วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ศาลรธน.' จี้ถามนิยามเงินแผ่นดิน ปมกู้เงิน2ล้านล้าน

ศาล รธน. ไต่สวนปม พ.ร.บ.กู้เงินต่อนัดบ่าย จี้ถามนิยามเงินแผ่นดิน-กำหนดใช้หนี้-มาตรการป้องทุจริต ผอ.สน.บริหารหนี้สาธารณะ รับ กู้ 2 ล้านล้านแล้วจะกู้ไม่ได้อีก

วันที่ 8 ม.ค. 57 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคำร้องที่ประธานสภา ผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งของประเทศ มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือ ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อจากช่วงเช้า ซึ่งในช่วงบ่ายเป็นการพิจารณาเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวว่ามีการใช้เงิน ตามหลักที่ถูกต้องในกรอบงบประมาณหรือไม่

นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับมอบจากที่ประชุมตุลาการให้ทำหน้าที่ในการดำเนินการไต่สวน ระบุว่า พยานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมี 2 ส่วนคือ ตัวแทนจากรัฐบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ซึ่งพยานในช่วงบ่ายนี้มีทั้งหมด 12 ปาก

ดังนั้นเวลาการไต่สวนอาจจะไม่ทัน จึงขอให้ผู้แทนรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ชี้แจงก่อน ส่วนพยานในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม น.ส.สุภา ปิยะจิตติ นายทนง พิทยะ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล นั้นขอให้มาให้ถ้อยคำในนัดหน้าแทน

ส่วนพยานที่จะให้ถ้อยคำในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง น.ส.จุฬาลักษณ์ สุธีทอง ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ นายชนรรค์ พุทธมิลินประทีป รองผอ.สำนักงบประมาณ และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการรมว.คมนาคม

นายกิตติรัตน์ ชี้แจงว่า รัฐบาลมีอำนาจออกร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งการดำเนินการทางเศรษฐกิจรัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นการออกเป็นพระราชกำหนด เพราะการลงทุนโครสร้างพื้นฐานนั้นจะใช้เวลานานหลายปี การดำเนินการที่รวดเร็วตั้งแต่จุดเริ่มต้นโครงการจนแล้วเสร็จโดยเร็วจะเป็นประโยชน์ของประเทศได้ท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการรัฐธรรมนูญได้สอบถามเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเคยมีการออกพ.ร.บ.กู้เงิน จำนวนถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณแผ่นดินมาก่อนหรือไม่ โดยนายกิตติรัตน์ ชี้แจงว่า แม้ว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีจำนวนเงินที่มาก แต่เป็นเพราะการลงทุนในโครงการที่ต่อเนื่องด้านคมนาคม ซึ่งหากหารซอยเงินออกเป็น 7 ปีตามระยะเวลาดำเนินโครงการและนำไปเทียบกับงบประมาณรายจ่ายรายปี สัดส่วนเงินไม่ได้สูงจนน่าตกใจตามที่ความกังวลใจกัน

จากนั้นน.ส.จุฬาลักษณ์ สุธีทอง ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้อธิบายขั้นตอนการบริหารหนี้สาธารณะโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถามถึง นิยามของคำว่าเงินแผ่นดิน และกรอบวินัยการคลังในฐานะที่เป็นข้าราชการของกระทรวงการคลังมาหลายปี โดย น.ส.จุฬาลักษณ์ ชี้แจง ว่า ไม่มีส่วนโดยตรงเกี่ยวกับเงินแผ่นดิน เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเงินคงคลัง เงินแผ่นดิน เป็นเรื่องของกรมบัญชีกลาง ส่วนกรอบวินัยการคลังนั้น ไม่ว่าจะดำเนินการนโยบายอย่างไร ต้องดูว่าไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม และไม่เป็นภาระต่อรายจ่ายงบประมาณในอนาคต เช่น ภาระหนี้ ที่จะต้องตั้งงบประมาณมาชำระต้องอยู่ในระดับที่ไม่มากเกินไป ซึ่งระดับที่เหมาะสม ไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี

ด้าน นายบุญส่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถามว่า เงินที่กู้มาจะต้องใช้คืน ร่างพ.ร.บ.นี้กำหนดกรอบระยะเวลาการใช้หนี้กี่ปี ทั้งการใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ย โดย น.ส.จุฬาลักษณ์ กล่าวว่า ในกฎหมายไม่มีการกำหนดกรอบไว้ แต่มีการประมาณการทางวิชาการว่า โครงการนี้เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นทรัพย์สินของประเทศอีก นับร้อยปีและมีความสามารถที่รัฐบาลจะมีรายได้นำมาจ่ายชำระดอกเบี้ยได้ โดยที่ไม่เป็นภาระมาก ทั้งนี้สมมติฐานวิชาการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้น่าจะชำระหนี้ได้ ภายใน 50 ปี

นายจรัญ ถามต่อว่า ในความเห็นของพยานต่อการลงทุนกู้เงินนี้ ถ้าไม่ออกเป็นพ.ร.บ.กู้เงิน จะมีทางทำโครงสร้างของประเทศได้หรือไม่ สามารถใช้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ กฎหมายบริหารหนี้สาธารณะ จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้การใช้งบประมาณอยู่ในระบบเงินงบประมาณที่มีการควบคุมแน่หนายังเกิดปัญหารั่วไหลมาก จนกลายเป็นปัญหาของชาติ ทั้งนี้ถ้าเอาเงินก้อนใหญ่เข้ามา หากหลุดออกไปจากการควบคุมอย่างเข้มงวดในการใช้จ่ายดำเนินการ จะความล่มจมทางเศรษฐกิจอย่างที่หลายคนห่วงใยนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

น.ส.จุฬารัตน์ ชี้แจงว่า สามารถทำได้แต่ทำได้แบบมีข้อจำกัด เช่น โครงการไม่เป็นไปตามที่ประมาณการเอาไว้ ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อโครงการลงทุน เช่น อาจทำให้โครงการสร้างรถไฟทางคู่ทั้งหมดที่จะต้องเสร็จทั้งสายชะงักไป เพราะทำได้ทีละนิดตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ทั้งนี้ สำหรับขั้นตอนการดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณ 2 ล้านล้านบาทนั้น มีการดำเนินการอย่างรัดกุม ผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย ซึ่งเห็นว่ารัดกุมกว่าการใช้จ่ายงบปกติอีกด้วย ส่วนกรณีที่ตุลาการถามว่าหากกู้ก้อนนี้แล้วภายใน 2 ปีนี้จะสามารถกู้เงินจำนวนอื่นอีกได้หรือไม่นั้น ยอมรับว่าจะไม่สามารถกู้เงินใดๆ ได้อีก แต่รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นต้องมีการคำนวณกันอีก

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการซักถามพยานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นพยานที่เป็น ข้าราชการมีท่าทีที่อึดอัดต่อให้การให้ถ้อยคำอย่างเห็นได้ชัด

ศาล รธน. ไต่สวนปม พ.ร.บ.กู้เงินต่อนัดบ่าย จี้ถามนิยามเงินแผ่นดิน-กำหนดใช้หนี้-มาตรการป้องทุจริต ผอ.สน.บริหารหนี้สาธารณะ รับ กู้ 2 ล้านล้านแล้วจะกู้ไม่ได้อีก 8 ม.ค. 2557 15:46 ไทยรัฐ