วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ปู'ไม่หนี'ชัตดาวน์' อยู่สตช. บัญชาการรับมือเอง

‘เทือก’ยัน13ม.ค.ม็อบมี7จุด ตร.-ทหารรุมยําการ์ดกปปส. ชุมนุม‘พอกันที’ต้านปิดกทม. ...


“ยิ่งลักษณ์” ยัน 13 ม.ค. อยู่บัญชาการสถานการณ์ด้วยตัวเอง ยินดีกองทัพเป็นคนกลางเจรจารัฐบาลกับ กปปส. ยันปฏิวัติไม่เกิดผลดีกับประเทศ ศอ.รส.งัดแผนเข้มรับสถานการณ์วันชัตดาวน์ ระดมทหาร ตำรวจอำนวยความสะดวก รักษาความปลอดภัย ยันเจ้าหน้าที่รัฐทำงานตามปกติ แนะประชาชนที่เดือดร้อนจากม็อบแจ้งความ กระทรวงการต่างประเทศ เผย 6 ชาติ เตือนเลี่ยงมาไทย คมนาคม จัดที่จอดรถ 41 จุด ทั้งใน-นอกพื้นที่กรุงเทพฯ ปิดทางลงทางด่วน 6 จุด ป้องกันปัญหารถสะสม นปช.ปัดวุ่นจัดปราศรัย 7 จุด ชน กปปส.โวยข่าวบิดเบือน ชี้กลิ่นปฏิวัติรุนแรง ปูดทหารสับขาหลอกขนอาวุธกำลังพล เครือข่าย “พอกันที” รวมตัวชุมนุมจุดเทียนแสดงพลังล้นหอศิลป์ ประกาศไม่เอาปฏิวัติ-ความรุนแรง หลังจากที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) เดินเชิญชวนคนกรุงเทพฯให้เข้าร่วมการชัตดาวน์ใน วันที่ 13 ม.ค.นี้ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. ประกาศยืนยันยึดสถานที่ราชการ แต่ไม่มีการปิดสนามบิน และไม่ไปยึดที่อื่นนอกจากการปิดถนน 7 จุดเท่าที่ระบุไปแล้วนั้น

ศอ.รส. ถกเอกซเรย์พื้นที่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะ  ผอ.ศอ.รส.  เป็นประธานการประชุม  ศอ.รส. โดยที่ประชุมมีการหารือถึงการตรวจสอบการ์ดกลุ่มหัวรุนแรง การเอกซเรย์พื้นที่จุดสูงข่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ บก.น. 2 ย่านหลักสี่ ลาดพร้าว บก.น. 1 ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บก.น. 6 ย่านปทุมวัน และมีการสั่งการให้ทุกหน่วยเข้ามาสนับสนุนภารกิจดูแลความสงบเรียบร้อยการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค.  และที่ประชุม ศอ.รส. ประเมินการชุมนุมว่า ถ้ามีการปิดล้อมต่อเนื่องจะต้องมีที่ทำการชั่วคราว ได้มอบหมายสันติบาล และ บช.ก. หาพื้นที่สำรองเพื่อให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติ

ให้ บช.ก. รับแจ้งเหตุวันชัตดาวน์

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า  ได้มีการกำหนดแผนต่างๆเพื่อขับเคลื่อนในการดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงการชุมนุม โดยงานสืบสวนให้  พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วย  ผบ.ตร. งานจราจรมอบ พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. ส่วน พล.ต.อ.อุดม รักศีลธรรม ที่ปรึกษา (สบ 10)  รับผิดชอบเร่งรัดคดีสำคัญในพื้นที่ดินแดง รามคำแหง แต่แผนทั้งหมดจะต้องให้สอดคล้องกับแผนใหญ่ของ พล.ต.อ.วรพงษ์  ชิวปรีชา ร อง ผบ.ตร.  และการบริหารวิกฤตการณ์ของ พล.ต.อ.พีระ พุ่มพิเชษฎ์ ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. ทั้งนี้ จะใช้ บช.ก.เป็นหน่วยรับแจ้งเกี่ยวกับปัญหาของการปิดกรุงเทพฯ ส่วนหลักฐานเกี่ยวกับคำสั่งต่างๆให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมไว้ รวมถึงภาพถ่ายต่างๆ โดยเก็บหลักฐานด้วยความรอบคอบ และขอให้ชี้แจงกำลังพลที่มาปฏิบัติงานให้ยึดกรอบกฎหมาย

นายกฯยันอยู่บัญชาการเอง

ต่อมาเวลา 10.35 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวหลังจากการประชุม ศอ.รส. ว่า วันที่  13  ม.ค. จะอยู่บัญชาการสถานการณ์ด้วยตัวเอง  และไม่ย้าย  ศอ.รส. จากสตช. ไปที่โรงเรียนนายร้อยสามพรานตามที่เป็นข่าว ส่วนกรณีปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และจะไม่ทำงานให้รัฐบาลนั้น หน้าที่ของข้าราชการทุกคนคือการทำงาน  โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขคือการดูแลประชาชน รัฐบาลทำงานดูแลประชาชนกับทุกคนอยู่แล้ว แต่ตนเชื่อว่ายังมีคนพร้อมที่จะทำงานในการดูแลประชาชน

ระดมทหาร–ตร. ดูแลทั่วกรุง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส. กล่าวว่า อยากให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ อย่าไปกังวล ศอ.รส. จะอำนายความสะดวก รักษาความปลอดภัย ทั้งการเดินทาง และรักษาพยาบาล เตรียมกำลังไว้ในลักษณะของกองกำลังผสม ทั้งทหารและตำรวจ โดยมีทหารประมาณ 8 พันนาย ตำรวจกว่าหมื่นนาย รวม 2 หมื่นนาย ดูแลความปลอดภัย เชื่อมั่นว่าวันที่ 13 ม.ค.จะผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนที่ประกาศว่าไม่ต้องการให้ข้าราชการไปทำงานนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะข้าราชการทุกคนเป็นข้าฯของ แผ่นดิน  ต้องให้บริการประชาชน รับใช้ประเทศชาติ ไม่ใช่มารับใช้พรรคการเมืองหรือรัฐบาล

ยันเจ้าหน้าที่รัฐทำงานปกติ

จากนั้นเวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ร่วมแถลงถึงสถานการณ์ชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ นายสุรพงษ์กล่าวว่า การประกาศปิด กทม.ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การประกอบอาชีพและการสัญจรไปมา ศอ.รส.ได้อำนวยความสะดวกรักษาความปลอดภัยเพื่อไม่ให้การชุมนุมส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ โดยเจ้าหน้าที่รัฐทำงานตามปกติ สำหรับประชาชนที่ต้องการขอช่วยเหลือในเรื่องการเข้ารักษาพยาบาลผู้ป่วยและคนเจ็บส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ชุมนุมประท้วงกีดขวางเส้นทางจราจร แจ้งไปที่หมายเลขด่วน 1111 กรณีประชาชนได้รับความเดือดร้อนชุมนุมประท้วงส่งผลกระทบเศรษฐกิจ รายได้ประจำวัน  การดำเนินธุรกรรมไม่ทันตามกำหนดในช่วงการชุมนุมสามารถเข้าแจ้งความกล่าวโทษได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครอง ซึ่ง ศอ.รส.ได้เตรียมทีมงานไว้บริการ

แนะคนเดือดร้อนแจ้งความ

พล.ต.อ.ประชากล่าวว่า ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ในกรณีต่างๆจากการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ สามารถเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐานได้ทันที แต่ถ้าต้องการแจ้งความดำเนินคดีผู้กระทำผิดในพื้นที่ กทม. แจ้งได้ที่ศูนย์บริการพิเศษที่ บก.ป.และทุกสถานีตำรวจ ในพื้นที่ต่างจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจบริการที่ทำการอำเภอจังหวัดและสถานีตำรวจภูธรตลอด 24 ชั่วโมง

ชี้ช่องทางรับข้อมูลข่าวสาร

นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า ได้จัดช่องทางสื่อสารประชาชนจะได้ติดตามตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถูกต้อง โดยสามารถติดตามข่าวระหว่างการชุมนุมได้ที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ ช่อง 11 สถานีวิทยุภาคภาษาไทย คลื่นเอฟเอ็ม 92.5 คลื่นวิทยุเอเอ็ม 891 คลื่นวิทยุเอเอ็ม 819 สถานีวิทยุภาคภาษาอังกฤษ เอ็มเอ็ม 88 หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วน 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง แจ้งเหตุด่วน 191 เหตุเพลิงไหม้ 199 แจ้งอุบัติเหตุศูนย์นเรนทร 1669 สอบถามเส้นทางคมนาคมศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1356 ศูนย์ควบคุมสั่งการจราจร 1197 ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 1155 รัฐบาลขอความร่วมมือทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังการใช้เทคโนโลยีเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะสร้างความสับสน สร้างความเข้าใจผิด ยังเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ ก่อให้เกิดความแตกแยก

ผบ.ตร.รับห่วงมือที่สาม

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.กล่าวว่าจากการข่าวยอมรับว่าเป็นห่วงสถานการณ์เกี่ยวกับมือที่สาม ที่จะเข้ามาก่อเหตุ ซึ่งทาง สตช.ได้มีมาตรการในการดูแลและควบคุมอาวุธ ซึ่งจะมีการตั้งจุดตรวจที่เข้มแข็งขึ้นมาอีกหลายจุด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีมาตรการดูแลคุมเข้มสถานที่ราชการ รักษาพื้นที่และกฎหมาย ใช้ขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นธรรม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีอาวุธ จะใช้หลักการเจรจา มาตรการด้านการสืบสวน และดำเนินคดีกับแกนนำ

สั่งคุ้มกันเข้มไฟฟ้า–ประปา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม  ศอ.รส.ผบ.ตร. รายงานถึงความพร้อมรับมือม็อบว่า ทหารและตำรวจจะทยอยเข้ารักษาความปลอดภัยในแต่ละสถานที่ตั้งแต่เวลา 16.00 น. วันนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภค ทั้งการไฟฟ้า และประปา และจะเข้าประจำจุดต่างๆในพื้นที่ และบริเวณรอบพื้นที่การชุมนุม ในวันที่ 12 ม.ค. ส่วน 7 จุด ที่ผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยคืนวันที่ 12 ม.ค. ต้องเฝ้าระวังมากสุด

นายกฯให้ระวังภัยแทรกซ้อน

ขณะที่นายกฯ ย้ำให้ระวังภัยแทรกซ้อน และคุมเข้มป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง และหากเกิดเหตุอะไรขึ้นให้รีบรายงานทันที รวมถึงนายกฯได้สั่งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจเป็นการด่วน เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.กับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ จ.ปทุมธานี เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หลัง ผบ.ตร.รายงานเหตุการณ์ในที่ประชุม

ทบ.ใช้ 40 กองร้อยดูแล ปชช.

ที่ บก.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก และ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ประชุมเพื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 13 ม.ค.นี้ โดย พล.ท.ธีรชัย ได้สรุปถึงแผนการใช้กำลังทหาร 40 กองร้อยที่จะสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำร้องของ  ศอ.รส.ซึ่งรูปแบบการใช้กำลังทหารจะออกมารักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ สถานที่ราชการในเชิงสัญลักษณ์ และทหารทั้งหมดจะไม่มีการพกอาวุธ โดยการบรรจุกำลังครึ่งหนึ่งจะเป็นรูปแบบทหารเสนารักษ์ใส่ปลอกแขนกาชาด พร้อมพกชุดปฐมพยาบาล เปลสนาม เพื่อคอยช่วยเหลือประชาชนหากเกิดเหตุ และชุดปฏิบัติการจิตวิทยา และปัจจัยที่สำคัญทั้งหมดต้องไม่ให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ

ผบก.น.1 มอบเสื้อเกราะกันกระสุน

พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น.1 มอบเสื้อเกราะกันกระสุนจำนวน 160 ตัว ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วในสังกัด บก.น.1 เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย บริเวณจุดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมเตรียมการซักซ้อมการปฏิบัติ พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์สั่งกำชับในการปฏิบัติงาน โดยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าใช้อารมณ์ในการทำงาน ให้ถือตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา มีความอดทนอดกลั้น หลีกเลี่ยงการปะทะการ

กต.เผย 6 ชาติ เตือนเลี่ยงมาไทย

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า หลังการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ต่างประเทศได้ประกาศออกคำแนะนำให้กับประชาชนของประเทศตัวเองให้เลี่ยงเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 6 ชาติ คือ โอมาน รัสเซีย คาซัคสถาน ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และฮ่องกง ทั้งนี้ หากรวมกับประเทศที่ประกาศแนะนำห้ามเข้าใกล้พื้นที่การชุมนุม จะมีทั้งหมดรวม 45 ประเทศ พร้อมกันนี้ ประเทศคูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สะท้อนถึงความกังวลต่อสถานการณ์การชุมนุม ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบต่อการเดินทางเพื่อการรักษาพยาบาล หรือเมดิคัลทัวริซึม เพราะทั้ง 2 ประเทศ ได้รับการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศไทย 90 วัน

สหรัฐฯเตือนเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม

ด้านสถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ออกหนังสือแนะนำชาวอเมริกันที่พำนักอยู่หรือท่องเที่ยวในไทยว่าสถานทูตสหรัฐฯในกรุงเทพฯ และ จ.เชียงใหม่จะยังเปิดบริการงานด้านกงสุล และว่าแม้การชุมนุมมุ่งทำอย่างสันติแต่มีโอกาสเกิดเผชิญหน้าและขยายสู่ความรุนแรงได้ จึงขอให้เลี่ยงพื้นที่มีการชุมนุม หรือหากอยู่ใกล้ก็ให้ระวังตัวและติดตามข่าวสารของสื่อท้องถิ่นใกล้ชิด ควรเผื่อเวลาเมื่อจะเดินทางหรือไปสนามบิน พร้อมแนะนำให้วางแผนล่วงหน้า โดยสำรองเงินไว้ใช้นาน 1 สัปดาห์ ชาร์จไฟ อุปกรณ์สื่อสารให้พร้อมและเก็บตุนข้าวของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำและยา เผื่อไว้อยู่ได้นาน 2 สัปดาห์

“ชัชชาติ” ซ้อมแผนบก-เรือ-ราง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางบก ทางราง และทางเรือ เพื่อกำหนดรายละเอียดเตรียมรับมือการชุมนุม กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ว่า เป็นการซักซ้อมความพร้อมครั้งสุดท้าย เพื่อรองรับการให้บริการประชาชน โดยประเมินผลว่า การปิดการจราจรในครั้งนี้ มีผู้ได้รับผลกระทบ กับประชากรที่อาศัยอยู่ 680,000 คน นักเรียนนักศึกษา 440,000 คน การจ้างงาน 1.2 ล้านตำแหน่ง จำนวนเที่ยวการเดินทางที่เกี่ยวข้องโดยตรง 4.8 ล้านเที่ยว หรือคิดเป็น 26เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางทั้งหมด และต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากช่วงปกติ

เนรมิต 41 จุดจอดรถรอบทิศ

นายชัชชาติกล่าวว่า ทั้งนี้ได้เตรียมจุดจอดรถไว้ 41 จุด รองรับได้วันละ 18,000 คัน ในทุกทิศทางรอบนอกและพื้นที่ด้านในกรุงเทพฯ ให้ประชาชนเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถชัตเติลบัส รถไฟ รถไฟฟ้า และเรือสาธารณะ พร้อมกับให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเพิ่มความถี่ของรถไฟชานเมืองมากขึ้นเป็น 15 นาทีต่อขบวน ส่วน เส้นทางเลี่ยงจะมีการประเมินสถานการณ์เป็นรายวันอีกครั้ง โดยถนนที่จะได้รับผลกระทบรถติดมากสุด คือ ถนนวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน สุขุมวิท และพระราม 4 จึงขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนอดทน ใจเย็น อย่ากระทบกระทั่งกัน นอกจากนี้ สั่งการให้จัดจุดกลับรถพิเศษก่อนถึงบริเวณที่มีการชุมนุมประมาณ 500 เมตร จำนวน 12 จุด คือ ถนนวิภาวดีรังสิต สุขุมวิท ลาดพร้าว สาธร สีลม เพชรบุรีตัดใหม่ พระราม 9 พระราม 4 รัชดาภิเษก ราชดำเนินกลาง ราชวิถี พหลโยธิน เพื่อให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น

ปิดทางลงทางด่วน 6 จุด

รมว.คมนาคมกล่าวว่า  ส่วนทางด่วนที่คาดมีปัญหาการจราจรติดขัดทางการทางพิเศษแห่งประเทศ ไทย (กทพ.) จะปิดทางลงบางจุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหารถติดสะสม และกระทบต่อการจราจรบนทางด่วนทั้งหมด เบื้องต้นกำหนดปิดทางลงไว้ 6 จุด คือ ทางลงสีลม หัวลำโพง ยมราช อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สุขุมวิท และพระราม 4 นอกจากนี้ ได้สั่งการให้รถไฟฟ้าใต้ดินที่รองรับผู้ใช้บริการได้ 15,000-17,000 คนต่อชั่วโมง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ประมาณ 5,000 คนต่อชั่วโมง เตรียมตั๋วโดยสารให้พร้อม เพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการเสียเวลาต่อแถวยาว ขณะที่เรือได้มีการเพิ่มเที่ยวเรือทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา และคลองแสนแสบรองรับได้วันละ 60,000 คน ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลเส้นทางการเดินทาง จุดจอดรถของกระทรวงคมนาคมจัดไว้ตลอดเวลาผ่าน www.mot.go.th และทางวิทยุ สวพ. 91 จส.100 สายด่วน 1356 หรือ 1584

“ปู” ยินดีกองทัพเป็นคนกลางเจรจา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงแนวทางแก้ไขความขัดแย้งโดยให้ทหารมาเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างนายกฯกับ  กปปส. ว่า ความจริงกองทัพต้องทำหน้าที่ในการดูแลความสงบในประเทศ สถานการณ์ขณะนี้จะเป็นกองทัพหรือใครเป็นคนกลาง รัฐบาลยินดี แต่ถ้าการพูดคุย เรายังอยู่บนหลักต่างคนต่างยืน คนกลางที่จะเข้ามาพูดคุยก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ดังนั้น ต้องคุยกันก่อนว่าพร้อมคุยเพื่อให้เกิดความสงบ

ฝากแง่คิดกองทัพปฏิวัติไม่ดีกับ ปท.

ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวลือการปฏิวัติที่มีเยอะมาก ยังมั่นใจในกองทัพหรือไม่ นายกฯตอบว่าเชื่อกองทัพคงต้องคิดว่าการปฏิวัติไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับประเทศ ยิ่งทำให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย เมื่อถามว่าหากกลุ่ม กปปส.ยื่นเงื่อนไขตั้งกติกาใหม่ร่วมกัน โดยก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมรับได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า อย่าถามดิฉันคนเดียว ต้องให้ความเคารพกับประชาชนที่เลือกเข้ามาด้วย และต้องแน่ใจว่ากลุ่มที่พูดคุยคือเสียงคนส่วนใหญ่ถ้าเราคุยเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มไม่เห็นด้วยการเจรจาและการหารือไม่มีทางสำเร็จ ดังนั้น เวที ปฏิรูปคือเวทีที่ดีที่สุด เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่การตัดสินใจวันนี้ขึ้นอยู่กับนายกฯ ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯ ตอบว่า ไม่มีใครมีอำนาจเท่ากับประชาชนทั้งประเทศ

ดีเอสไอออกหมายเรียกซ้ำ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีศาลอาญายกคำร้องขอออกหมายจับแกนนำผู้ชุมนุม กปปส.พร้อมให้ออกหมายเรียกอีกครั้งว่า พนักงานสอบสวนได้ประชุมหารือได้ข้อสรุปว่า ดีเอสไอจะออกหมายเรียกแกนนำผู้ชุมนุมทั้ง 35 คน ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาซ้ำอีกครั้ง ตนจะเซ็นหมายเรียกวันที่ 13 ม.ค.57 พร้อมนัดให้แกนนำเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้งในวันที่ 22-23 ม.ค.57 อย่างไรก็ตาม หากใครไม่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกดีเอสไอจะยื่นขอออกหมายจับอีกครั้ง

ยกคำร้องถอนประกันแกนนำ คปท.

ที่ศาลอาญา พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ นำหลักฐานยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว นายกิตติชัย ใสสะอาด ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยแกนนำ คปท. ซึ่งเป็น 1 ใน 96 จำเลยร่วมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คดีชุมนุมปิดล้อมท่าอากาศ ยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิเมื่อปี 51 เพิ่มเติมอีก 1 ราย โดยปรากฏหลักฐาน จำเลยทำการอย่างต่อเนื่อง สร้างความวุ่นวายเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาล ต่อมาศาลอาญาพิเคราะห์คำร้องเห็นว่า เนื่องจากศาลได้ออกหมายเรียกให้พวกจำเลยทราบนัดการไต่สวนวันที่ 24 ก.พ.แล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำร้อง

นายกฯสั่ง ศอ.รส.สอบปลัด สธ.

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมข้าราชการสาธารณสุขออกแถลงการณ์ประชาคมสาธารณสุข ไม่ทำงานให้รัฐบาลและให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งว่า ทราบว่านายกฯ สั่งการให้ ศอ.รส.เรียกปลัดกระทรวงสาธารณสุขสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าเป็นอย่างไร เพราะข้าราชการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบที่มีอยู่ แค่บอกว่าไม่ทำงานตามรัฐบาลก็ถือว่าผิดวินัยแล้ว แต่หากตรวจสอบพบว่าผิดจริงในเรื่องของบทลงโทษนั้น คงเป็นหน้าที่ของ ศอ.รส. เนื่องจากขณะนี้อยู่ใน ภาวะไม่ปกติ ส่วนตนจะสั่งตั้งคณะกรรมการสอบ โดยฐานะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถือว่าไม่สมควรทำ

พท.ปูดขนฮาร์ดคอร์ 6 พันจ่อป่วน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่มีการขึ้นป้ายต่อต้านการชัตดาวน์กรุงเทพฯของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และคณะ โดยป้ายสีว่าเป็นการกระทำของคนในพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลนั้น ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ มีข่าวการระดมมวลชนสายฮาร์ดคอร์จากทางภาคใต้เข้ามา 5-6 พันคน ระลอกที่ 2 หรือ 3 ถ้ามีการสร้างสถานการณ์ก็จะเปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง

ทปอ.จี้เปลี่ยนตัวนายกฯ

นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวภายหลังการประชุม ทปอ.ว่า ที่ประชุมเป็นห่วงต่อสถานการณ์วันที่ 13 ม.ค. ที่ กปปส. ประกาศปิด กทม.เกรงจะเกิดเหตุรุนแรง จึงออกแถลงการณ์ ทปอ.ฉบับที่ 5 เสนอข้อเรียกร้องดังนี้ 1. ทปอ.ยืนยันข้อเสนอที่ขอให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งโดยนัยก็คงต้องมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และให้มีการปฏิรูปประเทศในทุกมิติโดยองค์กรที่เป็นกลางจากทุกภาคส่วนที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2. เรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคให้สัตยาบันแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศ และ 3. ทปอ.เล็งเห็นว่าการดำเนินการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้จะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อย จึงขอเรียกร้องให้ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนกติกาและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งการเลื่อนการเลือกตั้งก็คงเป็นแนวทางหนึ่ง

มธ.–จุฬาฯ–มศว–ศิลปากรปิดเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพฯแจ้งปิดการเรียนการสอน ดังนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศหยุดการเรียนการสอนและการทำงาน วันที่ 13-15 ม.ค. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปิดวันที่ 13-14 ม.ค. ยกเว้นโรงพยาบาลในสังกัดเปิดบริการตามปกติ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ และตลิ่งชัน ปิดการเรียนการสอนวันที่ 13 ม.ค. มหา– วิทยาลัยรามคำแหง อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ หากเห็นว่าเกิดผลกระทบต่อการเรียนการสอนจะสั่งปิดทันที ส่วนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังไม่ได้สั่งปิดวันที่ 13 ม.ค. แต่จะปิดเฉพาะโรงเรียนสาธิต–แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ศูนย์เอราวัณพร้อมรับมือ

นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผอ.ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ศูนย์จะใช้แผนเอราวัณ 2 รับมือการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ โดยมีการกำหนดจุดให้บริการทางการแพทย์ 22 จุด ได้แก่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้า หอศิลป์ หัวลำโพง วัดหัวลำโพง ถนนสีลม (บางรัก) ถนนสาทร แยกอโศก แยกอโศก-เพชรบุรี แยกรัชพระราม ประตูน้ำ ชิดลม ปากซอยทองหล่อ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สามย่าน อังรีดูนังต์ แยกศาลาแดง แยกราชประสงค์ เยาวราช เฉลิมเผ่า ห้าแยกลาดพร้าว และโซนพื้นที่ 1 (เขตดุสิต-พระนคร) และจะจัดทีมช่วยเหลือ 30 หน่วยเข้าไปในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ได้จัดสายด่วนให้ผู้ชุมนุมติดต่อ
ขอความช่วยเหลือได้ที่เบอร์ 1646 ตลอด 24 ชั่วโมง

สหภาพแรงงานหยุดงานมาม็อบ

นายคมสัน ทองศิริ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวว่า ในวันที่ 13 ม.ค. สมาชิก สรส.ได้นัดหมายแสดงจุดยืนให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ร่วมกับกลุ่ม กปปส. โดยสมาชิกทั่วประเทศได้พร้อมใจกันนัดหยุดงาน เพื่อเข้าร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ เชื่อว่าจะมีสมาชิก สรส. ทั้ง 44 องค์กร เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก

สหภาพบินไทยร่วมลาดพร้าว

นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย (สร.บกท.) กล่าวว่า สหภาพฯมีมติให้ตั้งเวทีย่อยเพื่อรวมพลพนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในช่วงเช้าที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีฯ จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปสบทบกับกลุ่ม กปปส.ที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว โดยมั่นใจว่าจะมีพนักงานเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยพนักงานที่จะเข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานจากสำนักงานใหญ่ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ออกจากการเข้าเวรแล้ว คาดว่าจะไม่น้อยกว่าครั้งที่แล้วที่นัดรวมพลกัน คือหัวแถวอยู่ที่ห้าแยกลาดพร้าว ส่วนท้ายแถวยังอยู่ที่ประตูทางเข้าบริษัทฯ

แดงปัดวุ่นจัดปราศรัย 7 จุด กทม.

ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. แถลงว่า ขณะนี้เกิดความเข้าใจสับสน มีคนบิดเบือนข้อมูลไปเขียนบนโซเชียลเน็ตเวิร์กว่ากลุ่ม นปช.จะจัดเวทีปราศรัย 7 จุด ใน กทม. วันเดียวกับที่นายสุเทพจะปิด กทม.ขอแจ้งไปยังคนเสื้อแดงว่า 8 เวทีที่เป็นข่าวลือนั้นไม่มีจริง เวที นปช.จะเปิดในวันที่ 12 ม.ค. ที่ปริมณฑล 3 จังหวัด คือนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่วนวันที่ 13 ม.ค. จะจัดในทุกจังหวัดเว้น กทม.ปริมณฑล และภาคใต้ โดยเฉพาะการตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ใน 4 จังหวัดคือเชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา จะเป็นเวทีที่ใหญ่มาก และเชื่อมีคนมาร่วมมากกว่าพวกอนุรักษนิยมใน กทม.แน่นอน ส่วนกิจกรรมใน กทม. ช่วงวันที่ 13 ม.ค. จะเป็นกิจกรรมของกลุ่มคนที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของ กปปส. และลุกขึ้นมาตามธรรมชาติ นปช. ไม่ต้องการสร้างสถานการณ์เผชิญหน้า

แฉทหารสับขาหลอกจ่อ ปว.

นายวรชัย เหมะ กล่าวว่า วันนี้สถานการณ์เปลี่ยน พลังผู้รักประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ ปัญญาชนในมหาวิทยาลัยเริ่มเกิดขึ้น เงื่อนไขที่ทำอยู่วันนี้ นำไปสู่การทำรัฐประหารเท่านั้น กระแสข่าวการรัฐประหารช่วงนี้แรง นายทหารชั้นผู้น้อยจำนวนมาก โทร.มาแจ้งให้ นปช.ทราบตลอด โดยเฉพาะการขนอาวุธ กับการขนกำลังพลมา กทม.ที่มีแผนให้เคลื่อนย้ายแบบแยกกันคนละเที่ยว เพื่อตบตาประชาชน วันที่ 12 ม.ค.นี้ คนในเขตปริมณฑล จะออกมาเคลื่อนไหวแสดงพลังต่อต้าน

“จตุพร” ชวนเดินถนนต้านชัตดาวน์

ที่สนามกีฬา อบจ.หนองคาย นายจตุพร พรหม– พันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีปราศรัยหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ว่า ประชาชนต้องช่วยกันรักษาประชาธิปไตย  ด้วยการไปเลือกตั้ง และการชุมนุมของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ กปปส.เป็นการกระทำที่ปูทางสู่การปฏิวัติรัฐประหาร การประกาศชัตดาวน์กรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศรับไม่ได้ ดังนั้น ในวันที่ 13 ม.ค. เวลา 09.00 น. ขอให้ประชาชนคนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของ กปปส. ออกมาเดินบนท้องถนนร่วมกันเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ด้านเวที “หยุดรัฐประหาร ต้านกบฏ” ที่ จ.อุดรธานี มีการปราศรัยของแกนนำเสื้อแดงว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขอให้มาอยู่ที่นี่ คนอุดรธานีจะปกป้องท่านเอง และเชิญชวนมวลชนลงขันคนละ 1 บาท เป็นค่าหัวให้การจับกุมตัวนายสุเทพด้วย

ม็อบต้าน กปปส.บุกไทยรัฐยื่น 5 ข้อ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นายศรรักษ์ มาลัยทอง แนวร่วมสื่อเสรีประชาธิปไตย (กวป.) นำมวลชนและขบวนรถจักรยานยนต์กว่า 100 คัน พร้อมรถติดเครื่องขยายเสียง เดินทางมายื่นหนังสือกับตัวแทนกองบรรณาธิการ เรื่องการนำเสนอข่าวในสถานการณ์การชุมนุมต่างๆ 5 ข้อคือ 1.ยุติเสนอข้อมูลที่เกินความจริง ซึ่งจะเป็นอันตราย และทำร้ายประเทศชาติ ทำร้ายสังคม ในแง่ของความรุนแรง 2.ควรเคารพกติกาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ขอให้นำเสนอข่าวและวิจารณ์ม็อบในแง่ความไม่เหมาะสมและกำลังทำลายประเทศชาติ 4.ขอให้ช่วยเสนอข่าวที่มีนักวิชาการ หรือประชาชนผู้รักประชาธิปไตยชี้แนะหรือแสดงความคิดเห็นอันเป็นการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย 5.เสนอข่าวภาคประชาชนที่ออกมาต่อต้านการปิดกรุงเทพฯโดยด่วน หลังยื่นหนังสือแล้วได้เคลื่อนขบวนไปยังสำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อไป

ร้องดีเอสไอดำเนินคดีศาล รธน.

นายมาลัยรักษ์ ทองชัย โฆษกกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) พร้อมด้วยนายหนึ่งดิน วิมุตตินันท์ ทนายความ นำมวลชนส่วนหนึ่งภายใต้กลุ่มแนวร่วมสื่อเสรีประชาธิปไตยเข้าให้กำลังใจนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ในการปฏิบัติหน้าที่ รวมไปถึงให้ดำเนินการขอศาลออกหมายจับแกนนำ กปปส. นอกจากนี้ นายมาลัยรักษ์ ทองชัย ได้ยื่นหนังสือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 8 คน ต่ออธิบดีดีเอสไอ ตามข้อกล่าวหาอ้างว่าร่วมกระทำความผิดฐานกบฏ หลังจากยื่นหนังสือร้องทุกข์ผู้ชุมนุมยังได้มารวมตัวด้านหน้าทางเข้าดีเอสไอเพื่อแสดงสัญลักษณ์ตะโกนให้กำลังใจการทำงานของดีเอสไอ

ปล่อยลูกโป่งขาวต้านชัตดาวน์

เมื่อเวลา 11.00 น. กลุ่มมวลชนที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มไทยอิสระ Thai Freedom ราว 300 คน รวมตัวกันที่อนุสาวรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ด้วยการปล่อยลูกโป่งสีขาวขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อเรียกร้องไปยังกลุ่มที่ประท้วงอยู่ขณะนี้ว่า 1. เรียกร้องให้ยุติการชุมนุม 2. คัดค้านการรัฐประหารและความรุนแรงทุกรูปแบบ 3.เรียกร้องให้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง 4. คัดค้านการปิดกรุงเทพฯ 5. เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนแยกย้ายกันกลับ

กลุ่มต้านม็อบชุมนุมล้นลานหอศิลป์

ช่วงเย็น ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เครือข่ายที่ใช้ชื่อว่า “พอกันที” นัดหมายกลุ่มประ– ชาชนทุกเพศทุกวัย นักเรียน นิสิตนักศึกษา ที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพฯ ของม็อบ กปปส. สวมเสื้อสีขาว และจัดกิจกรรมสันติภาพ ยุติความรุนแรง คัดค้านการปิด กทม. และสนับสนุนการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ส่งผลให้ลานหอศิลป์ฯแน่นจนแทบไม่มีที่จะยืน ล้นทะลักขึ้นไปถึงบนทางเดินสกายวอล์กและบนถนนพระราม 1 ตำรวจ สน.ปทุมวัน หลายสิบนาย ต้องเข้าตรึงกำลังโดยรอบเพื่อป้องกันเหตุ ทั้งนี้ กลุ่มประชาชนที่คิดต่างกับ กปปส. ได้สวมเสื้อมีข้อความว่า “พอกันที” และ “respect all vote” พร้อมจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น แจกกระดาษคล้ายบัตรเลือกตั้งให้คนที่มาร่วมลงคะแนนเสียงในกล่องคล้ายหีบเลือกตั้ง แจกผ้าขาวและกระดาษให้ เขียน ข้อความคัดค้านการปิด กทม. และสนับสนุนเลือกตั้ง ติดบนสกายวอล์ก กับบริเวณโดยรอบ ทั้งยังชวนให้ เขียนโปสต์การ์ดถึงนายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ กกต. ผบ.ทบ. และร่วมกันตะโกนคำว่า “พอกันทีความรุนแรง 2 ก.พ.ไปเลือกตั้ง” นอกจากนี้ กลุ่มยังได้ออกแถลงการณ์ใจความเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง ต่อต้านการทำรัฐประหาร ไฮไลต์คือการจุดเทียนสันติภาพคัดค้านความรุนแรง ไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตทางการเมืองทุกสี พร้อมกันในเวลา 19.00 น.

เครือข่าย 2 เอา 2 ไม่เอาต้าน รปห.

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่าย 2 เอา 2 ไม่เอา นำโดยนายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ได้ร่วมอ่านแถลงการณ์ 1. คัดค้านการรัฐประหาร และความพยายามแก้ไขวิกฤตการณ์การเมืองด้วยวิถีทางนอกระบบ การรัฐประหารเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรง จนนำไปสู่สงครามกลางเมือง และโศกนาฏกรรม 2. คัดค้านการใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่าย การจัดกิจกรรมทางการเมืองอย่างสันติที่ไม่ควรถูกคุกคามด้วยความรุนแรง นอกจากนี้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อรักษากฎหมายและความสงบสุขของสังคมจะต้องเป็นไปตามหลักสากล 3.เคารพการใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครกลุ่มใดสามารถละเมิดได้ 4.สนับสนุนการปฏิรูปบนวิถีทางประชาธิปไตย สามารถดำเนินการได้ทันทีควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง

รวบ ตร.ทำเนียบฯตีการ์ด คปท.

เมื่อเวลา 16.00 น. นายนัสเซอร์ ยีหมะ หัวหน้าการ์ด คปท. พร้อมด้วยนายอภิมะ สิทธิ์ประเสริฐ ทนายความ คปท. ได้นำตัว ด.ต.รัศมี คล่องดี ผบ.หมู่ปราบปราม สภ.เมืองมุกดาหาร และ จ.ส.อ.หนูแหวน คึมยราช สังกัด ร.1 พัน.4 กองทัพบก ซึ่งร่วมก่อเหตุทำร้ายการ์ด คปท.ที่บริเวณสะพานอรทัยจนสลบต้องนำส่งโรงพยาบาลมาแถลงข่าว โดยระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. โดยบุคคลทั้งสอง พร้อมด้วยนายสำริด ประสงค์สุข นายตำรวจสังกัด สภ.เมืองมุกดาหาร ไม่ทราบยศเดินทางกลับจากการไปดื่มสุรานอกทำเนียบรัฐบาล พบนายสมศักดิ์ แจ่มจำริด การ์ดอาสาสมัคร คปท. นั่งอยู่บริเวณสะพานอรทัย นายสำริดก็ได้นำไม้ตีเข้าที่หัวนายสมศักดิ์และบุคคลทั้งสามเข้ารุมทำร้าย ก่อนที่การ์ด คปท. อีกจำนวนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ได้เข้ามาช่วยนายสมศักดิ์และควบคุมตัว ด.ต.รัศมี และ จ.ส.อ.หนูแหวนไว้ได้ ส่วนนายสำริดได้หลบหนีเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล คปท.จึงขอเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งส่งตัวนายสำริดมาดำเนินคดี พร้อมทั้งให้ดำเนินการวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 โดยให้ออกจากราชการทันที และจะนำบุคคลทั้งสองไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.นางเลิ้ง

ม็อบเข้าคิวซื้อปฏิทินลูก “เทือก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของ กปปส. ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน  ในช่วงเช้าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ยังคงปักหลักชุมนุมตามที่ร่ม บางส่วนพักผ่อนในเต็นท์ ส่วนกิจกรรมบนเวทียังคงปราศรัยมีการแจ้งข่าวสลับกับการเล่นดนตรีของศิลปิน  ส่วนช่วงบ่ายบรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้น โดยผู้ชุมนุมยังได้ต่อแถวยาวเหยียดรอซื้อเสื้อชัตดาวน์กรุงเทพฯและปฏิทินที่ น.ส.ธีราภา พร้อมพันธุ์ บุตรสาวบุญธรรมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.จัดทำขึ้น โดยจะนำรายได้สมทบทุนให้กับครัวราชดำเนิน

ซัดรัฐบาลเบื้องหลังทำป้ายต้าน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า จากที่ กปปส.ได้เดินขบวนรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนร่วมปิดกรุงเทพฯทั้ง 3 วัน ก็ชัดเจนว่ามีประชาชนจำนวนมากสนับสนุนการปฏิบัติการนี้ และยังมีคนไทยในต่างประเทศที่ตั้งกลุ่มสนับสนุน กปปส.ใน 11 ประเทศ แต่ขณะนี้มีการบั่นทอนโดย การติดป้ายขนาดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีข้อความว่า “หยุดสุเทพปิดกรุงเทพ ประเทศพังพินาศ” และป้ายขนาดเล็กข้อความว่า “พอกันทีหยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง” นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. มีคำสั่งไม่เป็นทางการให้ลูกและเมียตำรวจไปร่วมจุดเทียนต้านมวลมหาประชาชนในวันที่ 13 ม.ค. พร้อมขู่ว่าถ้าไม่ทำอาจถูกย้ายและยังมีข่าวว่ามี
การว่าจ้างให้คนไปสมทบการจุดเทียน เพื่อสร้างภาพ  สร้างกระแส เพื่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลและบริวารของระบอบทักษิณอยู่เบื้องหลัง หากมีอะไรรุนแรงต้องรับผิดชอบ

จ่อพบทูตชี้แจงการชุมนุม

นายเอกนัฏกล่าวว่า แกนนำ กปปส.จะเดินหน้าพบตัวแทนแต่ละองค์กรที่อาจจะได้รับผลกระทบในการเคลื่อนไหวในวันที่ 13 ม.ค. ส่วนกรณีที่มีสถานทูตหลายแห่งแสดงความเป็นห่วงการปิดสี่แยกเกรงว่าอาจกระทบขบวนรถสถานทูตนั้นขอย้ำว่าจะเปิดทางให้รถทูตทุกคันที่จะผ่านพื้นที่ชุมนุม ตนจะเป็นตัวแทนติดต่อสถานทูตต่างๆ เพื่อปรับความเข้าใจรวมถึงชี้แจงให้เห็นถึงมาตรการรองรับ เพื่อลดผลกระทบให้น้อย สำหรับการจัดงานวันเด็กในวันที่ 11 ม.ค. กปปส.จัดกิจกรรมพิเศษในชื่อ “งานสร้างอนาคตชาติราชดำเนิน” โดยนายสุเทพ เทือก–สุบรรณ เลขาธิการ กปปส.จะเป็นประธานเปิดที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นนายสุเทพจะเดิน
ไปร้านอาหารศรแดงมาลัยทอง จัดตั้งเวทีและเก้าอี้ของนายสุเทพเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมถ่ายภาพ

แจ้งข้อหากบฏ กปปส.เพิ่ม 20 คน

เมื่อเวลา 19.45 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงผลการประชุมของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ  อันประกอบด้วยพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ พนักงานสอบสวนของ สตช. ในคดีพิเศษที่ 226/2556 มีมติให้ดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหากับแกนนำ กปปส. เพิ่มเติม (แถวที่ 3) ในข้อหาร่วมกันกบฏฯ ตามมาตรา 113,114 ยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ตามมาตรา 116 และร่วมกันก่อเหตุวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215 จำนวนทั้งสิ้น 20 คน ดังต่อไปนี้ 1. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 2.หลวงปู่พุทธะอิสระ 3.นายสาวิทย์ แก้วหวาน 4.นายสาธิต เซกัลป์ 5. นายกิตติชัย ใสสะอาด 6.นายคมสัน ทองสิริ 7.นาย
สนธิญาณ ชื่นหฤทัยในธรรม 8.นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ 9.นายแม่นมั่น กะการดี 10.นายประกอบกิจ อินทร์–
ทอง 11.นายนัสเซอร์ ยีหมะ 12.นายพานสุวรรณ ณ แก้ว 13.นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด 14.นายสำราญ รอดเพชร 15.นางนาถยา แดงบุหงา 16.นางรังสิมา รอดรัศมี 17.นางทยา ทีปสุวรรณ 18.พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี 19.พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ และ 20.นายถวิล เปลี่ยนสี ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 20 คน ในวันที่ 14 ม.ค. โดยจะกำหนดให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 24 ม.ค.

จับ คปท.พร้อมยุทธภัณฑ์คาห้อง

วันเดียวกัน พ.ต.อ.สาโรช ซุ่นทรัพย์ รอง ผบก. น.4 แถลงจับกุมนายจักรพงษ์ บุญเรือง อายุ 23 ปี นศ.คณะนิติศาสตร์ ปี 4 มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมของกลางชุดยุทธภัณฑ์หลายรายการ จับกุมที่ห้องเลขที่ 5 ชั้น 2 หอพักชายรามนิเวศน์ ซอยรามคำแหง 57 พ.ต.อ.สาโรชกล่าวว่า ชุดสืบสวนสน.หัวหมาก สืบทราบว่าชายคนดังกล่าวมีเครื่องยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงขอตรวจค้นพบเสื้อเกราะ หมวกกันน็อก ภ.จ.จันทบุรี กระบองสีดำ เสื้อกันฝนตำรวจ แก๊สน้ำตา ประทัดยักษ์ และปลอกลูกซอง สอบสวนนายจักรพงษ์รับสารภาพว่าเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม คปท.ที่เวทีราชดำเนินเป็นบางครั้ง ของกลางส่วนหนึ่งได้มาจากรถควบคุมผู้ต้องหาของทางราชการที่จอดอยู่หน้ากระทรวงแรงงาน ได้รับจากชายชุดดำที่ไปทุบกระจกรถเอามาอีกส่วนหนึ่งได้มาจากพื้นที่การชุมนุมบริเวณสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ก่อนนำมาเก็บไว้ที่ห้องพักไว้เป็นที่ระลึก แจ้งข้อหามีซึ่งยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวส่ง พงส.สน.หัวหมาก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

“เทือก” ปูดแผนรัฐบาลรวบตัว

กระทั่งเวลา 20.30 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ปราศรัยว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค.เดิน 11 ชม. ได้เงินมาหลายปี๊บ จนเดี๋ยวนี้นับได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ 3 ล้านบาท ขอบคุณน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ แต่คำสัญญามาร่วมปิดกรุงเทพฯยิ่งใหญ่กว่า สำหรับกรณีที่นายกฯตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ให้รับผิดชอบ ศอ.รส.นั้น มีการวางแผนจับตนให้ได้คืนนี้ หรือคืนวันที่ 11 ม.ค. เป็นอย่างช้า โดยส่งตำรวจนอกเครื่องแบบ ให้แต่งตัวคล้ายการ์ดเรา หากมีเหตุเกิดขึ้นให้ตะครุบตน แล้วมีตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบมานั่งหน้าเวทีคอยสร้างความวุ่นวาย ขอบอกตำรวจที่ส่งมาว่าไม่แต่งเครื่องแบบจับตนไม่ได้ เพราะไม่รู้เป็นตำรวจจริงหรือปลอม ไม่ยอมให้จับเด็ดขาด และหากทำอย่างนั้นพี่น้องตุ๊บตั๊บขึ้นมาจะโทษเราไม่ได้ เพราะพวกตนมีสิทธิป้องกันตัว จะอุ้มไปกระทืบตนไม่ยอมง่ายๆ มาอุ้มไม่รู้จะถึงโรงพักหรือเปล่า แต่ถ้าแต่งเครื่องแบบมาไม่ขัดขืน ไม่สู้

กวักมือเรียก ขรก.ร่วมสู้

จากนั้น นายสุเทพได้อธิบายเท้าความไปถึงเหตุการณ์หลังการรัฐประหารปี 49 และการชุมนุมของ นปช.ในช่วงปี 2552 โดยมีการเปิดคลิปประกอบ มีการแสดงภาพพฤติกรรมรุนแรงในช่วงการชุมนุม และได้เปรียบเทียบกับการชุมนุมของ กปปส.  จากนั้นกล่าวว่า ต้องการแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้อย่างคนจิตใจสูง มีคุณค่า รักแผ่นดิน ทำให้คนทั้งประเทศมีขวัญกำลังใจยืนเคียงข้างกับเรา จะยึดการต่อสู้แบบนี้จนวันสุดท้าย อย่าเปลี่ยนแปลง ต้องควบคุมอารมณ์ อย่าปล่อยสถานการณ์ชักนำ เพราะไม่ไว้ใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พวกนี้เป็นผู้ร้ายมืออาชีพ นั่งนิ่งๆอย่าลุกไปต่อสู้ ให้ทุกคนยืนหยัดไว้ เมื่อคนมาเป็นหลายล้าน ข้าราชการก็มาอยู่กับเรา รัฐบาลก็เป็นง่อยหมดท่า แห้งตายคาเก้าอี้ไป ขอให้ข้าราชการชวนกันมาร่วมกับเรา ปัญหาของประเทศจะยุติ จะร่วมกันสร้างรัฐบาลของประชาชน รอพี่น้องข้าราชการเท่านั้น ชัยชนะของเราอยู่ตรงนี้ สำหรับการเคลื่อนไหววันที่ 13 ม.ค.ขอย้ำว่าจะปิด 7 จุดตามที่ประกาศไว้ และจะไม่ปิดระบบขนส่งมวลชนและสนามบินเด็ดขาด

11 ม.ค. 2557 07:37 11 ม.ค. 2557 07:37 ไทยรัฐ