วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เชือด308ส.ส.-ส.ว.แก้ 'รธน.' 'ปู'รอดไม่ได้ลงชื่อ

เชือด308ส.ส.-ส.ว.แก้ 'รธน.' 'ปู'รอดไม่ได้ลงชื่อ

  • Share:

ป.ป.ช.นัดรับข้อหา15-17ม.ค.วันนี้ตัดสิน‘แก้ม.190’อีกคดีอภิสิทธิ์กางพิมพ์เขียวปฏิรูป

308 ส.ส.-ส.ว.เดี้ยง ป.ป.ช.เงื้อดาบฟันปมแก้ รธน.ที่มา ส.ว.ฐานรู้เห็นเป็นใจยัดไส้ร่างเถื่อนเข้าพิจารณา มติ 7 ต่อ 2 “ปู” รอดหวุดหวิดความผิดไม่ชัดเจนพอ แค่โหวตไม่ได้เซ็นชงร่างฯ 383 ส.ส.-ส.ว.ต้องลุ้นระทึกอีก 1 คดีเด็ด ศาล รธน.นัดชี้ขาดคำร้องแก้ ม.190 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง “นายกฯปู” อ้อนประชาชน 2 ก.พ. เข้าคูหาไปเลือกตั้ง ใครชังรัฐบาลก็อย่าเลือก แต่อย่าปล่อยเสียสิทธิ หรือมาปิดถนน “เติ้ง” สวดมนต์ภาวนาอย่านองเลือดเหมือนบังกลาเทศ “มาร์ค” กางพิมพ์เขียวปฏิรูปสไตล์ ปชป.โชว์ เจอโจ๋หักหน้ากลางงานเป่านกหวีดลั่น-ตะโกนด่าตอนเป็นรัฐบาลทำไมไม่ทำ ไล่ส่งปฏิรูปพรรคตัวเองก่อน กกต.โยน 87 ปาร์ตี้ลิสต์ร้องศาลฎีกาเรียกคืนสิทธิ์ลงสมัครเอาเอง

สถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงจากหลายเหตุการณ์ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ล่าสุดคำร้องที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาขององค์กรอิสระเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.และ ส.ว.จำนวนมากในซีกรัฐบาลถูกร้องเอาผิดเริ่มทยอยมีคำวินิจฉัยออกมาเป็นระลอกยิ่งทำให้สถานะของรัฐบาลสั่นคลอนมากขึ้น

“ปู” ได้อีกหนึ่งเสียงเชียร์ให้ลุยเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ม.ค. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายกฯมีสีหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่การรักษาความปลอดภัย ใช้กำลังเจ้าหน้าที่จาก ม.พัน.1 รอ.จำนวน 2 กองร้อย ประจำทางเข้า-ออก และรอบอาคารที่ประชุม ขณะที่ภายหลังประชุม ครม.กลุ่มเพื่อนนักเรียนสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 12 จำนวน 20 คน ที่นายกฯเคยเป็นประธานรุ่นเข้าอวยพรนายกฯ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พร้อมให้กำลังใจนายกฯ ทำหน้าที่อย่างหนักแน่น เดินหน้าเลือกตั้ง

ตีบทอ้อน 2 ก.พ.เข้าคูหากาบัตร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวว่า จนถึงเวลานี้ ถือว่ายอมทุกอย่างแล้วเพื่อให้เกิดการพูดคุย ทั้งถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยุบสภา แต่ถ้าให้ลาออกทำไม่ได้ เพราะจะถูกร้องเรียนละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ดังนั้น ต้องอยู่รักษาการ รวมถึงยอมให้ตั้งใครก็ได้มาร่วมเวทีสภาปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่อยู่ฝ่ายตรงข้ามแล้วปฏิเสธ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ถึงอย่างไรต้องมีการเลือกตั้ง ถ้าไม่ชอบรัฐบาลก็อย่าเลือก อย่าปล่อยสิทธิเสียไป ทำอะไรต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่มาปิดกรุงเทพฯ คนไทยด้วยกันไม่อยากทำอะไร แม้ช่วงที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีคนน้อยรัฐบาลยังไม่ทำอะไรเลย เพราะปี 53 ก็เป็นบาดแผลสำหรับคนไทยแล้ว

ยังไม่มีโปรแกรมตะลอนหาเสียง

ต่อมาเมื่อเวลา 12.40 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวถึงแผนการหาเสียงเลือกตั้งว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการวางแผนที่จะลงพื้นที่หาเสียง ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็คงทำงานไป แต่ขณะนี้เรามีภารกิจที่จะต้องดูและในฐานะนายกฯในเรื่องความไม่สงบในบ้านเมืองก็คงทำภารกิจนี้ก่อน

“พงศ์เทพ” ชี้ใจร้อนปฏิรูปจะล่ม

ที่สโมสรทหารบก นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินสายชี้แจงเกี่ยวกับการตั้งสภาปฏิรูปประเทศว่า จากการเดินสายพบกับฝ่ายต่างๆหลายฝ่ายได้ดูในเรื่องโครงสร้างและกลไกต่างๆแล้ว ขณะนี้มีภาคเอกชนร่วมกับภาคประชาสังคมกำลังดำเนินการขับเคลื่อนรับเป็นเจ้าภาพไปดำเนินการต่อ รัฐบาลจะเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น ที่ผ่านมาเราเคยทำมีหลายเรื่องทั้งการทุจริตคอร์รัปชัน การกระจายอำนาจ การศึกษาทำมาเป็น 10 ปีแล้ว ดังนั้นกระบวนการปฏิรูปไม่ใช่จะเนรมิตได้แน่นอน ต้องมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างกว้างขวางจึงจะเป็นประโยชน์ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการปฏิรูปเฉพาะกลุ่มเล็กๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับ ถ้าใจร้อนเราจะไม่ได้ผลปฏิรูปที่ดี

“เติ้ง” ภาวนาอย่าเหมือนบังกลาเทศ

เมื่อเวลา 10.00 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะเป็นเหมือนการเลือกตั้งบังกลาเทศว่า อย่าให้เป็นเหมือนบังกลาเทศเลย เราคนไทยด้วยกัน เลือดแต่ละหยดก็เป็นของคนไทย คิดว่าการเจรจาเป็นสิ่งดีที่สุด อย่าถือทิฐิมานะ การหารือกับทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศเราเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อถามว่า ทำอย่างไรเมื่อทุกฝ่ายไม่ยอมหันหน้ามาคุยกัน นายบรรหารกล่าวว่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้แต่สวดมนต์ไหว้พระทุกคืนภาวนาขอให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่รู้ทำอย่างไรตอบไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินหน้าเลือกตั้งคิดว่าจะเป็นทางออกหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งและ กกต.ยืนยันให้ลงคะแนนเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ก็ต้องเดินหน้าต่อไป ส่วนอะไรจะเกิดก็ว่ากันอีกครั้ง เป็นหน้าที่ของ กกต.จะต้องแก้ไข หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้

เตือน ป.ป.ช.สอย ส.ส.-ส.ว.วุ่นแน่

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการชี้มูลของ ป.ป.ช.เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.ของ ส.ส.-ส.ว.จำนวน 383 คน นายบรรหารกล่าวว่า คาดคะเนอะไรไม่ได้ ถ้า ป.ป.ช.มองเหตุการณ์ให้มันไกลและตั้งอยู่บนความเที่ยงธรรม ความถูกต้อง ท่านจะไม่ทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย แต่ถ้าการตัดสินออกมาคนละแบบ บ้านเมืองก็วุ่นวายอย่างแน่นอน เมื่อถามว่ามองการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระเป็นอย่างไร นายบรรหารกล่าวว่า ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ แต่เราต้องให้ความเคารพนับถือองค์กรอิสระ แต่เรื่องจะออกมาเป็นปกติหรือไม่ปกติอยู่ที่ ป.ป.ช. แต่ตนเชื่อมั่นประธาน ป.ป.ช.เป็นคนดี ท่านคงมีวิจารณญาณดูว่าอะไรถูกหรือไม่ถูก อะไรควรทำไม่ทำ อะไรที่จะทำให้เกิดเหตุวุ่นวายกับบ้านเมือง ท่านคงพิจารณาให้ถ่องแท้

“มาร์ค” กางพิมพ์เขียวปฏิรูปสไตล์ ปชป.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมแกนนำพรรคอาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธาน ส.ส. นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบประเทศไทย แถลงข่าวเปิดพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทย “ขจัดคอร์รัปชัน มุ่งมั่นปฏิรูป” ว่าจากการที่พรรคตัดสินใจว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ และประชาชนต้องการปฏิรูป จึงจำเป็นต้องปฏิรูป เพราะการเมืองทุจริต เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ สังคมไม่เป็นธรรม โดยอำนาจและผลประโยชน์กระจุกตัว ซึ่งมีแนวทางต้องปฏิรูป 7 ด้าน ได้แก่ 1.การขจัดทุจริตคอร์รัปชัน 2.ปฏิรูปการเลือกตั้งที่เป็นธรรม 3.การปฏิรูประบบราชการและการกระจายอำนาจ 4.การปฏิรูปเศรษฐกิจ 5.การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปตำรวจ 6.ปฏิรูปการศึกษา และ 7.ปฏิรูปสื่อ ทั้งนี้การทุจริตส่งผลให้ไทยไม่เป็นที่เชื่อถือและอันดับความโปร่งใสก็ตกต่ำ ทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศลดลง ซึ่งหลังจากนี้จะวิเคราะห์ปัญหารูปแบบการทุจริตมีอะไรบ้าง เพื่อเสนอมาตรการแก้ไข

โชว์ 4 ด้าน 20 มาตรการปราบโกง

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า มาตรการขจัดทุจริตคอร์รัปชัน มี 4 ด้าน 20 มาตรการ คือ 1.ด้านป้องกัน ที่ต้องมีมาตรการกฎหมาย พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ... และต้องแก้ไขการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดระเบียบโฆษณาของรัฐ ที่สนับสนุนงบประมาณโฆษณาให้สื่อ ทั้งที่สื่อควรเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน จนทำให้สื่อหลายสำนักกลายเป็นสุนัขรับใช้ 2.ด้านปราบปราม ต้องดำเนินการเรื่องกฎหมายปราบปรามทุจริต การปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช.สืบสวน  เพิ่มบทบาทสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน และตรวจสอบภาษีย้อนหลังนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานรัฐ

ส่ายหัวดิกชัตดาวน์ ปชป. 5 ปี

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า 3.ด้านโปร่งใส ต้องจัดให้มีข้อตกลงคุณธรรมการจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มมาตรการเปิดเผยข้อมูลรัฐวิสาหกิจให้เทียบเท่าบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมแก้กฎหมายข้อมูลข่าวสารทางราชการปี 2540 และ 4.ด้านปลูกฝัง สนับสนุนให้งานวิจัยด้านคอร์รัปชัน จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชันภาคประชาชน ซึ่งทั้ง 20 มาตรการ 4 ด้าน เราพร้อมผลักดันเมื่อมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

จากนั้นเปิดให้ผู้เข้าฟังการแถลงซักถาม มีผู้เสนอให้พรรคประชาธิปัตย์เว้นวรรคยุติบทบาททางการเมือง 5 ปี เพื่อแสดงความจริงใจคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีคนเสนอหลายคนแล้ว แต่เห็นว่าพรรคไม่ได้ทำผิดแล้วจะให้เว้นวรรคคงไม่ถูกต้อง และที่ผ่านมาไม่เห็นว่านัก การเมืองที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองจะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้

เจอโจ๋เป่านกหวีดไล่ปฏิรูปตัวเองก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์เริ่มแถลงเนื้อหาปฏิรูป ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 30-35 ปี ลุกขึ้นเป่านกหวีด 1 ครั้งเสียงดังลั่น ทำให้ผู้ร่วมฟังแถลงข่าวตะลึงคิดว่าเป็นผู้ชุมนุม กปปส. ที่สนับสนุนการเปิดพิมพ์เขียวครั้งนี้จึงไม่มีใครเข้าไปห้ามปราม แต่เมื่อชายคนนี้ชูแผ่นกระดาษหันไปทางนายอภิสิทธิ์ มีข้อความว่า “RESPECT MY VOTE” พร้อมตะโกนว่า “ถ้าคุณยังปฏิรูปตัวเองไม่ได้แล้วจะมาปฏิรูปประเทศได้อย่างไร” ซึ่งนายอภิสิทธิ์มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย และกล่าวว่า “ขอบคุณครับ” แต่ชายคนนี้ยังคงตะโกนว่า “ตอนคุณเป็นรัฐบาลทำไมไม่ทำ หยุดวาทกรรมการโกงได้แล้ว คุณข่มขู่คุกคามคนอื่นได้ แต่คนอื่นข่มขู่คุกคามคุณไม่ได้หรืออย่างไร” นายอภิสิทธิ์จึงตอบกลับว่า “นี่คือตัวอย่างที่ต้องปฏิรูป นี่คือรูปแบบของคู่แข่งพรรคประชาธิปัตย์” ทำให้ชายคนนี้ตะโกนกลับว่า “ผมไม่ใช่คู่แข่ง ผมคือประชาชน” จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาพาตัวชายดังกล่าวออกนอกห้องประชุม

ปชป.ขัดใจ “ปู” ไม่เดินหาเสียง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการหาเสียงเลือกตั้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ1 พรรคเพื่อไทย ไม่เคยเดินหาเสียงแม้แต่ครั้งเดียวแสดงว่าไม่เคารพการเลือกตั้ง ไม่เคารพประชาชน ไม่มีใจเป็นประชาธิปไตย มองเพียงว่าอย่างไรก็ชนะ เห็นการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมการเข้าสู่อำนาจ และคะแนนเสียงประชาชนเป็นเพียงบันไดหาผลประโยชน์ รวมทั้งผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนและมองเพียงผลการเลือกตั้งเท่านั้น ที่สำคัญป้ายหาเสียงพรรคเพื่อไทยที่ระบุจะสานต่อนโยบายเดิมให้ลุล่วง อยากถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า 1.จะสานต่อในเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งหรือไม่ 2.จะสานต่อด้วยการกลับไปกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทหรือไม่ และ 3.จะสานต่อโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่

เหมือนรู้ 381 ส.ส.–ส.ว.จะโดนสอย

นายชวนนท์กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. ประชุมเพื่อลงมติแจ้งข้อกล่าวหาคดีการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มา ส.ว. ของ ส.ส. และส.ว. จำนวน 381 คนว่า เป็นผลที่เกิดจากกรรมของ ส.ส.และ ส.ว. ทำผิดข้อบังคับ และทุจริตในหน้าที่จากการลงมติแทนกัน แปรญัตติผิดข้อบังคับ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอำมาตย์หรือมือที่มองไม่เห็นกลั่นแกล้ง แต่เกิดจากการกระทำของมือที่สกปรก จึงไม่ควรร้องโอดโอย แต่บุคคลเหล่านี้กลับไม่รู้สึกสำนึกผิดและยังคงพฤติกรรมเดิม โดยเฉพาะนายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ที่กล่าวหาองค์กรอิสระว่า ถ้าเป็นคดีของพรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินการช้า แต่ถ้าเป็นคดีของพรรคเพื่อไทยดำเนินการเร็ว หากยังพูดอย่างนี้พรรคจะฟ้องร้องแน่นอน ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคไม่มีสัมพันธ์พิเศษกับองค์กรอิสระ และพร้อมรับการตรวจสอบผ่านกระบวนการยุติธรรม

กกต.โยน 87 ปาร์ตี้ลิสต์ร้องศาลฎีกา

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. แถลงว่าที่ประชุม กกต.มีมติไม่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อรวม 87 ราย ใน 25 พรรคการเมือง ซึ่งผู้ที่ กกต. ไม่ประกาศรายชื่อทั้ง 87 คน สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 44 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ยื่นร้องต่อศาลฎีกาได้ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าหลักฐานที่บุคคลดังกล่าวนำมาแสดงมีความชัดเจนก็อาจจะประกาศให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ เหมือนกับกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ไม่สามารถเข้าสมัคร ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้งได้แล้วไปใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ถือว่าเป็นเรื่องดีมาก และ กกต.พร้อมที่จะไปให้ข้อมูลต่อศาล แต่ขณะนี้ยังไม่มีหมายเรียกจากศาลมายังสำนักงาน ยืนยัน กกต.ไม่ได้มีการกลั่นแกล้ง นอกจากนี้ผู้ที่ กกต.ตัดสิทธิการลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อจะต้องถูกดำเนินคดีฐานะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังถือว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด เพราะ กกต.ต้องให้โอกาสบุคคลที่ กกต.ตัดสิทธิไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 7 วัน และหากศาลมีคำสั่งอย่างไร กกต.จึงจะนำมาประกอบการพิจารณาอีกครั้งโดยจะต้องดูว่าหัวหน้าพรรคหรือพรรคมีส่วนรู้เห็นกับการที่บุคคลไม่มีสิทธิสมัครแล้วมาลงสมัครหรือไม่

เปิดโผ 25 พรรคโดนแบล็กลิสต์

นายภุชงค์กล่าวว่า สำหรับบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อแยกเป็นพรรคชาติพัฒนา 5 คน พรรครักประเทศไทย 3 คน พรรคพลังสหกรณ์ 1 คน พรรคภูมิใจไทย 7 คน พรรคภารดรภาพ 7 คน พรรคเพื่อสันติ 5 คน พรรคพลังประเทศไทย 2 คน พรรคประชาสามัคคี 1 คน พรรคกสิกรไทย 2 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 5 คน พรรคเพื่อไทย 4 คน พรรคพลังเครือข่ายประชาชน 5 คน พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 5 คน พรรคพลังไทยเครือข่าย 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 4 คน พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า 1 คน พรรคเครือ ข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย 1 คน พรรคพลังไทยรักชาติ 5 คน พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย 3 คน พรรคเสียงประชาชน 5 คน พรรคคนขอปลด หนี้ 1 คน พรรคพัฒนาคุณภาพชีวิต 3 คน พรรคชาติไทยสามัคคี 1 คน พรรคเงินเดือนประชาชน 5 คนและพรรคเพื่อแผ่นดิน 5 คน โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ และเป็นที่สังคมรู้จักอาทิ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายถาวร ตรีรัตนณรงค์ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และ พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน จากพรรคเพื่อไทย นายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

สั่งปลดคัตเอาต์ ธ.ก.ส.มีหน้า “ปู”

นายภุชงค์กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.ยังมีมติตอบข้อหารือของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ขอหารือว่าจะดำเนินการติดป้ายคัตเอาต์สื่อรณรงค์หน่วยงาน และมีภาพนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ จำเป็นต้องปลดลงหรือไม่ ซึ่ง กกต.เห็นว่าหมิ่นเหม่ต่อการขัดมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้งและอาจขัดต่อหลักการใช้ทรัพยากรบุคคลของรัฐ จึงมีมติให้ปลดลง แต่ถ้าเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ที่เป็นข้อความ โลโก้หน่วยงาน ไม่มีรูปของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้

ว่าที่ปาร์ตี้ลิสต์ พท.ยันไม่ผิด

พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนในการลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เนื่อง จากที่ผ่านมาได้ใช้สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 ก.ค.ปี 2554 โดยไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 26 มิ.ย.2554 ที่เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี อีกทั้งตนยังได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 54 ที่ผ่านมา ด้วย และได้ยื่นเอกสารให้ทางพรรคตรวจสอบคุณสมบัติค รบถ้วน จึงอยากให้ กกต.ชุดนี้อย่าทำงานหละหลวม ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ผู้สมัครรายอื่น ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งจาก กกต.อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 8 ม.ค.จะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อยืนยันสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจะยื่นร้องต่อศาลฎีกาต่อไป

เด็ก ภท.เดือด กกต.มั่วตัดสิทธิ์

ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร รอง เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติว่าขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิ์ว่า ยืนยันได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่เขตยานนาวา กทม. และมีหลักฐานเป็นเอกสารการใช้สิทธิ์ จึงไม่ได้ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ตนได้ชี้แจง กกต.ไปแล้ว แต่ กกต.ระบุว่า ได้มีมติตัดสิทธิ์ไปแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนมติ เป็นเรื่องผู้สมัครต้องไปร้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเอง ซึ่งเรื่องนี้ กกต.ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน แต่เชื่อข้อมูลที่ซื้อมาจากฐานข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ไม่ได้รวมบัญชีผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ดังนั้นเห็นว่า กกต.ไม่ทุ่มเทในการทำงาน เหมือนกับการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งในภาคใต้ ตนจะปกป้องสิทธิ์ตัวเองโดยร้องต่อศาลฎีกาเพื่อคืนสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ขอเรียกร้องให้ กกต.ต้องทบทวนตัวเองที่ไม่มีความรับผิดชอบ โยนภาระให้คนอื่น

กก.หน่วยฯพัทลุงยกเข่งบอยคอต

นายบันเทิง วัชรเสรีกุล ผอ.กกต.พัทลุง กล่าวว่า ในขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 แล้ว หากไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ก็จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ สิ่งที่น่ากังวลคือคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และผู้อำนวยการประจำหน่วยเลือกตั้ง ปฏิเสธเข้าร่วมทำหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นจำนวนมากแล้ว ทาง กกต.พัทลุง จะได้ประสานนายเสรี ศรีหะไตร ผวจ.พัทลุง นายอำเภอ และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ศึกษาการประถมศึกษาพัทลุง ทั้ง 2 เขต เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาดังกล่าวเร่งด่วนต่อไป ส่วนการรักษาความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของตำรวจ หากกำลังมีไม่พอก็จะขอสนับสนุนกำลังจากทหารช่าง ช.401-402 ค่ายอภัยบริรักษ์ เข้ามาทำหน้าที่ต่อไป และจากการลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน ปรากฏว่ามีชาวบ้านจำนวนมากแสดงความคิดเห็นที่จะเลือกตั้งแบบโหวตโน จงใจทำให้บัตรเสีย บางส่วนปฏิเสธที่จะไปเลือกตั้ง รวมทั้งขู่จะฉีกบัตรเลือกตั้งด้วย

แจ้งข้อหา 308 ส.ส.-ส.ว.ชงแก้ที่มา ส.ว.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.เป็นประธาน เพื่อพิจารณาลงมติการแจ้งข้อกล่าวหาการร้องถอดถอน 381 ส.ส.-ส.ว.แก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ต่อมาเวลา 16.30 น. ภายหลังการประชุมนายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนคดีดังกล่าวแถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแบ่งผู้ถูกกล่าวหาออกเป็นกลุ่มๆโดยดูจากพยานหลักฐานที่ได้จากศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ข้อสรุปว่า มีสมาชิกรัฐสภา 308 คน อยู่ในข่ายถูกแจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่ 1.ส.ส.ที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. และให้ความเห็นชอบวาระ 1 วาระ 2 และวาระ 3 ทั้งสามวาระ รวม 293 คน

ซัดร่วมรู้เห็นเป็นใจใช้ร่างเถื่อน

นายประสาทกล่าวว่า 2.กลุ่ม ส.ส.และ ส.ว. ที่ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญ และลงมติในวาระ 1 หรือ 2 หรือ 3 เพียงวาระใดวาระหนึ่ง จำนวน 15 คน รวมทั้งหมด 308 คน ต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะ ป.ป.ช.เห็นว่า สมาชิกรัฐสภา 308 คน มีส่วนร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อทราบว่า ร่างที่นำมาพิจารณาในวาระ 1, 2 และ 3 เป็นร่างปลอม ไม่ตรงกับที่เสนอแก้ไขกลับไม่ทักท้วง ถือว่าจงใจรู้เห็นในการกระทำผิด ไม่สามารถอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 130 ได้ว่าการโหวตลงมติวาระ 1, 2 และ 3 เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาที่ได้รับการคุ้มครอง ไม่สามารถนำไปฟ้องร้องได้ ส่วน ส.ส.อีก 73 คน ที่ไม่ได้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแค่โหวตลงมติอย่างเดียว ไม่อยู่ในข่ายถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะได้รับสิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 130 ที่สมาชิกรัฐสภามีอำนาจในการโหวตลงมติในห้องประชุมสภาฯ โดยไม่สามารถนำไปฟ้องร้องได้

มติ 7 ต่อ 2 “ปู” รอดแค่โหวตไม่ได้เซ็นต์

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า พฤติการณ์การกระทำผิดของ 308 คนที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ การปลอมเอกสารตามที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดไว้ ทำให้ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาคนกลุ่มนี้ ส่วนกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีความผิดจำนวน 73 คน แยกได้ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสมาชิกรัฐสภา 65 คน ที่ไม่มีส่วนร่วมในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแค่ร่วมลงมติในวาระ 1, 2 หรือ 3 อย่างเดียว ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติ 7 ต่อ 2 ว่า ไม่มีความผิดให้ข้อกล่าวหาตกไป เพราะไม่มีปรากฏพฤติกรรมการกระทำผิดที่ชัดเจนเพียงพอ และมีรัฐธรรมนูญ มาตรา 130 คุ้มครองอยู่ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เพราะนายกฯลงมติเฉพาะวาระ 3 เพียงอย่างเดียว 2.กลุ่ม ส.ส.และ ส.ว. จำนวน 8 คน ที่ไม่มีส่วน ร่วมรู้เห็นอะไรเลยในการเสนอร่างหรือลงมติ ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ว่า คนกลุ่มนี้ไม่ผิด

เปิด 3 วันมารับข้อหา

นายวิชากล่าวว่า ป.ป.ช.จะนัดให้ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 308 คน มารับทราบข้อกล่าวหาระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค. โดยพร้อมให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถบอกได้ว่า ป.ป.ช.จะลงมติชี้มูลความผิดทั้ง 308 คนได้ทันก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. หรือไม่ ส่วนที่พรรคเพื่อไทยทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น แม้สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่เจ้าพนักงานแต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมาตรา 213 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระบุว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ก็เข้าข่ายถูกพิจารณาความผิดอาญาได้ เทียบเคียงได้กับมาตรา 157 การที่ ป.ป.ช.พิจารณาคดีได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นเรื่องข้อกฎหมายล้วนๆ ป.ป.ช.จึงเรียกผู้เกี่ยวข้อมาชี้แจงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการขอเอกสารก็ได้รับความร่วมมือ ทำให้การไต่สวนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ป.ป.ช.พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนมาแก้ข้อกล่าวหา

ลุ้นอีกศาล รธน.ชี้ขาดปมแก้ ม.190

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า ในวันที่ 8 ม.ค. เวลา 15.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม  ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภารวม 383 คน ร่วมกันดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่จำกัดอำนาจรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศของฝ่ายบริหาร เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่  ซึ่งขณะนี้มีนายวิรัตน์ ในฐานะผู้ร้องและผู้ถูกร้องบางส่วน ได้แจ้งมายังศาลรัฐธรรมนูญว่าประสงค์จะเข้าร่วมฟังคำวินิจฉัยแล้ว

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “ธรรมรักษ์”

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.961/2553 ที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อายุ 75 ปี อดีต รมว.กลาโหม และกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายอมรวิทย์ สุวรรณผล อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมือง กกต. นายชวการ หรือ กรกฤต โตสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทย นายสุขสันต์ หรือจตุชัย ชัยเทศ อดีต ผอ.การเลือกตั้งพรรคพัฒนาชาติไทย และนายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย เป็นจำเลยที่ 1-5 ความผิดฐานกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 และ 11 โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำผิดเมื่อระหว่างวันที่ 2-7 มี.ค.2549 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 จ้างวานให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต มอบเงินค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 2 จำนวน 30,000 บาท ให้ตัดต่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายชื่อ ข้อมูลสมาชิกของพรรคพัฒนาชาติไทยที่ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทยไม่ครบ 90 วันตามกฎหมายกำหนด เหตุเกิดที่แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร และแขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม. เกี่ยวพันกันศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ จำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าร่วมกับจำเลยที่ 3-5 สนับสนุนจำเลยที่ 2 กระทำผิด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย พิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้