นิยมของคนไทยทุกกลุ่มอาชีพ เป็นขวัญใจและเป็นที่รู้จักของคนไทยมากกว่านักกีฬาประเภทอื่น

นักชกอย่าง อภิเดช ศิษย์หิรัญ เดชฤทธิ์ อิทธิ-อนุชิต, พุฒ ล้อเหล็ก, แสน-ศักดิ์ เมืองสุรินทร์ (ช่วงที่ยังชกมวยไทย), เรื่อยมาจนถึง ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน วิชาญน้อย พรทวี ผุดผาด-น้อย วรวุฒิ ฯลฯ ไปไหนมาไหน จะมีแฟนๆชะเง้อชะแง้ไม่แพ้ดาราภาพยนตร์

หน้าข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับจึงให้ความสำคัญแก่กีฬามวยอย่างเต็มที่

แต่แล้ววันหนึ่งในอีกหลายปีต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดในเวทีมวยลุมพินี ที่ยังอยู่ในความทรงจำของแฟนมวยและพวกเรานักข่าวสายมวยมาจนถึงบัดนี้

นั่นก็คือเหตุการณ์การลอบสังหาร “เฮียเหลา” หรือ แคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อคนดังคนหนึ่งของประเทศ ไทย เมื่อค่ำวันที่ 2 เมษายน 2525 โดยมือมืดได้ใช้ระเบิดเอ็ม 26 ขว้างเข้าใส่เฮียแคล้วขณะนั่งดูมวยอยู่ในชั้นริงไซด์ของเวทีลุมพินี

เหตุเกิดขึ้นในขณะที่มวยคู่เอก เริงศักดิ์ เพชรยินดี กับ หนองคาย ส.ประภัสสร กำลังชกกันอย่างมันหยดคะแนนสูสีมาตลอดและเหลืออีกเพียงไม่กี่วินาทีก็จะจบยก 5 อยู่แล้ว

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ และบาดเจ็บกว่า 50 ราย ต่อหน้าต่อตา ฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ใน พ.ศ.ดังกล่าว ชวน หลีกภัย ที่ไปนั่งเป็นประธานการแข่งขัน

“เฮียเหลา” รอดตายจากเวทีมวยลุมพินีไปได้ แต่ก็ถูกรอบสังหารอีกครั้งด้วยอาวุธสงครามเสียชีวิตทันทีที่ถนนปิ่นเกล้า นครชัยศรี เมื่อ 5 เมษายน 2534

ต่อมากระแสความนิยมกีฬาในบ้านเราได้เปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกเมื่อข่าวฟุตบอลและกีฬาอื่นๆได้รับความสนใจมากขึ้น ในขณะที่ี่ข่าวกีฬามวยก็ค่อยๆถดถอยลง ผู้สื่อข่าวกีฬาจึงต้อง หันเหและปรับทิศทางไปสู่ข่าวอื่นๆมากกว่าข่าวมวย

จนในที่สุดแม้การชกมวยจะยังมีอยู่ทั้งที่เวทีลุมพินีและราชดำเนิน แต่ความนิยมค่อยๆ หดหายไปทีละน้อย กลายเป็นฟุตบอลขึ้นมาโด่งดังได้รับความนิยมจากคนไทยแทนที่

กล่าวได้ว่าระยะหลังๆรายการมวยที่ยังชกกันอยู่จะมีคนดูเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แทบไม่มีขาจรหรือแฟนนอกวงการไปดูเหมือนสมัยก่อนเลย

ยิ่งมาหลังๆรายได้หลักของกีฬามวยต้องไปฝากไว้กับค่าตั๋วที่ขายให้นักท่องเที่ยว ถึงขนาดต้องคอยนับศีรษะกันเลยว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาดูกี่สิบกี่ร้อยคนในแต่ละนัด

แต่กระนั้นเวทีมวยก็ยังพออยู่ได้จนเมื่อถึงยุคที่เวทีลุมพินีหมดสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สิน ทางกองทัพบกจึงได้ตัดสินใจโยกย้ายไปสร้างเวทีใหม่ที่ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ถนนรามอินทรา

ใช้เงินลงทุนไปถึง 380 ล้านบาท สำหรับสนามสวยงามทันสมัย จุคนดูได้ประมาณ 6,000-8,000 คน และมีที่จอดรถประมาณ 300 คัน

เวทีลุมพินีเก่ามีกำหนดจะจัดชกมวยนัดสุดท้ายเพื่อสั่งลาเวทีในวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่จะถึง หลังจากนั้นจะไปจัดชกนัดปฐมฤกษ์ที่เวทีใหม่รามอินทรา ในวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์

นับเป็นการปิดตำนานเวทีมวยลุมพินีขนานแท้และดั้งเดิมไว้ด้วยอายุ 57 ปี กับ 2 เดือน แต่เพียงเท่านี้...ขอให้สุขีสุขีเจริญเจริญและรุ่งเรืองสืบต่อไป ณ สถานที่แห่งใหม่นะครับ

อาจจะไกลหน่อย แต่นานๆไปอาจจะใกล้ก็ได้... ก็เหมือนเวทีลุมพินีเก่านั้นแหละ ตอนตั้งแรกๆมีแต่คนบ่นว่าโอ้โฮอยู่ถึงพระราม 4 เชียวนะเนี่ย...แต่ในที่สุดก็กลายเป็นอยู่กลางเมืองไปจนได้เหมือนกัน

อีกสัก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าเวทีใหม่ลุมพินีย่านสนามกอล์ฟกองทัพบก รามอินทรา...อาจจะกลายเป็นย่านกลางเมืองก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะ!

"ซูม"

11 ม.ค. 2557 09:10 11 ม.ค. 2557 09:10 ไทยรัฐ