วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชัตดาวน์ระบบ เดินหน้าปฏิรูป

ขึงพืดประเทศวิกฤติ “สุกงอม” ถึงเวลาผ่าทางตัน

เวลาล่วงมาถึง “วันสุกดิบ”

ก่อนดีเดย์ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ตามฤกษ์ที่ “กำนันเทพ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ประกาศนัดรวมพลเปิดยุทธการปิดเมืองหลวง ในวันที่ 13 มกราคม

ตามยุทธศาสตร์เลี้ยงกระแส เร้าอารมณ์แนวร่วม “กำนันเทพ” เดินนำขบวนม็อบนกหวีด “เรียกแขก” แบบรายวัน เดินขบวนกันทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี

เปิดเกมทุบหม้อข้าว เดิมพันรบครั้งสุดท้าย

ประกาศยุบเวทีหลักที่ถนนราชดำเนิน กระจายไปปักหลักตามจุดยุทธศาสตร์ที่ล็อกไว้ 7 เวที ประกอบด้วย 1.ถนนแจ้งวัฒนะ หน้าศูนย์ราชการ 2.เวทีห้าแยกลาดพร้าว 3.เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4.เวทีสี่แยกปทุมวัน 5.เวทีสวนลุมพินี 6.เวทีแยกอโศก 7.เวทีสี่แยกราชประสงค์

แบ่งงานกันชัดเจน มหาวิทยาลัย กลุ่มแนวร่วมใดใครคุมเวทีไหน

ในฉากที่กองเชียร์คึกคัก ฮึกเหิมเต็มประดา

แต่ในขณะเดียวกันก็กระตุกภาวะเครียดๆ อาการลุ้นระทึกของทุกฝ่าย

ที่อ่อนไหวก่อนเลยก็คือฝรั่งต่างชาติ ตามปรากฏการณ์ที่สายการบินได้ยกเลิกเที่ยวบินมากรุงเทพฯ เกือบ 100 เที่ยวบิน นักท่องเที่ยวล้มโปรแกรมทัวร์เมืองไทย ตามคำเตือนของสถาน-ทูตต่างๆ ที่ให้ประชาชนของตัวเองเลี่ยงวิกฤติรุนแรงในกรุงเทพฯ

โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านค้า หงอยไปตามๆ กัน

นั่นก็ทำให้ภาคเอกชน องค์กรธุรกิจ ออกมาแสดงความวิตก ถ้าวิกฤติชุมนุมรุนแรงยืดเยื้อจะส่งผลกระทบอย่างหนักกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

แค่ ณ ตอนนี้ยังประเมินตัวเลขความเสียหายกันไม่ได้

ไม่นับกรณีที่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานห้างร้านเอกชน ต้องปรับโปรแกรมการใช้ชีวิตประจำวันกันใหม่ โดยเฉพาะปัญหาด้านการจราจรที่จะต้องกระทบหนักจากมาตรการปิดเมืองกรุง

มุกป่วนเมืองขั้นสูงสุดของม็อบ “กำนันเทพ” เล่นเอาเดือดร้อนถ้วนหน้า

ประชาชนทั่วไปเหมือนโดนจับเป็นตัวประกัน

ในสถานการณ์ที่แนวรบ 2 ขั้วก็ยังขึงพืดกันตึงเป๊ะอยู่เพราะแม้ยุทธการขวางเลือกตั้งของม็อบ กปปส.จะยกระดับป่วนกันแบบสุดโต่ง ไม่สนความเสียหาย ไม่คิดถึงผลอะไรจะตามมา

ขอแค่ล้มเลือกตั้ง ไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากนายกฯรักษาการให้ได้แค่นั้น

แต่ก็อึดเหมือนกัน อีกด้านหนึ่งก็เป็นความพยายามของฝ่ายรัฐบาลรักษาการที่ออกแรง “เข็นครก” เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ตามโปรแกรมที่อิงกติกาในระบบ

ไม่ยอมลาออกจากนายกฯ และรัฐบาลรักษาการ

กับบทที่นายกฯยิ่งลักษณ์ วิงวอนให้ทุกฝ่ายยึดตามกติกาย้ำการเลือกตั้งคือยาที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

พยายามโหมกระแสกันในเครือข่ายโซเชียลมีเดีย

แต่ก็อย่างที่เห็นบรรยากาศแปร่งๆ เหลืออีกแค่ 20 กว่าวันจะเลือกตั้ง สังเกตว่า ป้ายหาเสียงของผู้สมัคร ป้ายโชว์นโยบายพรรค การเมือง “หร็อมแหร็ม” เต็มที บางพื้นที่แทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ รวมไปถึงรถหาเสียงที่ปกติต้องวิ่งเปิดเพลงกันทั้งวันก็เงียบฉี่

ที่แน่ๆ สื่อมวลชนไม่มีการเปิดหน้าพิเศษนำเสนอข่าวเลือกตั้ง

รู้สึกได้ถึงความวังเวง ว้าเหว่เต็มที

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่นายสุเทพ พรหมวาศรองเลขาธิการ กกต. ด้านกิจการการมีส่วนร่วม แบะท่ายอมรับถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้ง

มีความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ามาช่วยเหลือ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ฉากแบบนี้เคยเห็นแต่ประเทศโลกที่สามอย่างกัมพูชา หรือชาติล้าหลังในทวีปแอฟริกา แต่นี่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

สถานการณ์สุ่มเสี่ยงรุนแรงถึงขั้นต้องใช้กองทัพคุมหน่วยเลือกตั้ง

โดยความปั่นป่วนวุ่นวายต่อเนื่องจากขบวนการขัดขวางการเปิดรับสมัคร ส.ส.ตั้งแต่ระบบบัญชีรายชื่อ มาจนถึงระบบเขตเลือกตั้งที่แนวร่วมม็อบ กปปส.บล็อกจนเปิดรับสมัครไม่ได้

ผลก็คือมีอยู่ 28 เขต ยังไม่มีผู้สมัครเลย

อย่างไรเสียก็ต้องติดล็อกเงื่อนไขได้ ส.ส.ไม่ครบร้อยละ 95 เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้

เป็นอะไรที่เห็นกันอยู่ว่า เดินหน้าเลือกตั้งไปก็วุ่นวายอยู่ดี

แม้จะเริ่มมีความคึกคักในช่วงหลังๆ กับการออกมาของเครือข่าย “พอกันที!หยุดสร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง” เคลื่อนไหวเชิงสัญ- ลักษณ์ นัดจุดเทียน จุดตะเกียง ชูป้าย “RESPECT MY VOTE”

กระตุกกระแสคนกลางๆ หนุนเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

แต่ก็ยังเบาบาง แสงริบหรี่ เมื่อเทียบกับความมืดมนที่ฝ่ายยื้อไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ต้องเผชิญ

ยิ่งเป็นอะไรที่ประดังประเดมาตรงจังหวะ กับคิวร้อนๆ ขององค์กรอิสระ

ไล่ตั้งแต่กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อหากล่าวหา 308 ส.ส.และ ส.ว.แนวร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญ

ต่อเนื่องกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำให้บุคคลหรือคณะบุคคลได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง

แนวโน้มคดีไหลไปถึงการถอดถอน ส.ส. และยุบพรรคการเมือง

กางบัญชีมีทั้งคนของพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคภูมิใจไทย ผู้สมัคร ส.ส.ส่วนใหญ่มีชื่อติดร่างแหกันไปทั่วหน้า

ส่อแววเจอปมติดล็อกไปอีกชั้น

โดยเงื่อนไขยิ่งเป็นการสกัดแนวร่วมพรรคเพื่อไทย “ตัดเกม” ไม่ให้ไปสู่การเลือกตั้ง

ตามรูปการณ์ “บีบเข้าทางตัน”

หันซ้ายหันขวาแทบไม่เจอทางออกกับการเดินต่อตามวิถีในระบบ

ขณะที่ประเมินแนวรบด้าน “ม็อบกำนันเทพ” ในฉากเสี่ยงนองเลือดวันดีเดย์ปิดกรุงเทพฯ 13 มกราคม

ไม่ใช่แค่มวลชนแนวร่วมม็อบ กปปส.จะปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังอยู่ในภาวะอารมณ์เครียดๆ ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

หลังจากแลกเลือดกันจนบาดเจ็บล้มตายไปแล้วฝั่งละ 1-2 คน

แต่ที่น่าหวั่นใจก็คือการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับประชาชน ตามแนวโน้มที่คนใช้รถใช้ถนนบางส่วนอาจหงุดหงิดกับการโดน “ม็อบกำนันเทพ” ละเมิดสิทธิ์ปิดเส้นทางจราจร

ทำให้สูญเสียรายได้ เสียงานเสียการ ดังปรากฏการณ์ตัวอย่างที่กลุ่มวินรถตู้รวมตัวกันคัดค้านยุทธการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ทำให้สูญเสียรายได้ เดือดร้อนเรื่องผ่อนค่างวดรถ

ขาดรายได้ประจำวัน

ซึ่งอารมณ์เดียวกันน่าจะเกิดกับพ่อค้า แม่ค้าคนหาเช้า

กินค่ำที่ต้องมีรายได้รายวันเลี้ยงครอบครัว

คนเราเมื่อความเดือดร้อนมาถึงตัว อารมณ์เดือดๆมันห้ามกันไม่อยู่แน่

7 จุด 7 เวที ถ้ามีเหตุวุ่นวายคุมไม่ได้ คงกลายเป็นจลาจล ขณะที่รัฐบาลรักษาการไม่มีมือไม้ มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้ ก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ามองดูตาปริบๆ

และถึงจุดนั้น กองทัพในฐานะที่ต้องรักษาความมั่นคงก็หนีไม่พ้นต้องออกมาควบคุมสถานการณ์

หนีไม่พ้น ไหลเข้าเหลี่ยมรัฐประหาร

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ไหลไปตามสถานการณ์ กับการเห็นภาพขนรถถัง ลำเลียงยานเกราะจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯกระแสข่าวปฏิวัติสะพัดในโซเชียลมีเดีย หนังสือพิมพ์พาดหัวยักษ์

แม้กองทัพจะออกมาชี้แจงว่า แค่ขนรถถังมาทำพิธีสวนสนาม โชว์งานวันเด็ก

แต่ข่าวลือรัฐประหารก็ไม่ได้ซาลงแต่อย่างใด

ท่ามกลางข่าววงนอกวงในกระเส็นกระสาย ทหารสั่งเตรียมพร้อมในที่ตั้ง รอคำสั่งปฏิบัติการ โดยช่วงเวลาที่ต้องจับตาระหว่างวันที่ 12-14 มกราคม

ลุ้นแค่ว่าจะตัดหน้าหรือคล้อยหลังวันนัดปิดกรุงเทพฯของ “ม็อบกำนันเทพ”

เรื่องของเรื่อง สถานการณ์ “สุกงอม” เต็มที

เอาเป็นว่า ฉากหน้าจะแสดงออกเพื่อชิงกระแสกันยังไงก็แล้วแต่ อ่านทางลึกๆ ทั้ง 2 ขั้ว 2 ฝ่าย น่าจะมองตรงกัน วิกฤติที่ยุ่งอีนุงตุงนัง ไหลมาถึงจุดนี้คงไม่มีทางออกอื่นใดที่จะเคลียร์ปมติดล็อก

นอกจากปฏิวัติ ล้มกระดานโดยอัตโนมัติ

โดยเฉพาะในส่วนของคนไกลเมืองดูไบกับน้องสาว อย่างนายกฯยิ่งลักษณ์ที่อยู่ในสถานการณ์โดนไล่บี้ไล่ต้อนจนสุดซอยแทบตกกระดาน

ตามสถานการณ์เหนื่อยหนัก

เดินหน้าต่อไปพรรคเพื่อไทยก็ติดล็อกเงื่อนไขเลือกตั้ง แถมยังส่อโดนยุบพรรครอบ 3 ถ้าดิ้นสู้กันต่อไปโอกาสกลับมาเป็นฝ่ายถืออำนาจรัฐแทบปิดประตู

รัฐประหารล้างไพ่ รีสตาร์ตกันใหม่ดีกว่า

แต่นั่นหมายถึงว่า ต้องสบายตัวด้วยกันทุกฝ่าย “นายใหญ่”คงไม่ยอมง่ายๆ ถ้ารัฐประหารแล้วโดนไล่ต้อนยึดทรัพย์ไล่ญาติ ตระกูลชินวัตรออกนอกประเทศไทย อย่างที่ “กำนันเทพ” ประกาศบนเวที

งานนี้ต้องเคลียร์เหมือนกันทั้งสองขั้ว

กองทัพมีโจทย์ยากๆ คือต้องทำตัวเป็นกรรมการกลางจริงๆ สถานการณ์ถึงจะนิ่ง

จุดนี้น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหยั่งเชิงวัดใจ

ทหารจะได้บท “ฮีโร่” หรือ “ผู้ร้าย”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติสถานการณ์สุกงอม ถึงเวลาต้อง “บ่งหนอง”

จะถึงขั้นต้อง “ชัตดาวน์ระบบ” เพื่อผ่าทางตันหรือไม่

ตามจุดยืนที่สะท้อนออกมาตรงกันทุกฝ่าย นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ชูแผนปฏิรูปไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้ง แนวร่วม กปปส.ก็ยึดธงปฏิรูปประเทศไทยแต่ให้ทำก่อนเลือกตั้ง แม้กระทั่งกองทัพก็มีพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทยโดยให้คนกลางเป็นผู้ดำเนินการ

ถนนทุกสายมุ่งไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย

นี่คือสิ่งที่ประชาชนจะได้จากการแลกด้วยสถานการณ์วิกฤติ.


“ทีมการเมือง”

11 ม.ค. 2557 08:07 11 ม.ค. 2557 08:07 ไทยรัฐ