วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คิดถึง "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน" สุดหัวใจ

ช็อกกันไปทั้งโลก โดยเฉพาะแฟนบอลผีแดง เมื่อ “เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” ผู้กุมบังเหียนคุมทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มายาวนานที่สุด 26 ปีครึ่ง ประกาศวางมือจากวงการลูกหนัง ทันทีที่สิ้นสุดฤดูกาลแข่งขัน 2012-2013 เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เนื่องจากประสบปัญหาสุขภาพ และถูกบีบกลายๆจากเจ้าของสโมสรตระกูลเกลเซอร์ที่อยากได้คนหนุ่มไฟแรงกว่ามาปั้นทีมฟุตบอลให้ทันยุคทันสมัย แทนที่กุนซือเหลาเหย่

มาถึงวินาทีนี้คงไม่ต้องสาธยายให้อ่อนอกอ่อนใจว่า  แฟนบอลผีแดงจะปลื้มใครมากกว่ากัน ระหว่างคุณป๋าเก๋าประสบการณ์ วัย 72 ปี กับหนุ่มใหญ่ วัย 50 ปี เช่น “เดวิด มอยส์” ผู้จัดการทีมคนใหม่ของสโมสรแมนฯยู ซึ่งทำผลงานย่ำแย่ตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ต และยังคงเสมอต้นเสมอปลายนำความปราชัยมาให้โอลด์ แทรฟเฟิร์ด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษ คงไม่มีกุนซือคนใดจะประสบความสำเร็จเท่า “เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” กุนซือจอมเฮี้ยบผู้สามารถพาทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์มาครองกว่า 38 รายการ รวมถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 สมัย, คอมมิวนิตีชิลด์ 10 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2 สมัย, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย, ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ 1 สมัย, อินเตอร์คอนติ-เนนทอล คัพ 1 สมัย และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 1 สมัย อย่างไรก็ดี ผลงานฮอตสุดที่ส่งให้ “ท่านเซอร์” ขึ้นหิ้งกลายเป็นตำนานของวงการลูกหนังโลกคือ การนำทีมแมนฯยู คว้าทริปเปิลแชมป์มาครองได้สำเร็จ ในฤดูกาลแข่งขัน 1998-1999 กวาดหมดทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก

ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ท่านเซอร์” ทีมแมนฯยู ยังได้ปั้นซุปเปอร์ สตาร์ดาวเด่นประดับวงการลูกหนังโลกมากมายนับไม่ถ้วน ไล่ตั้งแต่ เอริค คันโตนา, ไรอัน กิกส์, เดวิด เบคแคม ไปจนถึง เวย์น รูนีย์ และคริสเตียโน โรนัลโด ต่างล้วนเป็นก้อนกรวดที่ได้รับการเจียระไนให้ฉายแสงเจิดจรัสด้วยฝีมือของป๋า

ย้อนประวัติชีวิตของ “เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” เกิดวันที่ 31 ธ.ค.1941 ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ พ่อเป็นคนงานในอุตสาหกรรมต่อเรือ “ท่านเซอร์” เรียนจบชั้นมัธยมปลาย จากนั้นเข้าสู่เส้นทางลูกหนัง โดยเริ่มจากการเป็นนักเตะสมัครเล่นทีมควีนส์ปาร์ค ขณะอายุ 16 ปี ระหว่างนั้นทำงานในอู่ซ่อมเรือด้วย  อาชีพนักเตะของ “ท่านเซอร์” ลุ่มๆดอนๆพอควร จากสโมสรควีนส์ปาร์ค ได้ย้ายไปอยู่กับทีมเซนต์ จอห์นสโตน ก่อนจะเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในตำแหน่งกองหน้า  เมื่อเข้าสังกัดทีมดันเฟิร์มลิน และขยับไปค้าแข้งกับทีมในดวงใจ “เรนเจอร์ส” แต่เพราะเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ในเกมสำคัญชิงชนะเลิศสกอตติช คัพ เมื่อปี 1969 ทำให้ป๋าตัดสินใจลาออกจากเรนเจอร์ส ระหว่างนั้นถูกทาบทามจากทีมใหญ่ “นอต-ติ้งแฮม ฟอเรสต์” แต่ป๋าเลือกเข้าสังกัดทีมฟัลเคิร์กของสกอตแลนด์แทน ที่นี่เองป๋าได้ชิมลางการเป็นโค้ชภาคสนามครั้งแรก ก่อนย้ายไปอยู่กับทีมอายร์ ยูไนเต็ด และตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 1974 เพื่อผันตัวเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลเต็มตัว ตอนอายุ 32 ปี ประเดิมทีมแรกด้วยอีสต์ สเตอร์ลิง-เชียร์ ตามมาด้วยการทำทีมให้เซนต์ เมียร์เรน 4 ปีเต็ม ก่อนโชว์ผลงานท็อปฟอร์ม ได้แจ้งเกิดจากการคุมทีมอะเบอร์ดีน ระหว่างปี 1978-1983 พาทีมคว้าแชมป์ลีก 3 สมัย, สกอตติช คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย และยูโรเปียน คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย

การเปิดศักราชใหม่ของอาชีพกุนซือเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “ท่านเซอร์” ข้ามห้วยจากสกอตแลนด์ มาเป็นผู้จัดการทีมแมนฯยู เจ้าถิ่นโอลด์ แทรฟเฟิร์ด เมื่อวันที่ 6 พ.ย.1986 แทนที่ “รอน แอตกินสัน” ตอนนั้นทีมแมนฯยู กำลังหล่นไปอยู่อันดับที่ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่นหนึ่ง ภารกิจหนักอึ้งจึงตกที่ป๋าเต็มๆ หน้าที่แรกคือการพาทีมหนีจากการตกชั้นให้ได้ ซึ่งป๋าก็ไม่สร้างความผิดหวัง เพราะสามารถพาทีมแมนฯยู ไปจบอันดับที่ 11 ก่อนจะมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างทีมแมนฯยู ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยจุดเปลี่ยนของทีมมาถึงในฤดูกาล 1989-1990 ของเอฟเอ คัพ เมื่อแมนฯยู สามารถคว้าแชมป์แรกในยุคของป๋ามาครองได้สำเร็จ ตามมาด้วยอีกสารพัดแชมป์ที่พาเหรดเข้ามาตอกย้ำความเจ๋งของกุนซือหนังเหนียว แม้แต่ถ้วยรางวัลแชมป์ลีก คัพ ซึ่งผูกขาดโดยทีมลิเวอร์พูลมานาน ก็ตกเป็นของทีมแมนฯยู ครั้งแรกในยุค “ท่านเซอร์” ยุคทองของทีมปีศาจแดงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวี่แววสิ้นสุดลง กระทั่ง “ท่านเซอร์” ประกาศช็อกแฟนทั่วโลก พร้อมกล่าวคำอำลาสุดซึ้งที่สนามโอลด์ แทรฟเฟิร์ด ด้วยความผูกพันมานาน ถึงแม้จะวางมือจากการเป็นผู้จัดการทีม แต่ป๋าก็ยังเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร และทูตประจำสโมสรแมนฯยู.

 

มิสแซฟไฟร์

10 ม.ค. 2557 09:38 10 ม.ค. 2557 09:38 ไทยรัฐ