วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ประเทศไทย" ต้องเปลี่ยนแปลง

ไล่หลังกันมาติดๆ หลังจาก ป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหาอันเกี่ยวเนื่องมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. จำนวน 308 ส.ส.–ส.ว. เล็ดลอดไปได้ส่วนหนึ่ง ในจำนวนนั้นมีนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย ที่กลัวๆกันว่าจะต้องถูกพักงานก็รอดตัวไป

ท่ามกลางข้อกังขาว่าเหตุไฉนในเรื่องเดียวกันประเด็นเดียวกันที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ามีความผิดเพราะขัดรัฐธรรมนูญ

แต่ ป.ป.ช. ทำไมจึงแยกส่วนออกมาเป็นอย่างนี้

จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.190 ว่าด้วยการทำสัญญากับต่างประเทศขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งวิธีการดำเนินการและเนื้อหาสาระของกฎหมายมีผลให้อดีตประธานสภาฯ และประธานวุฒิสภากับ 381 ส.ส.-ส.ว. เจอเข้าไปอีกดอก

เพียงแต่นายกฯไม่มีชื่ออยู่ในจำนวน 381 คน จึงไม่เกี่ยวด้วย

แน่นอนว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ออกมาอย่างนี้ก็ต้องเข้ากระบวนการถอดถอนและต้องว่ากันด้วยคดีอาญาอีกด้วย

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อเกิดกระทำความผิดก็จะส่งผลอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ผลลวงที่เกิดขึ้นมานี้คงไปโทษใครไม่ได้นอกจากจะต้องโทษตัวเองเพราะคิดว่ามีอำนาจมีเสียงข้างมากจะทำอะไรได้ตามใจชอบอย่างเรื่องที่มา ส.ว. นั้น เจตนาจริงก็เพื่อเป็นการเสริมอำนาจให้กับตัวเองอันสอดรับกับ ส.ว.บางส่วน

หรือแม้แต่ ม.190 ที่ต้องการให้การทำสัญญากับต่างประเทศจะต้องผ่านความเห็นชอบของสภา ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่จะต้องผ่านการรับรองจากตัวสภา เพื่อป้องกันความผิดพลาดและไม่ให้รัฐบาลไปทำอะไรตามใจชอบหรือมีผลประโยชน์แอบแฝง

ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่า ด้วยให้มีองค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาล นักการเมือง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน

หากตั้งสติคิดกันให้ดีเสียก่อน ว่าการกระทำอย่างนั้นมันหมิ่นเหม่ต่อความผิดก็ไม่ควรจะทำเช่นนั้นก็จะไม่เกิดปัญหา

แต่เมื่อคิดว่ามีเสียงข้างมากไม่สนใจองค์กรอิสระ ไม่สนใจต่อความรู้สึกของประชาชน หนำซ้ำยังไม่ยอมรับคำตัดสินของกระบวนการยุติธรรมก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้

เห็นได้จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยนั้น เป็นตัวอย่างที่ดีที่ประชาชนออกมาคัดค้านต่อต้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย สุดท้ายก็ต้องถอยกราวรูดและบานปลายจนนำไปสู่สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องสำคัญก็คือการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเป็นมะเร็งร้ายที่ทำให้สังคมไทยเวลานี้เห็นพ้องกันว่าจะต้องขจัดให้หมดสิ้นไป แม้แต่นักธุรกิจยังยอมเปิดหน้าเปิดตัวอย่างไม่เกรงกลัวกัน แล้วมีแต่จะต้องผลักดันแก้ไขกันอย่างจริงจัง

การปฏิรูปประเทศในทุกเรื่องจึงมีความจำเป็นของสังคมไทย

วันนี้ประชาชนได้ตื่นตัวทางการเมือง รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และมีการยกระดับการต่อต้านอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม พวกเขาไม่ต้องการให้บ้านเมืองอยู่ในรูปแบบเก่าๆกันอีกแล้ว

แต่ต้องการความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่านี้ และแตะต้องได้ ไม่ใช่การปฏิรูปเพื่อให้เกิดการปฏิรูปวนเวียนกันไปอย่างที่ผ่านมา

เหล่านี้เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองเพียงไม่กี่คน นักธุรกิจการเมืองไม่กี่คน ครอบงำอย่างทุกวันนี้

นี่คือความจริงของประเทศไทยที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง.

 

“สายล่อฟ้า”

10 ม.ค. 2557 10:35 10 ม.ค. 2557 10:35 ไทยรัฐ