วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปมปลดพระเทพเวที ผ่านมา 3 ปี เหลือไว้เพียงรอยแผลเป็นศาสนา

คำสั่งปลดพระผู้ใหญ่วัดดัง แบบฟ้าผ่าเปรี้ยง เนื่องจากปมประเด็นเรื่องผลประโยชน์ และฉาวโฉ่ถึงขั้นลือกันว่าพัวพันสีกานอกเหนือจากสมีคำ คงเป็นพระองค์ไหนไม่ได้ นอกจาก พระเทพเวที อดีตเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม เงียบหายไป ไทยรัฐออนไลน์จะพาย้อนไปถึงปมการสั่งปลดพระเทพเวทีเนื่องจากครบ 3 ปี กับคำสั่งปลดดังกล่า

ข่าวคาวของสมีคำ เพิ่งจะเงียบหายไปแวดวงพระสงฆ์บอบช้ำอย่างหนักที่ถูกบุคคลที่เป็นมารศาสนามาเกาะกินหาผลประโยชน์โดยใช้พระพุทธศาสนามาบังหน้า ซึ่งข่าวคราวพระสงฆ์เข้าไปพัวพันสีกา และแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนก็มีมาให้เห็นอยู่เนืองๆ อย่างกรณีพระเทพเวที (ยิ้ม ภัททธัมโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม หรือที่รู้จักกันว่า วัดสมเด็จย่า ผ่านมาแล้ว 3 ปี บางคนอาจจะลืมกับข่าวสะท้านวงการผ้าเหลืองนี้ไป ซึ่งไทยรัฐออนไลน์จะมาย้อนเหตุการณ์ร่ายเรียงเรื่องดังกล่าวว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่ง ต้นสายปลายเหตุนั้นก็เริ่มมาจากมีผู้เช่าที่วัดในย่านตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ ร้องเรียน พระเทพเวที ต่อพระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม และเจ้าคณะภาค 1 และร้องไปยังสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงครามและเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการขึ้นค่าเช่าอาคารของวัดที่ไม่เป็นธรรม


เจ้าคณะภาค 1 จึงทำการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และคณะกรรมการพบว่าพระเทพเวทีมีความผิดตามที่ถูกกล่าวอ้างจริง โดยให้บุคคลที่ไม่ใช่ไวยาวัจกร เข้ามามีอำนาจหน้าที่ดูแลเรื่องจัดการผลประโยชน์ของวัด โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวประกอบด้วย นายนินนาไท นิลเอสงฆ์ ที่เป็นบุคคลที่ถูกศาลฟ้องล้มละลาย นางอัญชนา กิล หรือ นางแขก ที่เป็นแขกซิกข์โอนสัญชาติ และถูกพระลูกวัดอ้างว่าเป็นสีกาคนสนิทที่อาจมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับพระเทพเวที และยังมอบอำนาจให้บริษัทคนใกล้ชิดดูแลเรื่องสัญญาเช่าอาคารที่ตลาดน้อยถึง 25 ปี คือบริษัท บี แอนด์ บี คอนซัลท์ตัลที่ปัจจุบันปิดตัวลง คณะกรรมการตรวจสอบจึงได้สรุปชี้มูลความผิดส่งให้เจ้าคณะภาค 1 เพื่อเสนอต่อมหาเถรสมาคม


เจ้าคณะภาค 1 ได้ทำการเรียกพระเทพเวทีมาให้ปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับการจัดประโยชน์อาคารบนที่ธรณีสงฆ์ของวัดแต่พระเทพเวทีกลับไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าคณะภาค 1 และทำการตรวจสอบที่ดินของวัดอนงคาราม ย่านลาดกระบัง หลังมีผู้ร้องเรียนว่ามีการขุดดินเพื่อประโยชน์ตนในที่ธรณีสงฆ์ของวัดอนงคาราม พบว่ามีการนำที่ดินที่ขุดได้ จากพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ไปขายจริง


จนวันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2554 ในที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1 / 2554 ได้มีการเสนอวาระจร ต่อสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ให้ปลดพระเทพเวที (ยิ้ม ภทฺรธมฺโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม เนื่องจากมีความผิดคือ 1. แต่งตั้งหรือใช้บุคคลให้ทำหน้าที่เช่นเดียวกับไวยาวัจกร 2. ให้การอันเป็นเท็จ และ 3. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ศาสนสมบัติวัดและขัดคำสั่งเจ้าคณะภาค 1 แต่มีเหตุควรปรานี เพราะเคยรับสนองงานการคณะสงฆ์ ในตำแหน่งเจ้าคณะเขตคลองสาน และรองเจ้าคณะภาค 1 อีกทั้งเป็นผู้ที่มีอายุกาลพรรษามาก จึงเสนอว่าพระเทพเวที เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม หย่อนความสามารถ จึงเสนอให้ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม ฐานหย่อนความสามารถ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เสนอ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.2554 เป็นต้นมา และยังมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของวัดอนงคารมไว้ตรวจสอบโดยห้ามมิให้ผู้ใดโยกย้ายทรัพย์สินเป็นเด็ดขาด ประชาชนที่อยู่ในย่านใกล้เคียงวัดรวมตัวกันขับไล่หน้ากุฏิ รวมถึงพระลูกวัดที่ไม่พอใจพฤติกรรมของพระเทพเวที จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บุปผาราม ต้องมาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย สถานการณ์ในขณะนั้นวัดสมเด็จย่าบรรยากาศก็อึมครึม จากที่ผู้คนไม่ค่อยเข้ามา เหตุการณ์นี้เหมือนเป็นระเบิดเวลาที่ระเบิดขึ้นมาแล้วรอสงบ

วันที่ 18 ม.ค. พระราชปัญญารังษี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ในฐานะเจ้าคณะเขตคลองสาน เดินทางมาที่กุฏิพระเทพเวที พร้อมพระบัญชาสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น ที่ให้พระเทพเวทีพ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส นำมาให้พระเทพเวทีลงลายมือรับทราบพระบัญชา ใช้เวลาประมาณ 15 นาที พร้อมแจ้งพระภิกษุสามเณรในวัดว่าให้มาพร้อมเพรียงกันที่พระอุโบสถ เวลา 18.00 น.เย็นวันเดียวกัน เพื่อร่วมพิธีมอบพระบัญชาแต่งตั้งผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดอนงคารามให้กับพระราชปัญญามุนี (ขิม อิสฺสรธมฺโม ป.ธ.5) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม และ ผอ.ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หลังจากนั้นพระเทพเวทีก็ได้เก็บตัวเงียบภายในกุฏิ เจ้าตัวก็ยืนยันจะอุทธรณ์โดยได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคนสนิท อย่างสีกา นางแขก ก็ปิดบ้านเงียบไร้ร่องรอย รวมถึงบริษัทที่รับดูทรัพย์สินของทางวัดที่เรียกเก็บค่าเช่าอาคารพาณิชย์จนคนเช่าโวยรวมตัวกันขับไล่ปิดบริษัทหนีความผิดไป

หลังจากทุกอย่างกระจ่างชัดแจ้งแล้ว พระเทพเวทีก็ยังไม่วายจบยืนยันว่าการกระทำของตนเองเป็นไปโดยความบริสุทธิ์ใจและทำการยื่นอุทธรณ์คำสั่งถึงคณะกรรมการที่ตรวจสอบ แต่ก็เหมือนหลักฐานพยาน และพฤติกรรมเป็นที่ปรากฏแจ้งชัดเจนแล้วอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้ถูกรับการพิจารณา วันเวลาผ่านไปจนวันนี้พระเทพเวทียังคงจำพรรษาอยู่ที่วัดอนงคารามเหมือนเดิม และมีลูกศิษย์ที่ยังเคารพอยู่เข้าแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนดูแลแม้ว่าเนื่องจากชราภาพมากและมีโรคประจำตัว

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา กล่าวยืนยันว่า ในขณะนั้นอุทธรณ์ของพระเทพเวทีทางเถรสมาคมไม่ได้เอามาพิจารณาเพราะถือว่าคำสั่งถึงที่สุดแล้ว และพอมีคำสั่งปลดออกจากเจ้าอาวาส พระเทพเวทีก็ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดอื่นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะขอย้ายกลับมาจำพรรษาที่วัดอนงคารามเหมือนเดิม ทั้งนี้วัดอนงคารามก็กลับมามีพุทธศาสนิกชนเข้ามาแวะเวียนทำบุญกันมากขึ้นพระลูกวัดสมัครสมานสามัคคีภายใต้การดูแลของพระปัญญามุนีเจ้าอาวาสคนปัจจุบัน ส่วนพระเทพเวทีกลับมาจำพรรษาที่วัดอนงคารามนั้นก็เป็นไปตามที่ท่านเคยประกาศผ่านสื่อไว้เมื่อ 3 ปี

ว่า  “จะขอตายที่วัดนี้”

คำสั่งปลดพระผู้ใหญ่วัดดัง แบบฟ้าผ่าเปรี้ยง เนื่องจากปมประเด็นเรื่องผลประโยชน์ และฉาวโฉ่ถึงขั้นลือกันว่าพัวพันสีกานอกเหนือจากสมีคำ คงเป็นพระองค์ไหนไม่ได้ นอกจาก พระเทพเวที อดีตเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม เงียบหายไป ไทยรัฐออนไลน์จะพาย้อนไปถึงปมการสั่งปลดพระเทพเวทีเนื่องจากครบ 3 ปี กับคำสั่งปลดดังกล่าว 9 ม.ค. 2557 13:43