วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จัดทัพ96กองร้อย ปูสั่งเข้ม รับเทือกชัตดาวน์

ใช้ทหารกับตำรวจปฏิบัติร่วมกัน 20สถานทูตผวาเร่งฝายไทยดูแล สุเทพยึดแยกปทุมวันบัญชาการ

ศอ.รส.ถกแผนปฏิบัติการรับมือชัตดาวน์ กรุงเทพฯ วันที่ 13 ม.ค. เตรียมระดมกำลังตำรวจ ทหาร 96 กองร้อย รักษาความสงบเมืองกรุง ผวามีเหตุแทรกซ้อนนำไปสู่ความรุนแรง กระทรวงการต่างประเทศ เรียกคณะทูตแจงสถานการณ์ชุมนุมใหญ่ เผยทูตห่วงผลกระทบพิษม็อบกระทบการทำงาน “เหลิม” หน้าเจื่อน เจอลูบคมเป่านกหวีดใส่และตะโกนต่อว่ากลางกระทรวงแรงงาน “จารุพงศ์” สั่งผู้ว่าฯคาดโทษหนักกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแต่งเครื่องแบบขึ้นเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไล่รัฐบาล โวยทำภาพพจน์องค์กรเสื่อมเสีย ผู้ว่าฯชุมพรเด้งรับทันควัน สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที “สุเทพ” จ่อรื้อเวทีราชดำเนิน เบนเข็มปักหลักยึดแยกปทุมวันเป็นศูนย์การชุมนุมแทน หนักใจจุดล่อแหลม 2 เวที “ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ-ห้าแยกลาดพร้าว” เสี่ยงความรุนแรง ศอ.รส.ยังคงเรียกประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนรับมือแผนปฏิบัติการชัตดาวน์ กทม.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ที่จะตั้งเวที 7 จุด ปิดถนนตามสี่แยกสำคัญของ กทม.ในวันที่ 13 ม.ค.โดยเตรียมสั่งระดมทหารและตำรวจ 96 กองร้อย เตรียมการรับมือ

นักธุรกิจพบ “ปู” ผวาเศรษฐกิจพัง

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางมาร่วมประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เพื่อรับทราบการประเมินสถานการณ์การรับมือชุมนุมใหญ่ กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค. มีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ก่อนการประชุม ตัวแทนภาคเอกชน นักธุรกิจเข้าอวยพรในวันปีใหม่ และรับทราบแนวทางรัฐบาลในการรับมือชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค. เพราะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

ผวาภัยแทรกซ้อนชนวนรุนแรง

ภายหลังการประชุม พล.ท.ภราดรกล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ของ ศอ.รส.ได้กำชับให้ระวังภัยแทรกซ้อนที่นำไปสู่ความรุนแรง เนื่องจากการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค.ไม่ได้มีเพียง กปปส.เพียงกลุ่มเดียว ขณะที่นายกฯเน้นย้ำระมัดระวัง และเร่งให้ทุกฝ่ายชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านทุกช่องทางทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สั่งกระทรวงคมนาคมวางแผนอำนวยความสะดวกการจราจรในวันดังกล่าว ส่วนการชี้แจงทางการเมืองเป็นหน้าที่ของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรง-ไพศาล มีนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายก-รัฐมนตรี และกระทรวงไอซีที ประสานเชื่อมฝ่ายต่างๆ เน้นชี้แจงการยุทธวิธีการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเหตุผลเมื่อมีการดำเนินคดี ส่วนทหารทำหน้าที่ด้านจิตวิทยามวลชนเพื่อลดเหตุการณ์ความรุนแรง

รัฐบาลพร้อมรับผิดหากมีเหตุรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม ศอ.รส.มีการหยิบยกคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์-โอชา ผบ.ทบ. ที่ระบุว่า ให้รัฐบาลรับผิดชอบหากเกิดเหตุรุนแรง ซึ่งนายกฯบอกต่อที่ประชุมว่าภาพใหญ่ในทางปฏิบัติรัฐบาลต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่การทำหน้าที่งานด้านความมั่นคงเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ และต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งไม่ใช่แค่กองทัพบก แต่หมายถึงทุกฝ่ายที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา

ใช้ ตร.–ทหาร 96 กองร้อยรับชัตดาวน์

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส.กล่าวว่า ฝ่ายข่าวได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ศอ.รส.ถึงการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค.ว่า จากการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 8-13 ม.ค.นอกจากมีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ในการเดินไปยังพื้นที่ต่างๆแล้ว ยังมีกลุ่มมวลชนที่มีความเห็นต่างบางส่วนจัดกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 8-13 ม.ค.ในอีกหลายพื้นที่เช่นกัน ซึ่ง ศอ.รส.ได้ออกคำสั่งในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อรองรับและดูแลความสงบเรียบร้อยในวันที่ 13 ม.ค.และต่อเนื่อง ถ้าการชุมนุมยังยืดเยื้อ จะเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง และการบริการประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันในพื้นที่การชุมนุม และใช้เส้นทางในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้แผนปฏิบัติการจะแบ่งเป็นเรื่องการจราจร การช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบ การรักษาพื้นที่ การตั้งจุดตรวจป้องกันเหตุ การคุ้มครองความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ และการดูแลความปลอดภัยให้กลุ่มผู้ชุมนุม โดย พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิว-ปรีชา รอง ผบ.ตร.ชี้แจงว่า จะใช้ตำรวจ 56 กองร้อย และทหาร 40 กองร้อย มาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในการดูแลความสงบ

ให้ออก ส.ต.อ.พกยาไอซ์

พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ ผบก.สท.ในฐานะรองโฆษก ศอ.รส. กล่าวว่า กรณี ส.ต.อ.ภัทร เพ็ชร-อาวุธ ผบ.หมู่ฝ่ายพิพิธภัณฑ์ บก.สท. ถูกควบคุมดำเนินคดี กรณีมีอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนและยาไอซ์ บริเวณแยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน ขอชี้แจงว่า ตำรวจผู้นี้ไม่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดๆเกี่ยวกับการชุมนุม และไม่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่ง ส.ต.อ.ภัทรเคยมีความประพฤติไม่เหมาะสม ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาได้ตักเตือนทั้งในที่ประชุมและส่วนตัวมาตลอด อีกทั้งเคยมีกรณีละทิ้งการปฏิบัติราชการ โดยมาลงนามปฏิบัติราชการแล้วไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ เคยถูกดำเนินการทางด้านวินัยโดนลงทัณฑ์ก่อนหน้านี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 16-17 ธ.ค. และไม่มาปฏิบัติราชการเมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค. ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

พ.ต.ต.นพรุจ จิตมั่น สว.สส.สน.สำราญราษฎร์ กล่าวว่า จะนำตัว ส.ต.อ.ภัทรไปฝากขังที่ศาลอาญา ในวันที่ 9 ม.ค. เบื้องต้นแจ้ง 2 ข้อหา มียาเสพติดประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครอง และพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

มท.1 บี้เอาผิดกำนัน-ผญบ.ขึ้นเวที

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย แถลงกรณีกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.สุราษฎร์ธานี และชุมพร ขึ้นเวที กปปส.ว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานรัฐ การเข้าร่วมกระทำการในลักษณะฝ่าฝืนกฎหมายทั้งที่สวมเครื่องแบบราชการ เป็นการกระทำไม่สมควร และการที่กำนันผู้ใหญ่บ้านแสดงออกถึงการเลือกข้างอาจทำให้ประชาชนเสื่อมความเคารพ กระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน มาตรา 95 ที่ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านรักษาชื่อเสียง จึงสั่งการให้ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตรวจสอบเรื่องนี้ หากผิดจริงต้องลงโทษ ผู้ว่าฯและนายอำเภอต้องดำเนินการ ไม่ทำไม่ได้ ส่วนที่ผู้ว่าฯชุมพรระบุว่าจะลาออกเพื่อรับผิดชอบนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของผู้ว่าฯ จึงไม่ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ผู้ว่าฯต้องไปตรวจสอบเรื่องนี้ ถ้าไม่ดำเนินการไม่ต้องลาออก ตนจะไล่ออกเอง ซึ่งผู้ว่าฯชุมพรยืนยันจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ปัดจ้างสังหาร “เทพเทือก” 50 ล้าน

นายจารุพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อความทางโซเชียลมีเดียว่าพรรคเพื่อไทยสั่งการให้แกนนำ นปช.ทุกจังหวัดนำมวลชนมาปกป้องสถานที่ราชการในวันที่ 13 ม.ค. ที่กลุ่ม กปปส.จะมาปิด กทม. นอกจากนี้ยังระบุถึงแผนปฏิบัติการอาทิ พรรคเพื่อไทยติดต่อกองทัพกัมพูชาขออาสาทหารรับจ้าง เพื่อใช้อาวุธสงคราม เช่น สไนเปอร์สังหารนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ให้ได้โดยไว หากทหารรับจ้างหรือคนเสื้อแดงสามารถสังหารได้ จะได้รับเงินค่าหัว 50 ล้านบาท ส่วนค่าหัวแกนนำ กปปส.คนอื่นๆ จะได้รับการพิจารณาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีกที พร้อมลายเซ็นชื่อตนแนบท้าย เรื่องนี้ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องตลกมาก

“บิ๊กอ๊อด” รับงานประสาน ศอ.รส.

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม กล่าวถึงกรณีได้รับมอบหมายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้ประสานระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานราชการในการดูแลสถานการณ์การชุมนุมวันที่ 13 ม.ค.ว่า นายกฯสั่งการในที่ประชุม ครม.ให้ตนประสานงานระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ เนื่องจากที่ผ่านมา เวลา ศอ.รส.ขอกำลังสนับสนุนจากทหารจะขอตรงไปยังเหล่าทัพ ซึ่งผิดสายงาน ความจริงต้องขอไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อขออนุมัติจาก รมว.กลาโหม สั่งต่อไปที่กองบัญชาการกองทัพไทย ส่วนที่มองว่าทหารไม่ตอบสนองรัฐบาลนั้นไม่เป็นความจริง เพียงแต่การดำเนินงานไม่ถูกสายงานและขั้นตอน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน จนถูกมองว่ากองทัพมีทีท่าอะไรหรือไม่ ทั้งนี้ในวันที่ 13 ม.ค. ตนจะพบ ผบ.เหล่าทัพ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ซึ่ง ผบ.เหล่าทัพมีความตั้งใจช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ภาพที่ดูเหมือน ผบ.เหล่าทัพไม่ทำอะไร คิดว่าท่านกำลังทำอยู่ อาจทำเป็นการส่วนตัวหรือทางลับก็ได้ เชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพไม่ได้หวาดระแวงกัน

เชื่อกองทัพไม่ทำรัฐประหาร

เมื่อถามว่า กองทัพยังมีแนวคิดทำปฏิวัติ รัฐประหารเพื่อแก้ไขสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ตอบว่า การทำรัฐประหารยังไม่มีอยู่ในสมอง แต่ถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่จำเป็นต้องทำงานเพื่อประเทศและราชบัลลังก์ ไว้ค่อยคุยกันตอนนั้นอีกที เมื่อถามว่า รัฐบาลยอมรับได้หรือไม่หากมีการรัฐประหาร พล.อ.ยุทธศักดิ์ตอบว่า รัฐบาลยังไม่ได้พูดอะไร ตนคิดเพียงว่า กองทัพอยู่ในฐานะที่ต้องรักษาเอกราช ความสงบให้ประชาชน รวมถึงราชบัลลังก์ เป็นงานของกองทัพที่ต้องทำให้ได้ เมื่อถามว่าปัจจัยที่จะทำรัฐประหารคืออะไร พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์วันนี้ยังไม่ใช่ และไม่น่าจะอยู่ในความคิด

กต.กล่อมคณะทูตคลายกังวล

วันเดียวกันที่กระทรวงการต่างประเทศเชิญคณะทูตต่างประเทศ และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศที่ประจำการในประเทศไทย 63 คน รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์การเมืองและการชุมนุมใหญ่ของ กปปส.ที่จะปิดกรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค. จากนั้นนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า คณะทูตต่างประเทศมีความกังวลและห่วงใย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่จะมีการชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค. จำนวน 20 แห่ง บนถนนสีลม สาทร และวิทยุ ดังนั้นประเทศไทยต้องดูแลความปลอดภัยต่อการปฏิบัติหน้าที่ และการเดินทางของนักการทูต หวังว่ารถของคณะทูตและองค์กรระหว่างประเทศจะสามารถเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติตามเอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูต ทั้งนี้เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสมีความกังวลอย่างมาก เพราะเคยได้รับผลกระทบจากการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา จนย้ายที่ทำการชั่วคราวไปใช้พื้นที่อาคารบริษัท กสท.โทรคมนาคม ถนนเจริญกรุง และถูกตัดไฟ รวมถึงเอกอัครราชทูตเยอรมนีแสดงความกังวลต่อกระแสข่าวว่าจะมีการปิดสนามบิน ซึ่งตนได้ยืนยันตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศว่าจะไม่มีการปิดสนามบิน

“เหลิม” หน้าเสียโดนเป่านกหวีดไล่

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กระทรวงแรงงาน ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน เสร็จจากการประชุมหารือแนวทางการตรวจแรงงานประมงแบบบูรณาการ และรับฟังการรายงานผลการดำเนินการคุ้มครองแรงงานจากปัญหาการค้ามนุษย์ ได้ลงจากห้องประชุมชั้น 5 มาขึ้นรถส่วนตัวที่จอดรออยู่ใต้อาคารเพื่อเดินทางออกจากกระทรวงแรงงาน ปรากฏว่า มีชายวัยกลางคนที่เข้ามาติดต่อราชการนำนกหวีดขึ้นมาเป่าใส่เสียงดังลั่น พร้อมกับตะโกนไล่หลังว่า “หมดความชอบธรรมแล้ว ออกไปซะ” ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมตกใจเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือให้คนเป่านกหวีด และรีบขึ้นรถเดินทางออกไปทันที ขณะที่ รปภ. ที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณใต้อาคาร ต่างหน้าเจื่อนไปตามๆกัน ที่ปล่อยให้มีคนเข้ามาเป่านกหวีดในระยะกระชั้นชิด

ตร.ประเมินวุ่น 24 สายทั่วกรุง

ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า ตำรวจมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเคลื่อนไหวปิด กทม.ของ กปปส.ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยการตั้งเวที 7 จุดได้แก่ 1. เวทีแจ้งวัฒนะ 2.เวทีห้าแยกลาดพร้าว 3.เวที อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4.เวทีแยกปทุมวัน 5.เวทีสวนลุมพินี 6.เวทีอโศก 7.เวทีแยกราชประสงค์ เพราะจะส่งผลกระทบทำให้การจราจรหนาแน่นในถนน 16 สาย ดังนี้ 1.สุขุมวิท 2.พระราม 1 3.พระราม 4 4.สีลม 5.ราชดำริ 6.ราชปรารภ 7.พญาไท 8.พหลโยธิน 9.อโศก 10.รัชดาภิเษก 11.ราชวิถี 12.ดินแดง 13.ประชาสงเคราะห์ 14.วิภาวดีรังสิต 15.ลาดพร้าว 16.แจ้งวัฒนะ ทั้ง 16 เส้นทางอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเส้นทางรอบนอกอีก 8 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนสุทธิสาร 2.ถนนกำแพงเพชร 3.ถนนพระราม 6 4.ถนนบำรุงเมือง 5.ถนนเพชรบุรี 6.ถนนพระราม 9 7.ถนนเจริญกรุง 8.ถนนสมเด็จ พระเจ้าตากสิน

ระดม ตร. 4 พันนายรับมือจราจร

พล.ต.ท.เรืองศักดิ์กล่าวว่า ตำรวจได้เตรียมมาตรการรับมือ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อลดปัญหาจราจรให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด โดยบูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกัน มีมาตรการหลัก 4 มาตรการคือ 1.ด้านการจัดการจราจร 2.ด้านปฏิบัติการจราจร เมื่อผู้ชุมนุมเริ่มเดินขบวน ต้องไม่ให้เกิดการจราจรล็อกตัวเป็นวงแหวน ในขั้นตอนนี้จะมีหน่วยเจรจาประสานงานผู้ชุมนุมเพื่อสร้างความเข้าใจให้เปิดช่องทางจราจรกรณีมีผู้ป่วยฉุกเฉิน 3.ตั้งจุดให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยประสานกับทหารเสนารักษ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริ รวมทั้งการประสานจากกระทรวงสาธารณสุข ได้รับการยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกและจัดส่งผู้ป่วยไปยัง 12 โรงพยาบาลที่อยู่ในรัศมีการชุมนุม 4.หน่วยเคลื่อนที่เร็วสำหรับดูแลให้ความช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับเรื่องรถเสีย ป่วย ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวได้เตรียมกำลังตำรวจไว้ 4,000 นาย

ดีเอสไอเลื่อนขอหมายจับ 33 แกนนำ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการขอศาลอออกหมายจับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม 33 คน ในวันที่ 8 ม.ค.ว่าดีเอสไออยู่ระหว่างเรียบเรียงคำร้องในการยื่นศาลขอออกหมายจับแกนนำผู้ชุมนุม 33 คน แต่เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมาก และต้องผ่านการตรวจสอบของพนักงานอัยการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด จึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอออกหมายจับได้ทันในวันที่ 8 ม.ค. ต้อง เลื่อนการยื่นคำร้องออกหมายจับเป็นเช้าวันที่ 9 ม.ค.ส่วนการออกหมายเรียกแกนนำแถวที่ 3 ที่คาดว่าจะมีกว่า 30 คนนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปรายชื่อจากพนักงานสอบสวน เนื่องจากต้องตรวจสอบอย่างละเอียดให้รอบคอบที่สุดเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

กสม.ขอหลักฐานเหตุรุนแรง

วันเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่เดินรณรงค์ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อชักชวนให้ประชาชนร่วมการชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค. เกรงว่าอาจจะมีเหตุความรุนแรงหรือสูญเสีย จึงขอให้ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และทุกภาคส่วน อดทนอดกลั้น ยึดมั่นหลักสันติวิธี เคารพในสิทธิและเสรีภาพกันและกัน เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ความรุนแรงจนเกิดความสูญเสียขึ้นอีก และขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา นอกจากนี้ขอความอนุเคราะห์จากทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ หรือพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง ให้เก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเก็บวัตถุพยานไว้เป็นหลักฐาน นำส่งสำนักงาน กสม. หรือแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน 1777 หรืออีเมล์ help@nhrc.or.th

7 องค์กรนัดถกปฏิรูปประเทศ

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า 7 องค์กรภาคเอกชนประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (สทท.) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย อยู่ระหว่างการประสานเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อจัดเวทีหารือแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยภายในสัปดาห์นี้ จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด เมื่อได้คำตอบก็จะมาระดมความเห็นถึงแนวทางปฏิรูป เพื่อเสนอไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้ง ก่อนที่ กปปส.จะชุมนุมใหญ่เพื่อชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.

เสียงแตกร่างแนวทางปฏิรูป

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกฝ่ายเสนอโมเดลปฏิรูปประเทศไทย แต่อีกฝ่ายมองว่า แผนที่ฝ่ายอื่นเสนอมาไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง นอกจากใช้แผนของตัวเอง และกรณีที่บางฝ่ายยืนยันว่าสามารถทำได้ตามแผนภายใน 1 ปี ก็ไม่มีใครยืนยันว่าทำได้จริงเพียงใด หรือถ้าทำได้จริง ควรมีเนื้อหาให้บ้างก่อนที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. แล้วหลังจากนั้นหากมีรัฐบาลชุดใหม่ก็ต้องสัญญา ว่า จะนำแผนปฏิรูปประเทศไทยไปดำเนินการ การปฏิรูปประเทศส่วนใหญ่อาจต้องใช้เวลา 3-10 ปี อย่างไรก็ตามเมื่อได้ข้อเสนอแล้ว 7 องค์กรจะนำเสนอหลักการนี้ให้ทุกฝ่ายพิจารณา จะเป็นการชี้ให้เห็นว่าใครมีความจริงใจในการปฏิรูปประเทศไทยมากน้อยเพียงใด

นายกฯ ปัดตอบท่าทีทหาร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกังวลของภาคเอกชนต่อการชุมนุมใหญ่กลุ่ม กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค. ที่อาจจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจว่า หวังว่าผู้ชุมนุมที่เดินทางแต่ละจุดจะไม่ทำลายข้าวของ หรือเข้าไปในสถานที่ราชการเชื่อว่าถ้าช่วยกันประคับประคองจะทำให้ทุกอย่างไม่ไปอยู่ในจุดที่น่าห่วง ต้องช่วยกัน ส่วนการดูแลของตำรวจก็พยายามประสานในทุกจุด โดยเฉพาะจุดสถานที่สำคัญ ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงเวลาหรือยังที่ทหารจะต้องเลือกอยู่บนความถูกต้องมากกว่าเป็นกลางหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงไม่ตอบ ขอให้ทุกคนน้อมนำพระราช ดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติ หน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่เมื่อถามว่าวันที่ 13 ม.ค.จะอยู่ติดตามสถานการณ์ใน กทม.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยบอก จากนั้นขึ้นรถตู้ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับบ้านซอยโยธินพัฒนา 3 ทันที

ภาคธุรกิจวอนรัฐบาลเจรจาม็อบ

นายวิม รุ่งวัฒนะจินดา เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากกลุ่มนักธุรกิจประกอบด้วยประธานกรรมการบริษัทในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป และกลุ่มสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสว.) เข้าพบนายกฯ เพื่ออวยพรวันขึ้นปีใหม่แล้ว ได้สอบถามถึงแผนรับมือการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค. และพูดถึงผลกระทบ ความเสียหายจากการชุมนุม โดยทางภาคธุรกิจอยากให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลกับกปปส.เพื่อยุติปัญหาของประเทศ เพราะถ้าไม่ยุติจะส่งผลกระทบความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

แบงก์ผวาย้ายที่สำรองเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวัน 7 ม.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มนักธุรกิจภาคธนาคาร และกลุ่มสมาคมธนาคารไทย เดินทางเข้าพบนายกฯ ที่สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อหารือถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค.โดยสมาคมธนาคารไทยและผู้บริหารธนาคารต่างๆ แจ้งนายกฯ ถึงกรณีที่จะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 9 ม.ค. เพื่อขอย้ายสถานที่สำรองเงินจากสำนักงานใหญ่ และที่ ธปท.ไปยังสำนักงานสาขาในเขตพื้นที่ปริมณฑล เนื่องจากวันที่ 13 ม.ค.ธนาคารดำเนินการตามปกติ จึงเกรงว่าสาขาต่างๆ จะไม่มีเงินหมุนเวียนและไม่สามารถให้บริการประชาชนได้  เนื่องจากกลัวว่า การขนย้ายเงินจะไม่ปลอดภัย

ปิด 146 โรงเรียนสังกัด กทม.

วันเดียวกัน กรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาปิดโรงเรียนในสังกัด 146 โรงเรียน ในพื้นที่ 26 สำนักงานเขต โดยให้ปิดการเรียนการสอนในวันที่ 13 ม.ค. เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากการชุมนุม ทั้งเรื่องการจราจร และการเดินทางของเด็กเล็ก และเยาวชน โดย 26 เขตประกอบด้วย เขตพระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ บางรัก ปทุมวัน ยานนาวา ดุสิต พญาไท พระโขนง บางเขน จตุจักร ลาดพร้าว สาทร บางคอแหลม บางซื่อ ราชเทวี คลองเตย ดินแดง สวนหลวง หลักสี่ ดอนเมือง สายไหม วังทองหลาง บางนา ห้วยขวาง และวัฒนา

สมาคมสื่อฯขอพื้นที่ปลอดภัย

ที่บ้านดินสอ ถนนราชดำเนิน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พร้อมคณะสื่อจำนวนหนึ่ง เข้ายื่นหนังสือต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กรณีที่จะมีการเคลื่อนมวลชนปิดกรุงเทพฯและตั้งเวทีในหลายจุดในวันที่ 13 ม.ค. เพื่อขอให้จัดพื้นที่ปลอดภัยอำนวยความสะดวก และจัดให้มีจุดสำหรับถ่ายถอดสดของสถานีโทรทัศน์ในแต่ละเวทีปราศรัย รวมทั้งอำนวยความสะดวกรถขนส่งหนังสือพิมพ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจุดชุมนุม นอกจากนี้ยังขอให้ กปปส.ทำความเข้าใจกับผู้ปราศรัยให้หลีกเลี่ยงการใส่ร้ายป้ายสีสื่อมวลชน

“เทือก” เตือน 2 จุดอันตราย

นายสุเทพกล่าวว่า ที่ผ่านมาอาจมีความผิดพลาด ต้องขอโทษ ได้มีการแก้ปัญหาโดยตั้งทีมดูแลสื่อ และจัดพื้นที่ปลอดภัยให้ เราไม่ข่มเหงสื่อ ยืนยันว่าเคารพสิทธิเสรีภาพสื่อ จะพัฒนาการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้มากที่สุด แต่อาจจะลำบากหน่อย เพราะหนักใจจุดล่อแหลม 2 จุดคือ เวทีหน้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และเวทีห้าแยกลาดพร้าว ใกล้พื้นที่ นปช. ที่สื่อไม่ควรจะไป นอกจากนี้ยังมีเวทีลุมพินีที่เสี่ยงลงมาหน่อย เพราะเคยเป็นพื้นที่ชุมนุมของ นปช. และมีการปะทะกัน จึงต้องเตือนกันเอาไว้ด้วย แต่จะใส่ใจเป็นพิเศษ จัดให้สื่ออยู่อย่างปลอดภัย หากมีอะไรก็ให้รีบแจ้งมาที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.

ใช้เวทีปทุมวันแทนราชดำเนิน

นายสุเทพกล่าวว่า หลังจากยุบเวทีราชดำเนิน และมีการเพิ่มเวทีอีก 7 เวที จะใช้เวทีสี่แยกปทุมวันเป็นศูนย์กลางเหมือนเวทีราชดำเนิน ในเวทีอื่นจะพยายามจัดพื้นที่ให้สื่อได้อยู่ใกล้เวที หลังจากที่เรามีข้อผิดพลาดก็พยายามปรับเต็มที่ “ต่อไปนี้เหตุการณ์จะรุนแรง ถ้ามันฆ่าผม กปปส.ก็ชนะเลย”

“สุเทพ” เลื่อนนัดคดีสลายแดง

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความผู้รับมอบอำนาจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เดินทางเข้าพบนายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อขอเลื่อนนัดการนำตัวนายสุเทพส่งฟ้องศาลคดีร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น โดยเจตนาเล็งเห็นผล จากกรณีการสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 53 โดยขอเลื่อนนัดอัยการเพื่อนำตัวไปฟ้องศาลในวันที่ 6 ก.พ.57 อ้างว่า ต้องนำมวลชนกลุ่ม กปปส. เคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างวันที่ 7-13 ม.ค.57 โดยนายนันทศักดิ์กล่าวว่า ได้ทำบันทึกส่งให้นายสุเทพผ่านทนายผู้รับมอบอำนาจว่า คดีนี้ได้ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์เป็นจำเลยที่ 1 โดยศาลประทับรับฟ้อง และอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 24 มี.ค.57 ถ้านายสุเทพไม่มาตามนัดหมายวันที่ 6 ก.พ. อัยการจะให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับนายสุเทพต่อไป

ม็อบอโศกเป่านกหวีดไล่รัฐบาล

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก หน้าห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสมเกียรติ หอมละออ นำรถบรรทุกติดเครื่องขยายเสียงมาปราศรัยเชิญชวนชาวอโศกให้มาร่วมชุมนุมใหญ่ปิดกรุงเทพกับ กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค. มีนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัย ท่ามกลางประชาชนคนจำนวนมากร่วมเป่านกหวีดดังไปทั่วบริเวณ โดยนายชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ ผู้ประสานงานกลุ่ม มศว รักประชาธิปไตย กล่าวว่า ในวันที่ 13 ม.ค. คณาจารย์ นิสิตทั้งอดีตและปัจจุบัน และประชาชนทั่วไปจะร่วมกันปิดกรุงเทพฯ จะตั้งขบวนที่บริเวณลานตลาดนัดใกล้แยกอโศก และจะเดินขบวนไปตั้งเวทีที่แยกอโศก จะปิดถนนทั้งหมด จนกว่ารัฐบาลจะลาออก โดยแจ้งให้กับผู้มาร่วมชุมนุมทราบว่า ให้เตรียมอาหาร เครื่องนอนมาให้ครบถ้วน

จี้ บช.น.คดีเด็กรามฯถูกยิงดับ

ที่ บช.น. นายอนิวัฒน์ นาคเป้า ผู้ประสานงานประชาคมนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนักศึกษาและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เดินทางมาชุมนุมด้านหน้า บช.น. เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. เพื่อถามความคืบหน้าคดีนายทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว นักศึกษารามคำแหง ถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะกันที่ ม.รามคำแหง เมื่อวันที่ 30 พ.ย.56 โดยแกนนำสลับปราศรัยโจมตีการทำงานตำรวจที่ล่าช้าและยังจับกุมคนร้ายไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.คำรณวิทย์ติดภารกิจได้มอบให้ พ.ต.อ.สาโรช ซุ่นทรัพย์ รอง ผบก.น.4 เป็นผู้รับหนังสือแทน แต่กลุ่มนักศึกษาไม่ยอม และยืนยันจะมอบให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์เท่านั้น ทำให้กลุ่มนักศึกษาเผาหนังสือร้องเรียนที่หน้า บช.น. ตอบโต้ที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ไม่ออกมารับหนังสือ ขณะที่บางส่วนไม่พอใจได้ใช้เท้าถีบป้ายชื่อหน้า บช.น. และประกาศว่า หากอีก 10 วัน คดียังไม่มีความคืบหน้า ในวันที่ 18 ม.ค. จะมีการปิดเรียนที่ ม.รามคำแหง เพื่อรวมตัวกันเดินทางมาชุมนุมที่ บช.น.อีกครั้ง ก่อนที่จะสลายตัวไป

นปช.วางแนวทางรับมือ กปปส.

ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่ม  นปช.แถลงว่า  จากการประชุมแกนนำเสื้อแดงทุกจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา มีการระดมความคิดของแกนนำทุกภาคได้ข้อสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติของคนเสื้อแดงในสถานการณ์เฉพาะหน้า หากไม่มีการรัฐประหารดังนี้ 1.ระดมคนเสื้อแดงในจังหวัดเพื่อแสดงพลังในวันที่ 13 ม.ค.ที่จุดนัดหมายของจังหวัดนั้นๆ 2.ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3. ระดมทรัพยากรคนละเล็กน้อยขึ้นป้ายต่อต้านรัฐประหาร 4. พบปะกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น ชวนมาร่วมแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร 5. แจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ที่ละเมิดกฎหมาย 6. ชวนองค์กรแนวร่วมต่างๆ ยื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ต้านรัฐประหารต่อกองทัพแล้วแถลงข่าว 7.หยุดการสนับสนุนกิจการที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม กปปส. 8.เรียกร้องรัฐบาลให้ประกาศรับรองเขตอำนาจศาล อาญาระหว่าง ประเทศ 9.ให้เคลื่อนไหวแสดงพลังด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 10.ผลิตสื่ออย่างง่ายตามศักยภาพในการประกาศจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ 11. ให้ผู้รักประชาธิปไตยที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคงอบรมยุทธวิธีให้มวลชน
กางพิมพ์เขียวต้านปฏิวัติ

นางธิดากล่าวว่า ส่วนกรณีเกิดการรัฐประหาร มีข้อปฏิบัติดังนี้ 1. ให้แกนนำทุกอำเภอจัดรถกระจายเสียงวิ่งประกาศสถานการณ์ทั่วพื้นที่ของตัวเอง และเร่งกระจายข่าวให้คนรู้โดยเร็วทั่วประเทศทันที 2. เรียกร้องต่อนายกฯ ให้เร่งถอนตัวจาก กทม.ไปปักหลักอยู่ในภาคอีสานหรือภาคเหนือเพื่อประกาศการต่อสู้ร่วมกับประชาชน 3. เรียกร้องต่อรัฐบาลให้เตรียมการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทันที เพื่อต่อสู้ในเวทีโลก นอกจากนี้ ให้ตั้งจุดประสานงานต้านปฏิวัติที่จะต้องติดต่อสื่อสารได้ 24 ชั่วโมง ให้แกนนำระดับหมู่บ้านเตรียมเสบียงอาหาร เงินทอง มารวมกัน ณ จุดนัดหมายทันทีเพื่อเริ่มต้นการต่อสู้ยกที่ 1 ด้วยการไปรวมตัวกันที่ค่ายทหารในจังหวัดนั้นๆ หรือสถานีตำรวจเพราะที่นั่นมีทุกอย่างให้เลือกสรร

ชวน ขรก.สาธารณสุขชัตดาวน์

ด้านความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัดนั้น วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข นายราเชน ตระกูลเวียง ประธาน กปปส.นนทบุรี พร้อมมวลชน เดินทางมาเชิญชวนประชาชน และข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขไปร่วมชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค.โดยนายราเชนกล่าวว่า อยากให้ประชาชนทุกภาคส่วนไปร่วมกับกลุ่ม กปปส. ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ จะปักหลักชุมนุมจนกว่าจะได้รับชัยชนะ จะมีกลุ่ม กปปส.ปทุมธานี ราชบุรี นครปฐม เพชรบุรี และกาญจนบุรี มาร่วมชุมนุมด้วย ที่สำคัญจะมีหลวงปู่พุทธะอิสระมาร่วมชุมนุมในฐานะประธานฝ่ายสงฆ์ด้วย

ตรังร่วมประกาศปิดเมือง 6 จุด

ที่ จ.ตรัง นายปรีดิ์ปราโมทย์ เลิศวรภัทร แกนนำกลุ่ม กปปส. จ.ตรัง กล่าวว่า จะรณรงค์ให้คนตรัง เดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค. ที่ กทม. และขอให้ความร่วมมือข้าราชการหยุดงานเพื่อเดินทางไปร่วมชุมนุม หากหน่วยงานใดไม่ร่วมมือ แกนนำ จ.ตรัง จะนำรายชื่อหัวหน้าแต่ละหน่วยงานรายงานต่อ กปปส. เพื่อหาแนวทางดำเนินการต่อไป ส่วนกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ จ.ตรัง จะจัดกิจกรรมปิดเมืองตรัง กำหนดจุดชุมนุม 6 จุดหลักคือ 1. แยกหอนาฬิกา เขตเทศบาลนครตรัง 2. แยกเลี่ยงเมืองควนปริง ถ.ตรัง-กันตัง 3. แยกเลี่ยงเมืองบ้านควน ถ.ตรัง-ย่านตาขาว 4.แยกเลี่ยงเมืองท่าปาบ ถ.ตรัง-พัทลุง 5. ถนนห้วยยอดช่วงหน้าสำนักงานแขวงการทางตรัง 6. แยกเลี่ยงเมือง อ.ต.ก.ตรัง ซึ่งแต่ละจุดเป็นจุดเข้าสู่ตัวเมืองตรัง

ตั้ง กก.สอบวินัยฟันกำนัน–ผญบ.

ที่ศาลากลาง จ.ชุมพร นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.ชุมพร แถลงข่าวกรณีกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นเวที กปปส.ต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยจุดเทียนไขมาวางบนโต๊ะแถลงข่าวว่า การที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจำนวนมากใน จ.ชุมพร แต่งเครื่องแบบไปเวทีกลุ่ม กปปส.แล้วปราศรัยโจมตีรัฐบาล ซึ่งการใส่เครื่องแบบกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นเวทีดังกล่าว เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกคนที่ขึ้นเวทีดังกล่าว มีปลัดจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ การที่กำนันผู้ใหญ่บ้านประกาศไม่เชื่อฟังคำสั่งรัฐบาลและ รมว.มหาดไทยนั้น หากไม่ทำงาน ไม่ฟังคำสั่งรัฐบาล ก็ควรลาออกไปหางานอื่นทำ การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ได้ถูกบังคับหรือกดดันจากรัฐบาล รมว.มหาดไทย หรือรับใช้ระบอบทักษิณ แต่ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดต้องรับผิดชอบการกระทำดังกล่าว ขณะนี้ได้ทำหนังสือขอย้ายตัวเองต่อ รมว.มหาดไทยแล้ว จะย้ายตนไปอยู่ที่ใด ก็แล้วแต่ผู้บังคับบัญชา

“ขวัญชัย” บี้ ผบ.ทบ.ให้เลือกข้าง

นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และประธานชมรมคนรักภาคอีสาน 20 จังหวัด กล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พูดเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ทำลายความรู้สึกของคนอีสานที่มีต่อกองทัพ เพราะเหตุการณ์ปี 53 คนเสื้อแดงไปตั้งเวทีที่แยกราชประสงค์ แต่รัฐบาลเอาทหารมาฆ่าประชาชน แล้วรัฐบาลปัดความรับผิดชอบ แต่มาวันนี้ กปปส.มายึดสถานที่ราชการ ประกาศปิด กทม. แต่ ผบ.ทบ.กลับนิ่งเฉย ให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งเหมือนส่งสัญญาณสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ กปปส. จึงขอให้ ผบ.ทบ.แสดงท่าทีที่ชัดเจน ถ้าจะปฏิวัติก็ออกมาเลย อย่าพูดจาให้ กปปส.เอาไปเป็นประเด็นว่ากองทัพอยู่ข้าง กปปส. ถ้า ผบ.ทบ.อยู่ข้าง กปปส.ให้ประกาศออกมาเลย คนรากหญ้าก็จะอยู่ตรงข้ามกองทัพ ทั้งนี้ในวันที่ 12 ม.ค.จะตั้งเวทีที่สนามทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี จะมีการจุดเทียนชัย 5,000 เล่ม ให้แสงสว่างแก่ประเทศไทย

คปท.ร่วม กปปส.ปิดกรุงเทพฯ

ด้านบรรยากาศการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่สะพานชมัยมรุเชฐ เมื่อวันที่ 8 ม.ค. มวลชนเริ่มทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่ช่วงบ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อจับจองพื้นที่ด้านหน้าเวทีฟังการปราศรัยจากแกนนำในช่วงค่ำ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีการ์ดอาสาคอยตรวจตราความเรียบร้อยในพื้นที่ตลอด โดยนายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. กล่าวว่า แกนนำ คปท.หารือกันแล้วว่า จะร่วมกับ กปปส.เคลื่อนขบวนปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.แต่จะเคลื่อนไหวอย่างไรยังไม่มีข้อยุติ เนื่องจากมีความเห็นหลากหลาย ส่วนตัวเห็นว่า คปท.น่าจะเคลื่อนขบวนไปปักหลักที่แยกราชเทวี เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเวทีที่แยกปทุมวัน กับเวทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คงต้องรอฟังเสียงมวลชนส่วนใหญ่ในวันที่ 12 ม.ค.ก่อน

เปิดเส้นทางเดินสาย 9 ม.ค.

ส่วนการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.แถลงว่า ก่อนจะถึงวันปฏิบัติการใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค. กปปส.ได้พบหารือกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุม อาทิ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการราชประสงค์ตัวแทนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ปรับความเข้าใจ และหารือมาตรการรองรับการชุมนุมใหญ่ ส่วนเส้นทางที่จะเดินเชิญชวนประชาชนในวันที่ 9 ม.ค.จะตั้งขบวนที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเวลา 09.00 น. ผ่านถนนดินสอ เสาชิงช้า วัดสุทัศน์ ข้ามสะพานพุทธฯ เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกบ้านแขก ตรงไปจนถึงสามแยกลาดหญ้า หักขวาย้อนกลับไปยังวงเวียนใหญ่ เข้าถนนประชาธิปก เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกบ้านแขกเพื่อเข้าสู่ถนนอิสรภาพ ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โรงเรียนวัดราชโอรส ผ่านสี่แยกพรานนก โรงพยาบาลศิริราช ข้ามสะพานอรุณอมรินทร์ จากนั้นเลี้ยวขวาที่สี่แยกอรุณอมรินทร์ ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า เข้าสู่ถนนราชดำเนิน รวมระยะทาง 11 กม. คาดว่าจะถึงเวทีในเวลา 18.00 น.

ต่อมาในช่วงเย็นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส.ขึ้นเวทีแจ้งผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ว่า เป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 3 มาตรา 5 และ มาตรา 68 ทำให้ผู้ชุมนุมโห่ร้องด้วยความดีใจ และเป่านกหวีดเสียงดังลั่น

“เทือก” ขู่ล้อมทุกกระทรวงอีก

ต่อมาเวลา 19.45 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวปราศรัยว่า ในวันที่ 13 ม.ค.ตนจะตระเวนไปพบมวลมหาประชาชนทั้ง 7 เวที ในทุกวันจะมีกิจกรรมเหมือนกันคือ การยกขบวนไปปิดล้อมกระทรวงต่างๆไม่ให้ทำงานได้ ตั้งแต่เช้ามืด และกลับตอนเย็น จะไม่ไปนอนค้าง ใช้วิธีเช้าไปเย็นกลับ และตนจะชวนประชาชนไปตามถนนต่างๆเพื่อปิด กทม.ทุกวัน ปฏิบัติการครั้งนี้คึกคักแน่นอน ทราบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.สั่งเอาป้ายไปปิดทั่ว กทม. ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. ให้คน กทม.ออกมาต่อต้านมวลมหาประชาชน ส่วนวันที่ 10 ม.ค. จะชวนตำรวจและประชาชนมาจุดเทียนต่อต้านพวกเรา ตำรวจจะเป็นเจ้าภาพใหญ่ชวนคนออกมาต่อต้าน กปปส. แต่น่าสงสารตำรวจโรงพักต่างๆที่ถูกสั่งให้ไปติดป้ายทั่ว กทม. ให้แต่ละ สน.ออกเงินเอง การประกาศว่าจะเกิดเหตุรุนแรง ถ้าตำรวจไม่ทำ ไม่มีทางเกิดเหตุ ถ้ามีเหตุรุนแรงเป็นฝีมือตำรวจ

ปูดแผนสวมรอยรอเผาห้างดัง

นายสุเทพกล่าวว่า นอกจากนี้แกนนำ นปช.จะสุมหัวกับตำรวจ นำตำรวจปลอมปนกับตำรวจจริงเพื่อใส่ร้ายเรา จะมีการให้คนใส่เสื้อสีชมพูมาปะปนกับพวกเราที่เวทีปทุมวัน ถ้ามีโอกาสก็จะเผาศูนย์การค้ามาบุญครอง หากมีการเผาไม่ใช่พวกเรา เราจะไปไหนจะประกาศล่วงหน้าให้ทราบชัดเจน เช่น สตช.ก็จะไปปิดอีกครั้ง จะไม่แอบทำ คนที่จะมาก่อเหตุไม่ใช่มือที่สาม มือที่สี่ แต่เป็นมือระบอบทักษิณที่คอยพยายามสร้างความรุนแรงเพื่อหวังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากมีการนำกำลังมาปราบ  พวกเราจะนั่งสวดมนต์อยู่เฉยๆไม่ต่อสู้

เล็งเปิดคลิปประจานแดงป่วนเมือง

นายสุเทพกล่าวว่า ในวันที่ 10 ม.ค. จะนำคลิปเหตุการณ์ความรุนแรงที่คนเสื้อแดงทุบรถนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตนที่กระทรวงมหาดไทย และเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงก่อความวุ่นวายช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 52-53 มาเปิดให้ประชาชนดูอีกครั้งจะได้เห็นว่า คนชั่วกับคนดีต่างกันเยอะจริงๆ ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ ระบอบทักษิณกลับมาครองประเทศได้ ก็จะมีการออกกฎหมายล้างผิดให้พี่ชายอีก เราทนมามากแล้ว จึงออกมาต่อสู้ อยู่ร่วมกันไม่ได้ เราจะปฏิวัติประชาชนโดยไม่ใช้อาวุธ ยึดอำนาจรัฐเป็นของประชาชน และยึดทรัพย์พวกคุณ ขอให้ทุกคนร่วมกอดคอกันต่อสู้ ขอให้ทุกคนมากันพร้อมในวันที่ 13 ม.ค. ให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เอาพวกชั่วออกจากแผ่นดิน ตนจะยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างประชาชน