วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คายาโปคนทระนง

คายาโปคนทระนง

  • Share:

เมื่อมองเผินๆ หมู่บ้านเคนด์จัมของชนเผ่าคายาโปดูราวกับสวนสวรรค์อีเดน บางทีอาจเป็นเช่นนั้น แต่เราไม่สามารถพูดได้ว่า ประวัติศาสตร์ของชาวคายาโปคือวิถีชีวิตชนบทอันสงบงาม รอดพ้นจากการกดขี่ข่มเหงและโรคร้ายที่เคยย่ำยีชนพื้นเมืองเกือบทุกเผ่าในอเมริกาเหนือและใต้

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1900 หรือ 11 ปีหลังการสถาปนาสาธารณรัฐบราซิล ชนเผ่าคายาโปมีประชากรราว 4,000 คน แต่เมื่อคนงานเหมือง คนตัดไม้ พวกกรีดยาง และพวกเลี้ยงปศุสัตว์หลั่งไหลเข้ามายังชายแดนบราซิล องค์กรเผยแผ่ศาสนาและหน่วยงานรัฐบาลก็พยายาม “ปราบพยศ” ชนเผ่าพื้นเมืองโดยการล่อด้วยสินค้าต่างๆ เพื่อแลกกับที่ดินและสัมปทาน การติดต่อกันเช่นนี้มักก่อผลกระทบที่ไม่คาดคิด นั่นคือการนำโรคหัด และโรคอื่นๆ มาสู่ผู้คนที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ตามธรรมชาติ พอถึงปลายทศวรรษ 1970 ประชากรของชนเผ่าคายาโปลดลงเหลือเพียงราว 1,300 คน

แม้จะล้มหายตายจากจนเหลือน้อย แต่พวกเขาก็ไม่เคยถอดใจ ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ชนเผ่าคายาโปหยัดยืนขึ้นอีกครั้ง โดยมีกลุ่มผู้นำหรือหัวหน้ารุ่นสร้างตำนานเป็นหัวหอก พวกเขานำวัฒนธรรมนักรบมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง ผู้นำอย่างรอปนีและเมการอง-ตีนำการประท้วงต่อต้านและเริ่มใช้วิธีกดดัน และอาจถึงกับสังหารคนที่ถูกจับได้ว่ารุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของพวกเขา


ในการต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเองและการครอบครองที่ดิน เหล่าหัวหน้าในยุคนั้นเรียนภาษาโปรตุเกส และสามารถขอความช่วยเหลือจากบรรดาองค์กรอนุรักษ์และคนดังในแวดวงสังคม เมื่อปี 1988 ชาวคายาโปช่วยกดดันให้มีการบัญญัติเรื่องสิทธิของชนพื้นเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของบราซิล และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องให้อาณาเขตของพวกเขาได้รับการรับรองอย่างถูกกฎหมาย  ปีต่อมา พวกเขาต่อต้านโครงการก่อสร้างเขื่อนคาราเราในแม่น้ำชีงกูที่อาจทำให้น้ำท่วมที่ดินบางส่วนของพวกเขา โครงการซึ่งเดิมทีวางแผนก่อสร้างเขื่อนหกแห่งในลุ่มน้ำนี้เป็นอันล้มพับไป           

หลังการเดินขบวนครั้งใหญ่หลายครั้งโดยมีกลุ่มอนุรักษ์หลายกลุ่มเข้าร่วมกับชนเผ่าคายาโปในการประท้วงซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ การชุมนุมอัลตามีรา (Altamira Gathering)

ปัจจุบัน ประชากรชาวคายาโปกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันชาญฉลาดในการรับและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ตั้งแต่ปืนลูกซองและเรืออะลูมิเนียมติดเครื่องยนต์ไปจนถึงเฟซบุ๊ก และวิถีของสังคมบริโภคที่ใช้เงินสดเป็นสื่อกลางตามแนวพรมแดน โดยไม่สูญเสียแก่นแท้หรือรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมของตนไป

การถ่ายทอดทักษะและพิธีกรรมต่างๆ ในวัฒนธรรมดั้งเดิมอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่การปลูกฝังหรือสร้างจิตสำนึกว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการทำลูกศรอาบยาพิษ หรือการใช้สมุนไพรเป็นยาเบื่อปลา อาจยังมีประโยชน์กับคนรุ่นที่ถูกล่อใจด้วยไอโฟนและความสะดวกสบายของอาหารที่หาซื้อได้จากร้านค้ากลับเป็นคนละเรื่อง ความสนใจในเรื่องเครื่องแต่งกายพื้นเมือง การร้อยลูกปัด และการประพฤติตนตามแบบอย่างบรรพบุรุษยังคงเข้มข้นในหมู่บ้านเคนด์จัม แต่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นทั้งหมด หรือหากจะเป็นภัยคุกคามจากวัฒนธรรมภายนอกนั้นก็น่ากลัวยิ่งนัก


“รัฐบาลบราซิลพยายามออกกฎหมายที่มีนัยว่า ไม่จำเป็นต้องหารือกับชนพื้นเมืองเมื่อต้องการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำของพวกเขาไปผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึงทำเหมือง หรือแม้แต่หากจำเป็นต้องมีการกำหนดเขตแดนของพวกเขาใหม่”

อาดรีอานู “ปิงกู” เจโรโซลิมสกี ผู้อำนวยการองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงหาผลกำไรและเป็นตัวแทนของหมู่บ้านชาวคายาโปราว 22 แห่ง ให้ทรรศนะ  เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ในหมู่บ้านโคไครย์โมโร ผู้นำชาวคายาโป 400 คนปฏิญาณว่า จะคัด ค้านกฤษฎีกา ข้อบัญญัติ ร่างกฎหมาย และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งหลายทั้งปวงที่อาจลิดรอนสิทธิในการปกครองดินแดน และขัดขวางพวกเขา ตลอดจนกลุ่มชนพื้นเมืองอื่นๆ ในการผนวกดินแดน มาตรการทางกฎหมายเหล่านี้เป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่า คือส่วนหนึ่งของความพยายามเอื้อประโยชน์ให้การทำเหมือง การทำไม้ และการเกษตร โดยหลบเลี่ยงอุปสรรคสำคัญอย่างการรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองในรัฐธรรมนูญของบราซิล ในบรรดาการดิ้นรนต่อสู้ทางการเมืองหลากหลายรูปแบบที่กล่าวมา เรื่องที่อาจกล่าวได้ว่าหนักหนาสาหัสที่สุดในขณะนี้ น่าจะเป็นความพยายามยุติโครงการคาราเราซึ่งชาวคายาโปคิดว่าล้มพับไปแล้วเมื่อกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่โครงการนี้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในชื่อใหม่ว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเบลูมองตี

หลังจากสี่ทศวรรษของแผนการที่มีอายุย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคเผด็จการทางทหารของบราซิล เป็นสี่ทศวรรษของการศึกษา การคัดค้าน การแก้ไขปรับปรุง คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล การกลับคำพิพากษา การปิดล้อม การร้องทุกข์ต่อนานาชาติ และคดีขึ้นโรงขึ้นศาล ในที่สุด การก่อสร้างโครงการเบลูมองตีมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯก็เริ่มขึ้นในปี 2011 โครงการนี้ประกอบด้วยคลองหลายสาย อ่างเก็บน้ำ พนังกั้นน้ำ และเขื่อนสองแห่ง ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเคนด์จัมไปทางเหนือราว 500 กิโลเมตร โครงการซึ่งมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงสุด 11,233 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในปี 2015 ที่จะ ถึงนี้ ทำให้ประเทศแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายสนับสนุนอ้างว่าเป็นวิธีเพื่อให้ได้ไฟฟ้าที่บราซิลต้องการ ขณะที่นักสิ่งแวดล้อมออกมาประณามว่า โครงการนี้เป็นหายนะทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ

 

เมื่อปี 2005 รัฐสภาบราซิลลงมติให้มีการรื้อฟื้นโครงการสร้างเขื่อนขึ้นมาใหม่ด้วยเหตุผลว่า พลังงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงของประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ชนเผ่าคายาโปและชนเผ่าอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้มาประชุมกันที่เมืองอัลตามีราในปี 2008 สำนักงานอัยการของรัฐบาลกลางบราซิลยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ยุติโครงการโดยอ้างว่า เอกสารว่าด้วยเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการยังมีข้อบกพร่อง และไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับชนพื้นเมืองในภูมิภาคนั้นอย่างเพียงพอ การฟ้องร้องนี้ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลหันมาขัดแย้งกันเอง คดีขึ้นไปถึงชั้นศาลฎีกา แต่การตัดสินชี้ขาดถูกเลื่อนออกไป

ขณะที่การก่อสร้างโครงการเบลูมองตีได้รับอนุญาตให้เดินหน้าต่อโครงการที่ประกอบด้วยเขื่อนสองแห่งจะก่อผลกระทบมหาศาลต่อลุ่มน้ำชีงกู จากถนนหนทางและการทะลักเข้ามาของคนงานและผู้อพยพย้ายถิ่นราว 100,000 คน เขื่อนเหล่านี้จะทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างพอๆ กับเมืองชิคาโก หรือมากกว่า 600 ตารางกิโลเมตร การประเมินจากทางการคาดว่า ประชากร 20,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ แต่การประเมินโดยองค์กรอิสระชี้ว่า ตัวเลขอาจสูงกว่านั้นสองเท่า การเปลี่ยนเส้นทางน้ำราวร้อยละ 80 ในช่วง 100 กิโลเมตรของแม่น้ำชีงกูจะทำให้พื้นที่ที่อาศัยน้ำหลากตามฤดูกาลและเป็นถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ต้องเหือดแห้ง


เรื่อง ชิป บราวน์ ภาพถ่าย มาร์ติน โชลเลอร์ ข้อมูลจากนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้