วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ปะหยิ่นอูละหวิ่น" ดอกไม้...สายลม...ความรัก

โดย

บ้านพักสไตล์โคโลเนียลที่เป็นฐานบัญชาการสมัยอังกฤษปกครองเมย์เมียว.

ทริปตามรอย Burma Road ของ อยาไทย ทราเวล...ทริปนี้ไล่เลาะไต่ระดับน้ำทะเลไปตามเมืองต่างๆของรัฐฉาน เมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ อันซ่อนตัวอยู่ภายใต้อ้อมกอดของขุนเขา ท่ามกลางธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามเกินบรรยาย

เราอำลาเมือง “กะลอว์”  สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมียนมาร์ ด้วยการแวะไปกราบนมัสการพระ นี พยา หรือ Bamboo strip lacquer Buddha Image พระพุทธรูปที่ทำจากไม้ไผ่สาน ที่วัดพินมากอง ก่อนเดินทางสู่ ปะหยิ่นอู-ละหวิ่น ชื่อดั้งเดิมในภาษาพม่า ที่บางครั้งออกเสียงว่า “พิน อูล วิน”  ซึ่งน่าจะมาจากคำในภาษาอังกฤษที่เขียนว่า Pyin Oo Lwin เมืองเล็กๆที่อยู่ห่างมัณฑะเลย์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร คนทั่วไปรู้จักเมืองนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่า “เมย์เมียว” ซึ่งเป็นชื่อที่เปลี่ยนจากชื่อเดิมหลัง พันเอกเมย์ ฟลาวเวอร์  ผู้บัญชาการกองพลทหารราบอังกฤษ ได้รับแต่งตั้งให้มาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการใหญ่ในเมืองนี้ เมื่อประมาณปี ค.ศ.1896 สมัยที่พม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

รถวิ่งไปตามถนนสาย Burma Road ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงเมย์เมียว กลิ่นอายอังกฤษโชยแตะจมูก ทั้งบ้านเรือน อาคารที่ทำการไปรษณีย์ โรงเรียน ไปจนถึงโบสถ์สไตล์โคโลเนียล ที่ชาวอังกฤษสร้างไว้สมัยปกครองพม่าเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในเมืองโบราณที่ไหนสักแห่งในยุโรป ไม่ว่าจะตามตรอก ซอกซอย บ้านหลังเล็กหลังน้อยล้วนเป็นศิลปะอังกฤษผสมอินเดีย ที่มีเสน่ห์เย้ายวนให้เข้าไปค้นหาเรื่องราวแห่งอดีตของที่นี่อย่างไม่รั้งรอ

เสียงรถม้าวิ่งกุบกับ ...กุบกับ ขณะที่เราเดินข้ามถนนไปยัง พิน อูล วิน บาซาร์ หรือ ตลาดพิน อูล วิน เสน่ห์ของเมืองนี้อย่างหนึ่ง ก็น่าจะเป็นรถม้าสมัยศตวรรษที่ 17 ที่หน้าตาเหมือนรถม้าในเทพนิยายเจ้าชาย เจ้าหญิง...นี่ละ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 150 คัน ในเมือง สวนทางกับรถมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามประสาเมืองใหญ่ที่กำลังเติบโต

ขนาดท่องไว้ในใจว่าจะไม่ซื้อ ไม่ซื้อ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินไปหลายแสนจ๊าด ก็ผ้าปาเต๊ะสีสดงดงามที่เย้ายวนอยู่เบื้องหน้า ตามประสาคนชอบสะสมผ้า ใครจะอดใจไหวหนอ นี่ยังดีที่ระวัง ตัวทัน ไม่หยิบฉวยเอาเครื่องครัวโบราณสวยๆ

กับข้าวของเครื่องใช้สมัยสงครามโลกติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ของขึ้นชื่อของพิน อูล วิน อีกอย่างคือแยมสตรอว์เบอร์รี่สด เพราะที่นี่เป็นแหล่งปลูกสตรอว์-เบอร์รี่ที่ใหญ่ที่สุดของพม่า รวมทั้งดอกไม้สวยๆที่ขายในเมืองอื่นๆทั้งของรัฐฉานและในเมียนมาร์ ก็ ล้วนถูกส่งไปจากเมืองนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะดอกเบญจมาศสารพัดสีหลายสายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก

เรื่องดอกไม้นี้ ก็มีตำนานอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผู้พันเมย์รูปหล่อ ที่เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามของเมืองนี้เป็นชื่อตัวเองเสร็จสรรพ ว่ากันว่า ผู้พัน เมย์นั้นเป็นคนโรแมนติก แม้จะเป็นนายทหารแต่อีกใจก็พิสมัยความงามของดอกไม้ ถึงขนาดลงทุนเอาพันธุ์ไม้เมืองหนาวเข้ามาปลูกในพิน อูล วิน หน้าตาคล้ายดอกเบญจมาศ ชาวบ้านเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า ดอกเมย์เมียว

และอาจจะเพราะความที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปีของเมืองพิล อูน วิน ชาวอังกฤษสมัยอาณานิคมจึงนิยมมาตากอากาศที่เมืองนี้ ถือว่าเป็นสุดยอดของการพักผ่อนตากอากาศเลยทีเดียว ภายในเมืองมีสวน หรือที่คนอังกฤษเรียกว่า Park ชื่อว่า สวนพฤกษศาสตร์กันดอว์จี  (National Kandawgyi Botanical Gardens) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1915 โดยมีต้นแบบมาจาก สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens) หรือ สวนคิว (Kew Gardens) ในประเทศอังกฤษ เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมพันธุ์ไม้ไว้มากกว่า 500 สายพันธุ์ ทั้งต้นไม้จากต่างประเทศ กล้วยไม้พันธุ์พื้นเมือง ต้นไผ่ที่มีมากกว่า 75 สายพันธุ์ และกุหลาบมากกว่า 25 สายพันธุ์

 

ออกจากสวนพฤกษศาสตร์กันดอว์จี ยังพอมีเวลาก่อนที่จะถึงช่วงอาหารค่ำ จึงถือโอกาสเดินชมเมือง ใจกลางเมืองพิน อูล วิน มีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ หอนาฬิกาเพอร์เซลล์ทาวเวอร์ หอนาฬิกาแห่งนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2477 โดยบริษัทจอห์นสันและ Gillete จำกัด ของอังกฤษ เพื่อเฉลิมฉลองซิลเวอร์จูบิลีในรัชสมัยของกษัตริย์จอร์จ แห่งสหราชอาณาจักร ผู้คนในเมืองพิล อูล วิน มีลักษณะเด่นที่ต่างจากชาวไทยใหญ่และพม่า โดยเฉพาะหน้าตาที่ดูจะละม้ายคล้ายไปทางอินเดียเนปาล เสียมากกว่า สันนิษฐานกันว่า ในยุคที่อังกฤษเข้ามาปราบกบฏในพม่านั้นไม่ได้ใช้ทหารของอังกฤษ แต่ใช้ทหารอินเดีย และจ้างทหารกุรข่าจาก เนปาลมาอารักขาบรรดาข้าราชการ เจ้านายอังกฤษ กระทั่งอังกฤษให้เอกราชกับพม่า ในปี พ.ศ.2490 บรรดาทหารอินเดียที่มารบและทหารกรุข่าที่มาอารักขาเจ้านายไม่อยากกลับไปอินเดีย เนปาล จึงเลือกแต่งงานกับสาวพม่าและสาวไทยใหญ่ ตั้งรกรากปักหลักปักฐานอยู่เป็นชาวพม่า จึงทำให้ลูกหลานเมืองนี้ มีหน้าตาไปทางแขกอินเดีย จนเป็นที่มาของคำเปรียบเทียบว่า ผิวพม่า นัยน์ตาแขก

เราพักค้างคืนกันที่ Aureum Resort at Governor ’s House ที่นอกจากจะเป็นโรงแรมที่สวยงามแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์ศูนย์บัญชาการรบสมัยอังกฤษปกครองพม่า ที่เจ้าของโรงแรมสร้างขึ้นตามแบบเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารสไตล์โคโลเนียลหลังใหญ่ ภายในบ้าน ประกอบด้วย ห้องพัก ห้องจัดเลี้ยง สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ดูหรูหรามาก แถมยังมีหุ่นขี้ผึ้งของผู้บัญชาการรบแต่ละคน โดยเฉพาะหุ่นผู้พันเมย์ นั้น หลายคนบอกว่าหน้า เหมือนพระเอกพีท ทองเจือ ยังไงยังงั้น

ก่อนออกจากเมย์เมียว เราแวะที่ วัดมหาอ้านกานทู  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่คนไทยเรียกท่านว่า “พระทันใจ”   อีกรูปหนึ่งของพม่า ประวัติของพระองค์นี้ไม่ธรรมดา ว่ากันว่า บริษัทจากจีนจ้างให้ชาวพม่าแกะสลักพระจากหยกขาวเพื่อที่จะนำไปไว้ที่เมืองจีน แต่รถที่ขนส่งพระเกิดอุบัติเหตุตกเขาระหว่างทางในบริเวณดังกล่าว คนงานพยายามจะยกพระกลับขึ้นรถ ทั้งใช้คนใช้เครน ก็ยกไม่ขึ้น สุดท้ายจึงต้องสร้างวัดบริเวณนี้เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวองค์นี้ พร้อมกับตั้งชื่อว่า “มหาอันตูกานตาร์” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ ที่ให้ความร่ำรวย โชคดีแก่ผู้กราบไหว้”

กราบพระเป็นสิริมงคลกันแล้ว ก็ถึงเวลาโบกมือบ๊ายบาย “ปะหยิ่นอูละหวิ่น” เมืองแห่งดอกไม้ สายลม และ ความรัก....ไปตามหารักแท้ของเจ้าฟ้าจาแสงที่เมืองสีป้อกันต่อ...

 

 

10 ม.ค. 2557 09:17 ไทยรัฐ