วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แก้ ม.190 ศาลฟันเปรี้ยง ขัดรธน.

กระบวนการไม่ชอบ ทำลายระบบถ่วงดุล ทอนอำนาจฝายนิติฯ

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณี ส.ส.-ส.ว. 383 คน แก้ไข รธน. มาตรา  190 ชี้กระบวนการพิจารณาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งรวบรัดปิดการอภิปรายและการนับเวลาแปรญัตติ ย้อนหลัง  ส่วนเนื้อหาที่แก้ไขก็เป็นการลดทอนอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ อีกทั้งเป็นการทำลายระบบถ่วงดุล พรรคเพื่อไทยโวย ป.ป.ช.รวบรัดแจ้งข้อกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ชาติไทยพัฒนาสำทับเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ “มาร์ค” ข้องใจอีก 73 คน ทำไมรอดคดี ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องเด็ก พท.29 คน ที่ชวดลงสมัครเลือกตั้ง โยนเป็นเขตอำนาจศาลฎีกา ส่วนผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ถูกเพิกถอนสิทธิดาหน้าจวก กกต. ยืนยันมีคุณสมบัติครบถ้วน

ท่ามกลางสถานการณ์ล่อแหลมของขั้วอำนาจฝ่ายรัฐบาล ไม่เพียงไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ หนำซ้ำยังโดน ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาอดีต ส.ส. และ ส.ว. 308 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า กระบวนการและเนื้อหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา

ศาล รธน.ไต่สวนคดีกู้เงิน 2 ล้านล้าน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ม.ค. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่าร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะไต่สวนพยานที่รู้เห็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ และนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ซึ่งองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญมอบให้นายเฉลิมพล เอกอุรุ และนายบุญส่ง กุลบุปผา เป็นผู้ดำเนินการไต่สวนพยาน ขณะที่นายเฉลิมพลกล่าวว่า การไต่สวนจะพิจารณาแยกออกเป็น 2 ประเด็นคือ กระบวนตรากฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเนื้อหาของร่างกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

“รังสิมา” ซัด “นริศร” กดบัตรแทนเพื่อน

จากนั้น น.ส.รังสิมาขึ้นเบิกความพร้อมขอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเปิดคลิปวีดิโอที่นำมาประกอบการพิจารณาว่า คลิปวีดิโอนี้เกิดขึ้นวันที่ 20 ก.ย.56 ระหว่างการพิจารณามาตรา 6 และ 20 วาระ 2 ขอยืนยันคนในภาพเป็นนายนริศร เพราะรู้จักมาตั้งแต่เป็น ส.ส. สมัยแรก มีความสนิทสนมกัน เห็นแค่ข้างหลังก็จำหน้าได้

ขณะที่นายนริศรกล่าวว่า เป็นบุคคลในคลิปวีดิโอจริง เนื่องจากมีบัตรสำรองหลายใบ ชอบทำบัตรหายบ่อย ที่ผ่านมาก็ชอบเสียบบัตรแสดงพฤติกรรมเช่นนี้เป็นประจำ ทำมาเป็น 10 ปี ในภาพวีดิโอวันนั้นกำลังอยู่ระหว่างการแสดงตนและลงมติ แต่เรื่องอะไรตนจำไม่ได้ อาจจะมีคนอื่นทำแบบตน แต่ไม่มีการถ่ายคลิปวีดิโอไว้

สำหรับการไต่สวนในช่วงบ่าย มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.คลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม และ น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ชี้แจงถึงกระบวนการและวิธีการในการกู้เงิน ทั้งนี้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนครั้งต่อไปวันที่ 15 ม.ค.
อ่านคำวินิจฉัยคำร้องแก้ ม.190

ต่อมาเวลา 16.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภารวม 383 คน ร่วมกันดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่จำกัดอำนาจรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศของฝ่ายบริหาร เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ โดยองค์คณะตุลาการมอบหมายให้นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย

นายทวีเกียรติกล่าวว่า  คดีนี้ผู้ร้องได้ใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องได้ โดยมีประเด็นวินิจฉัย 2 ประเด็นคือ 1.กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ 2.การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่

ชี้รีบปิดอภิปรายไม่ฟังเสียงข้างน้อย

นายทวีเกียรติกล่าวว่า  กระบวนการพิจารณารัฐธรรมนูญดังกล่าว มีการปิดอภิปรายในวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ทั้งที่การประชุมอภิปรายยังเหลือเวลาอภิปรายกว่า 8 ชั่วโมง จาก 38 ชั่วโมงตามที่วิป 3 ฝ่ายตกลงกันไว้ แม้มีผู้ทักท้วง แต่ประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดการอภิปราย และให้ลงมติรับหลักการ ส่วนการกำหนดกรอบเวลาแปรญัตติ ประธานในที่ประชุมกำหนดกรอบเวลาในการแปรญัตติเพียง 15 วัน ทั้งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เป็นเรื่องสำคัญ  มีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การพิจารณาต้องทำด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส มิใช่จะแก้เพื่อประโยชน์ของฝ่ายบริหารได้นำไปใช้โดยปราศจากการให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นที่หลาก หลาย หากการพิจารณาไม่ฟังเสียงข้างน้อย ไม่เคารพต่อเสียงข้างน้อย ย่อมเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก แม้เสียงข้างมากมีสิทธิลงมติปิดการอภิปราย แต่ต้องไม่ไปตัดสิทธิการทำหน้าที่ของสมาชิก การรวบรัดปิดการอภิปรายและปิดประชุมจึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ศาลจึงเห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

ลักไก่นับเวลาแปรญัตติย้อนหลัง

นายทวีเกียรติกล่าวว่า ส่วนการกำหนดกรอบเวลาในการแปรญัตติถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ต้องมีเวลาให้สมาชิกที่ประสงค์จะแปรญัตติได้ใช้เอกสิทธิ์ในการแปรญัตติ การนับเวลาแปรญัตติไม่อาจนับย้อนหลังได้ แต่ต้องนับตั้งแต่วันที่มีมติรับหลักการในวาระ การที่คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนับเวลาย้อนหลังไปจึงขัดต่อข้อบังคับการประชุม และเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

แก้เนื้อหาลดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ

ด้านนายจรัญกล่าวว่า สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาที่ไม่มีในร่างที่ผ่านการพิจารณาในวาระแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอำนาจในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจที่ ครม.ใช้อำนาจนี้แทนพระมหากษัตริย์ จึงต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การแก้ไขเนื้อหาที่ไม่มีในร่างที่ผ่านการพิจารณาในวาระ 1 อาจมีการนำหนังสือสัญญาฯไป ตีความอย่างจำกัดความ ถือเป็นการลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐสภาให้ลดน้อยลง แต่เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐมนตรีมากขึ้น การกระทำดังกล่าวยังกระทบต่อหลักเกณฑ์แบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถือเป็นการให้อำนาจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ตรวจสอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศก่อนจะไปลงนามกับต่างประเทศ

ระบุทำลายระบบถ่วงดุล

นายจรัญกล่าวว่า  การที่ผู้ถูกร้องร่วมกันแก้ไขถ้อยคำโดยตัดข้อความว่า “หนังสือสัญญา” ออกไป โดยให้เหตุผลว่าการที่รัฐธรรมนูญมาตรา 190 กำหนดให้รัฐสภาเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่ทำให้การเจรจามีความล่าช้านั้น ปราศจากน้ำหนักและไม่อาจนำมาอ้างได้ เพราะเคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาไว้แล้ว การที่ผู้ถูกร้องได้แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาในประเด็นนี้ จึงเป็นการลดทอนอำนาจของรัฐสภา และเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารในการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ เป็นการทำลายดุลยภาพในการตรวจสอบถ่วงดุล การกระทำดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

ฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรคหนึ่ง

นายจรัญกล่าวว่า การที่ผู้ถูกร้องตัดเนื้อหาในบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และถือเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกต่อกลุ่มบุคคลโดยไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิในการเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ดังนั้น ศาลมีมติเสียงข้างมากว่าการพิจารณาและลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีกระบวนการในการพิจารณามิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกระบวนการของรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนการแก้ไขโดยตัดเนื้อหาสำคัญเป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลหรือคณะบุคคลได้อำนาจในการปกครองประเทศมาโดยไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3, 4, 5, 87 และ
มาตรา 122 รวมทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง

พท.โวย ป.ป.ช.รวบรัดแจ้งข้อหา

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณี ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาอดีต ส.ส.และ ส.ว. 308 คน ที่ร่วมเสนอร่างและลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ว่า การใช้สิทธิของสมาชิกรัฐสภาเป็นไปโดยสุจริต แต่เมื่อ ป.ป.ช.นัดให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 15-17 ม.ค. พวกตนจะเดินทางไปพบ แต่ขอถาม ป.ป.ช.ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ทำไมจึงเร่งดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว มีนัยการเมืองหรือไม่ หากเปรียบกับคดีที่ ป.ป.ช.รับเรื่องและตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนก่อนหน้านี้ทั้งคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กรณีการสั่งสลายการชุมนุมปี 53 และคดีต่างๆของพรรคประชาธิปัตย์ รวม 13 เรื่อง ป.ป.ช.กลับไม่เร่งดำเนินการและแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งที่เวลาผ่านมา 3 ปี

“โภคิน” เหน็บศาล รธน.ต้นเหตุ

นายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า สิทธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ปี 2475 สามารถแก้ไขได้ทุกประเด็น จนรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้มีข้อห้ามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ 2 เรื่อง คือ 1. ห้ามแก้ไขรูปแบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2. เรื่องรูปของรัฐที่ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ดังนั้นในส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง และ ส.ว.ชุดเก่าสามารถลงรับสมัครได้อีกครั้ง จึงไม่เข้าข่ายข้อห้ามดังกล่าว เหตุใดจึงถูกตัดสินว่าการแก้ไขครั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีการวิจารณ์กันว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่บนตัวบทของรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมา ส.ส.และ ส.ว.แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังถูกชี้ว่าทำขัดกฎหมาย เข้าข่ายมาตรา 68 ต่างจากกรณีที่มีคนไปร้องว่ากลุ่ม กปปส.เคลื่อนไหวยึดกระทรวงต่างๆ เข้าข่ายมาตรา 68 ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ และไม่ได้ไต่สวนเลย “ไม่ว่าองค์กรใดหากทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ความขัดแย้งก็จะไม่บานปลาย แต่หากทำให้ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อาจจะถูกมองว่าไม่เป็นกลาง คนจะไม่เชื่อถือ ยิ่งเพิ่มพูนความขัดแย้ง”

ชทพ.แขวะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์

นายเกษม สรศักดิ์เกษม ประธานคณะกรรมการกฎหมายและกิจการรัฐสภา พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ต้องรอดูข้อกล่าวหาที่ ป.ป.ช.แจ้งมาอย่างเป็นทางการก่อน หากเป็นการกระทำผิดฐานยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ บทลงโทษคือการยื่นถอดถอน แต่ขณะนี้ ส.ส.พ้นตำแหน่งไปแล้วถือว่ายุติ ส่วนกรณีความผิดทางอาญาทั้งเรื่องการปลอมเอกสาร หรือใช้เอกสารปลอม คงต้องนำไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทางพรรคพร้อมชี้แจงและต่อสู้คดี ไม่หนักใจ อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารปลอม จะต้องมีการไต่สวน และใครจะเป็นคนชี้ โดยเฉพาะเอกสารที่ใช้ในรัฐสภาถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นเอกสารปลอมประเทศก็อยู่ไม่ได้ “ผู้ที่ใช้กฎหมายจะต้องตั้งสติให้หนัก อย่าไปซ้ำเติมวิกฤติสถานการณ์ให้หนักกว่านี้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสถานะสำคัญอย่าไปพูดในเชิงชี้นำ เพราะจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ แล้วไปขยายผลเพื่อประโยชน์ตัวเอง”

“มาร์ค” ข้องใจ 73 คน รอดคดี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่ ป.ป.ช.แยกพิจารณาก่อนวินิจฉัยว่าสมาชิกรัฐสภากระทำผิด 308 คน และอีก 73 คน ไม่ผิด ซึ่งตนมองว่าการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ หรือเข้าข่ายผิดมาตรา 68 ในครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้ว และมีผลผูกมัดทุกองค์กร ผู้ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นคือผู้เสนอและผู้ลงมติ โดยจะฟ้องร้องผู้ลงมติไม่ได้ในกรณีคดีอาญา เพราะเป็นการคุ้มครองการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน แต่กรณีที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ควรจะเข้าสู่กระบวนการการถอดถอนได้ เพราะผู้ที่ลงมติโดยเฉพาะในวาระ 3 รู้ล่วงหน้าแล้วว่าไม่ชอบ แต่ยังตัดสินใจที่จะลงมติสนับสนุน เท่ากับการจงใจฝ่าฝืน อย่างไรก็ตาม เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มาเช่นนี้ก็ต้องเคารพ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามในวันข้างหน้าว่าการที่ ส.ส.หรือ ส.ว.ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในทางที่ไม่สุจริต กลับได้รับการคุ้มครอง

“ศุภชัย” โชว์หลักฐานหักล้าง กกต.

ทางด้านปัญหาในการสมัครเลือกตั้ง ส.ส. นาย ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูก กกต.ถอดถอนสิทธิการเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวพร้อมแสดงเอกสารยืนยันจากนายวีระ ยี่แพร ผอ.กกต.กรุงเทพมหานคร แจ้งผลการตรวจสอบการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของนายศุภชัย โดยทำเป็นหนังสือที่ ลต (กทม.) 0702/60 ลงวันที่ 8 ม.ค.57 ยืนยันการไปใช้สิทธิล่วงหน้าของนายศุภชัยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 54 โดยนายศุภชัย กล่าวว่า เอกสารเหล่านี้อยู่ในความครอบครองของ กกต. ถ้าดำเนินการอย่างรอบคอบ เรื่องทั้งหมดจะยุติอยู่ที่ท่าน ตนไม่จำเป็นต้องไปร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอคืนสิทธิการลงสมัคร ส่วนของผู้สมัคร ส.ส.อีก 6 คนของพรรคที่ถูกตัดสิทธิการรับสมัคร ก็มีหลักฐานยืนยันจาก กกต.แล้วเช่นกันว่าได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

เพื่อไทยอัดซ้ำมือใหม่หัดขับ

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี กกต.ถอนสิทธิการเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย 4 คนว่า ก่อนพรรคส่งรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครอย่างชัดเจนว่ามีสิทธิลงสมัครถูกต้อง จึงขอปฏิเสธกรณีที่ กกต.ตัดสิทธิการเป็นผู้สมัคร หลังจากนี้จะยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาต่อไป ขอแนะนำให้ กกต.ทบทวนมติดังกล่าว เพราะคนที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. แต่เมื่อมีการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วไปใช้สิทธิ ถือว่าได้สิทธิลงสมัคร ส.ส.กลับคืน กกต.อาจจะเป็นมือใหม่หัดขับ แต่อยากให้ขับแข็งๆหน่อย หากขับไม่ดีอาจพากันตกเหวหมด

พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยืนยันได้ไปใช้สิทธิ เลือกตั้งมาตลอด หลังทราบเรื่องก็เดินทางไปขอหนังสือรับรองจาก กกต.นนทบุรี เพื่อยืนยันว่าได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ส.ส.ครั้งก่อน การที่ กกต.มีมติดังกล่าวออกมาจึงเป็นการกระทำที่หละหลวม

ขณะที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มติดังกล่าวทำให้ตนเสียหาย เพราะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้น อยากให้ กกต.ใช้ความรอบคอบตรวจสอบ

บี้เอาผิดม็อบขวางสมัครเลือกตั้ง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. เชิญชวนคนออกมาร่วมปิด กทม. และนำป้ายปฏิรูปของนายสุเทพปิดทับป้ายหาเสียงของผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.พรรคต่างๆว่า เป็นการกระทำที่เหิมเกริม เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งชัดเจน กกต.ต้องเอาผิดบุคคลที่กระทำการดังกล่าว รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาให้ผู้สมัครที่เสียสิทธิในการรับสมัครเลือกตั้ง 29 เขต และเอาผิดผู้ขัดขวางการรับสมัคร หาก กกต.ไม่รีบดำเนินการแก้ปัญหา ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะยื่นเอาผิดกับ กกต.ต่อไป

เผยศาลปกครองไม่รับฟ้อง 29 พท.

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้รับมอบอำนาจจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย 29 คนที่ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ใน 29 เขตเลือกตั้งของ 8 จังหวัดภาคใต้ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้มีคำสั่งให้ กกต.เปิดรับสมัคร ส.ส.ในพื้นที่ดังกล่าว และให้สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 01.00 น. ได้รับแจ้งคำสั่งจากศาลปกครองสูงสุดว่า ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล พร้อมให้เหตุผลว่ากฎหมายเขียนให้บรรดาคดีที่เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งอยู่ในอำนาจของศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้ง 29 คนได้หารือกันก่อนแล้วว่า หากศาลปกครองมีคำสั่งในลักษณะนี้ก็จะไปยื่นต่อศาลฎีกา แต่คงต้องคุยกันอีกครั้งว่าจะยื่นให้พิจารณาในประเด็นผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้งไม่ประกาศชื่อให้เป็นผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือยื่นขอให้ศาลพิจารณาเอกสารแจ้งความที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยไปยื่นสมัครแล้วเข้าสมัครไม่ได้นั้นถือเป็นเสมือนหลักฐานที่ยื่นสมัครต่อผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้ง และขอให้ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้งพิจารณาให้ผู้สมัคร ซึ่งกรณีนี้มีปัญหานี้มากเพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และกฎหมายไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน

กกต.ย้ำชวนสมัครให้ยื่นร้องศาลฎีกา

นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าในการประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขตว่า เป็นอำนาจโดยตรงของ กกต.เขตที่จะประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยไม่ต้องแจ้งต่อ กกต.กลางตามกฎหมายจะประกาศหลัง
จากเสร็จสิ้นการรับสมัครภายใน 7 วัน จะครบตามกำหนดวันที่ 8 ม.ค.นี้ หากผู้ใดไม่มีชื่อในใบประกาศให้เป็นผู้รับสมัคร สามารถยื่นร้องต่อศาลฎีกาภายใน 7 วัน ตามกระบวนการปกติ ผู้สื่อข่าวถามถึงความห่วงกังวลเรื่องหน่วยเลือกตั้งและคูหาเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. นายธนิศร์กล่าวว่า เรากังวลทุกเรื่อง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นปกติ แต่ยืนยันจะทำหน้าที่อย่างสุจริต ปฏิบัติตามกรอบของหน้าที่ ส่วนมาตรการสำรองเพื่อรองรับปัญหาแต่ละเรื่องก็ได้คิดๆกันไว้บ้างแต่ยังไม่ชัดเจน สำหรับสถานที่ทำงานสำรองของ กกต.ตอนนี้ยังไม่ได้คิด หากทำงานได้ก็ทำที่เดิม หากไม่ได้ ฝ่ายบริหารคงจะพิจารณากันต่อไป

นศ.จุดเทียนหนุนเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 19.00 น. ที่สะพานแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อ.เมืองนครปฐม กลุ่มนักศึกษาผู้เชื่อมั่นศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย สนับสนุนการเลือกตั้ง และไม่เห็นด้วยกับการชัตดาวน์กรุงเทพฯ นำโดย น.ส.วรางคณา อุ้ยนอก นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะอักษรศาสตร์ และนายคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ เชิญชวนชาวนักศึกษาศิลปากรหลายคณะ และชาวนครปฐมมาจุดเทียนแสดงจุดยืนร่วมกัน แต่ละคนนำกระดาษขาวมีข้อความเขียนว่า RESPECT MY VOTE และข้อความภาษาไทย “โปรดเคารพสิทธิ์ของประชาชนอย่างพวกเรา ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง” มาด้วย

ขณะเดียวกัน ที่ตลาดจำหน่ายอาหารบริโภค ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) กลุ่มนิสิตนักศึกษาในนามสภานิสิตมหาวิทยาลัย นำโดยนายนันทพงษ์ บูรณ์พงษ์ ประธานสภานิสิตฯ ได้นำวงดนตรีเพื่อชีวิตออกมาเล่นเชิญชวนเพื่อนนักศึกษาเข้าร่วมปกป้องประชาธิปไตย พร้อมออกแถลงการณ์เรียกร้อง 3 ประการ 1.ขอเรียกร้องให้ยุติการชุมนุมที่จะสร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง 2.ขอต่อต้านรัฐประหารและอำนาจนอกระบบทุกรูปแบบ 3.ขอเรียกร้องให้มีการเดินหน้าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. จากนั้นเชิญเพื่อนนักศึกษาร่วมลงนามและเขียนความเห็นลงใส่ผ้าผืนใหญ่ และยืนรวมเป็นแถวในรูปของสัญลักษณ์ เสรีภาพ จุดเทียน ยุติความรุนแรง เดินหน้าเลือกตั้ง

ปชป.อัด “กิตติรัตน์” โกหกชาวนา

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุไม่สามารถจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวได้ เพราะมีผู้ชุมนุมปิดกระทรวงการคลังว่า ถือเป็นตลกร้ายระดับโลกที่ไร้ความสำนึก เพราะผู้ที่จ่ายเงินให้กับชาวนาคือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่ใช่กระทรวงการคลัง และเป็นการบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง การพูดเช่นนี้ถือเป็นการดูถูกชาวนาว่าไม่มีความรู้ จะหลอกอะไรก็เชื่อ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองอยู่ในจุดที่ตกต่ำสุดขีด โกหกประชาชนโดยไม่รับผิดชอบ

จัดเสวนาปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ

นายชวนนท์กล่าวถึงกรณีที่มีบุคคลเข้ามาเป่านกหวีดป่วนงานเปิดพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศของพรรคว่า ขอฝากไปยังผู้ที่เห็นต่างกับพรรคขอให้เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน  และไม่ควรให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้อีก เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ป่วนเวทีของพรรคแล้ว กลับมีทีวีช่องหนึ่งไปสัมภาษณ์บุคคลนี้และมีการกล่าวถึงเฟซบุ๊กของบุคคลดังกล่าวด้วย สงสัยว่ามีการจัดตั้งเป็นกระบวนการเพื่อเป็นข่าวหรือไม่  ถ้ารัฐบาลรู้เห็นเป็นใจก็ขอให้หยุดการกระทำในลักษณะข่มขู่คุกคาม ถึงอย่างไรรัฐบาลก็ปิดปากล้างสมองประชาชนไม่สำเร็จ เพราะวันนี้สังคมตื่นแล้ว ไม่ยอมให้ใครหลอกง่ายๆ พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อ สัปดาห์หน้าจะจัดวงเสวนาปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ สังคม และกระบวนการเลือกตั้งกับภาคธุรกิจเอกชนและนักวิชาการ การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเช่น การจัดเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ทำให้สังคมมีความเท่าเทียมกัน

“วราเทพ” จวก “มาร์ค” สร้างภาพ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศนั้น ขอถามนายอภิสิทธิ์ว่าช่วงเวลา 2 ปี 7 เดือน ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มีการตั้งคณะกรรมการต่างๆ มาดำเนินการปฏิรูปหลายเรื่อง อาทิ คณะกรรมการปฏิรูป มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน รวมใช้เงินถึง 1,187 ล้านบาท แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า แต่ขณะนี้กลับออกมาระบุให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง จึงมองว่าเป็นข้ออ้างบังหน้า และประดิษฐ์วาทกรรมเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หากต้องการปฏิรูปจริงทำไมจึงบอยคอตการเลือกตั้ง

นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า การออกมาเปิดพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทยของนายอภิสิทธิ์เป็นการสร้างภาพ สร้างประเด็นทางการเมือง ต้องถามว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมา 2 ปีกว่า ทำไมไม่ทำ นายอภิสิทธิ์รู้ดีว่าการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้สำเร็จได้ทันที ต้องมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งก่อน ดังนั้นแค่เริ่มต้นก็ผิดแล้วที่จะปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ซ้ำยังบอยคอตเลือกตั้งอีก

แห่อวยพรวันเกิด “ยุทธศักดิ์” 77 ปี

ที่บ้านสวนสุโขทัย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม เปิดบ้านให้ข้าราชการทหาร ตำรวจ ประชาชน คนในแวดวงกีฬา เข้าอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 77 ปี โดยมี พล.อ.วิทวัส รชตะนันท์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อัครเดช ศศิประภา อดีตรอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และผู้แทนเหล่าทัพ รวมทั้ง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม โดย พล.อ.ยุทธศักดิ์เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 77 ปี รู้สึกปลาบปลื้มและดีใจเป็นที่สุด เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า สิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงพระกรุณาให้ตนได้เข้าเฝ้า และพระราชทานเลี้ยงเป็นการส่วนพระองค์ ก่อนที่จะทรงมอบเค้กและประทานพรให้ทำงานให้ประสบความสำเร็จ ถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้วในชีวิต เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากกว่าสิ่งใดๆ สำหรับวันเกิดนั้นไม่ขออะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ไม่อยากให้มีสถานการณ์ในประเทศมากไปกว่านี้ อยากให้หันหน้าพูดกันจะทางเปิดหรือทางลับก็ได้ เพื่อให้ประเทศชาติอยู่ได้

9 ม.ค. 2557 07:32 ไทยรัฐ