วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก่อนถึงวันปิดกรุงเทพฯ : การเมืองไทยถึงทางตันแล้วหรือ?

หลังวันขึ้นปีใหม่เพียงไม่กี่วัน Timeline ใน Social Media กลับมาร้อนระอุในทันทีเมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ประกาศที่จะปิดกรุงเทพฯ เพื่อไล่รัฐบาลรักษาการแล้วจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นมาปฏิรูปประเทศไทย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มกราคม เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศที่จะเดินรณรงค์เชิญชวนประชาชนชาว กทม. ออกมาร่วมปฏิบัติการ “ปิดกรุง” ในวันที่ 5, 7 และ 9 มกราคม ทั้งในฝั่ง กทม. และฝั่งธนบุรี และล่าสุดได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ 13 มกราคม เป็นต้นไป จะเปิดเวทีใหญ่พร้อมกัน 7 จุด ในย่านการค้า ศูนย์ราชการ และศูนย์กลางการคมนาคมสำคัญใน กทม.

ขณะเดียวกัน ก็จะมีขบวนดาวกระจายไปปิดล้อมสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อให้ข้าราชการไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ในช่วงกลางวันของแต่ละวัน จากนั้นจะกลับมาพักค้างแรมอยู่ตามจุดต่างๆ เช่นเดิม

ทั้งนี้ มีการยืนยันว่า จะไม่มีการปิดระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที หรือแม้กระทั่งรถเมล์ ขสมก.ก็จะสามารถวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ตามปกติ

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลรักษาการที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังคงเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ โดยไม่มีพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ลงต่อกรด้วย พร้อมกับยืนยันว่า การปฏิรูปประเทศสามารถดำเนินไปพร้อมกับการเลือกตั้งได้

แต่จนถึงวันนี้แล้ว ก็เป็นที่ชัดแล้วว่า แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. แต่จำนวน ส.ส.ที่จะเลือกเข้ามาได้ ก็จะไม่ถึง 475 คน หรือร้อยละ 95 ทำให้ไม่สามารถเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรีได้ เพราะยังมีเขตเลือกตั้งที่ยังสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ หรือไม่มีผู้สมัครถึง 28 เขต ซึ่งยังไม่รวมถึงความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น ระหว่างการหาเสียงและการเลือกตั้งอีกด้วย

แม้ว่า กกต.จะพยายามส่งสัญญาณถึงรัฐบาลหลายครั้งว่า ควรจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

คนไทยทั้งหลายที่ติดตามการเมืองมาตลอด และไม่เป็นกลุ่มที่มองโลกในแง่ดีมากเกินไป หรือที่ใช้ศัพท์เรียกกันทั่วไปใน Social Media ว่า เป็นกลุ่ม “โลกสวย” ก็จะทราบดีว่า ทั้งข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งสภาประชาชน-หานายกฯ คนกลางมาปฏิรูปประเทศ ก่อนการเลือกตั้งของนายสุเทพ และข้อเสนอให้เลือกตั้งไปก่อนค่อยปฏิรูปประเทศไปพร้อมกันของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ล้วนเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่ายหนึ่ง

หรือแม้กระทั่งข้อเสนอของกลุ่มคนที่อ้างว่า มีความเป็นกลางทางการเมือง แล้วออกมารณรงค์ให้ยุติการชุมนุมที่จะนำไปสู่ความรุนแรง เรียกร้องให้แก้ปัญหาตามกรอบของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ด้วยการไปเลือกตั้ง ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่า การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล อีกทั้งยังมีหลักฐานปรากฏออกมาทาง Social Media อยู่เนืองๆ ว่า แกนนำกลุ่มนี้ ก็เป็นผู้ที่เคยสนับสนุนการชุมนุมปิดสี่แยกราชประสงค์ของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงเช่นเดียวกัน

ดังนั้น หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า การเมืองไทยถึงทางตันแล้วหรือยัง เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ต่างก็ถามกันไปมาว่า เหตุความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้จะจบลงอย่างไร ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน และยังมีการกล่าวหากันไปมาอยู่ตลอดเวลา

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีใครยอมใครเช่นนี้ ความหวังที่จะให้ความขัดแย้งไปจบลงที่โต๊ะเจรจา นับวันจะยิ่งริบหรี่ลงเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้

มาถึงจุดนี้ คนไทยใจร้อนทั้งหลายที่อยากเห็นบ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขโดยเร็ว จึงเริ่มมองหาคนกลางเข้ามาจัดการปัญหาให้จบๆ ไป ซึ่ง 1 ในบรรดาคนกลางที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ “สถาบันทหาร” ที่เป็นกลุ่มพลังทางสังคมที่ยังทรงอิทธิพลมากที่สุด เพราะมีกำลังพลที่อยู่ในระเบียบวินัย และพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ในภาวะปกติ ทหารถือเป็นกลไกหนึ่งของรัฐบาล จะไปทำอะไรเกินหน้าเกินตารัฐบาล ก็อาจถูกมองว่า ไม่เคารพกติกาของความเป็นประชาธิปไตย ที่ทหารจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของรัฐบาล แต่ครั้นจะไม่ออกมาแสดงบทบาทอะไรเลย ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่อยู่ข้างประชาชน และไม่พยายามที่จะสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง เพราะขณะนี้ ตำรวจถูกมองว่า ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้แล้ว

นี่จึงเป็นที่มาของข่าวลือว่า จะมีการปฏิวัติ หรือเรียกให้ถูกต้องตามหลักวิชาการว่า “รัฐประหาร” โดยคณะนายทหาร เพื่อให้เหตุการณ์ความขัดแย้งยุติลง ซึ่งฝ่ายทหารก็ทราบดีว่า หากขาดซึ่งเงื่อนไขที่เหมาะสม แล้วอยู่ๆ ออกมาทำรัฐประหาร ก็อาจจะถูกต่อต้านโดยมวลชนคนเสื้อแดง ที่ถูกปลูกฝังให้ต่อต้านการรัฐประหารให้ถึงที่สุด

ดังนั้น หากทหารจะออกมากระทำการตามเสียงเชียร์ของกลุ่มคนไทยใจร้อน โดยอาศัยเพียงเงื่อนไขว่า อาจจะมีการปะทะกันระหว่างประชาชน 2 ฝ่าย เช่นที่เคยทำเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะตราบใดที่ฝ่ายรัฐบาล ยังสามารถควบคุมมวลชนฝ่ายสนับสนุนให้อยู่ในที่ตั้ง ไม่ออกมาปะทะได้ โอกาสของการรัฐประหาร แทบจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย

ความอดทนอดกลั้นของทุกฝ่าย การมองเห็นผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และการคำนึงถึงการรักษาชีวิตของเพื่อนร่วมชาติที่เป็นคนไทยด้วยกัน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะไม่นำพาประเทศไปสู่ความรุนแรง และไม่ต้องให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกติกาสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย

การเปลี่ยนผ่านการเมืองในภาวะวิกฤติ ต้องการพลเมืองที่มีความอดทน อดกลั้น มองโลกอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง มีความเมตตาต่อเพื่อนร่วมชาติ ไม่เติมเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังลงไปในกองเพลิงของความขัดแย้ง และต้องพยายามที่จะนำเสนอทางออกให้กับประเทศ มากกว่าเพียงแค่ถอดเสื้อสีหนึ่งไปใส่เสื้อสีขาว แล้วเรียกร้องให้เดินตามกติกาประชาธิปไตย ที่กำลังเข้าใกล้ทางตันเข้าไปทุกที...

 


ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th