วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ม็อบปลื้มเชิญแขกฝั่งธนได้2.5ล้าน

แห่บริจาคช่วยจุดเสี่ยง13ม.ค.ที่ศูนย์ราชการแยกลาดพร้าว

“ประยุทธ์” แบ่งรับแบ่งสู้ปฏิวัติ อ้างเหตุขยับกำลังพลยุทโธปกรณ์เข้าเมืองกรุงเป็นวาระพิเศษกำหนดไว้ล่วงหน้า นำมาโชว์ให้ชาว กทม.ได้เห็นเป็นขวัญตา  แพลมไต๋ยึดอำนาจต้องมีเงื่อนไข เตือนใช้ยาแรงมันอันตราย หากเกิดเหตุรุนแรง คนบาดเจ็บล้มตายโยนรัฐบาลต้องรับผิด แหย่นายกฯยอมลาออกจากตำแหน่งรักษาการไหม กองทัพบกทยอยเคลื่อนรถถัง ยุทโธปกรณ์ หน่วยรบพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ม.ค. เสริมแสนยานุภาพแสดงในวันกองทัพไทย “ยิ่งลักษณ์” ยืนกรานไม่ลาออกแน่ กำชับฝ่ายความมั่นคง 3 เหล่าทัพจับมือ สตช.รับมือชัตดาวน์ กทม. “สุรนันทน์” อ้างวาง ผบ.ตร.นั่งเก้าอี้ ผอ.ศอฉ. สมช.เผยนายกฯปูงัดกฎเหล็กคุมเกมภาวะคับขัน ผู้ชุมนุมเริงร่าตระเวนฝังธนฯกวักมือเรียกแขกร่วมชุมนุมใหญ่ ได้รับเงินยอดบริจาคอู้ฟู่ 9 ถุง นปช.จัดชุมนุมใหญ่เดินหน้าต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ

กปปส.เดินเรียกแขกรอบสองให้เข้าร่วม

ชัตดาวน์กรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค. จนหน่วยข่าวกรองต้องเกาะติดเหตุการณ์หวั่นม็อบชนม็อบ ท่ามกลางกระแสข่าวการปฏิวัติยังกระพือไม่หยุด แม้ตัวแทนของกองทัพดาหน้าออกมายืนยันหลายครั้ง ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ต้องออกมาการันตีด้วยตัวเองเพื่อดับข่าวลือ แต่เปิดไต๋ต้องมีเหตุอาจจะเดินไปสู่จุดหมายนั้นได้

“ประยุทธ์” แพลมไต๋ ปว.ต้องมีเหตุ

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. เวลา 09.30 น. ที่กรมแพทย์ทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานวันสถาปนากรมแพทย์ทหารบกครบรอบ 114 ปี ถึงกระแสข่าวช่วงนี้ที่ทหารเคลื่อนย้ายกำลังเพื่อทำการปฏิวัติว่า ข่าวลือก็เป็นข่าวที่ไม่จริง ดังนั้น ไม่ต้องเชื่อ เรามีการเคลื่อนย้ายกำลังพลทุกปี และปี 2557 กองทัพบกมีนโยบายนำพากองทัพไปสู่ความทันสมัยในอนาคต ในปีนี้เป็นวาระพิเศษที่กำหนดไว้ล่วงหน้า จะนำยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ที่ได้จัดซื้อจัดหามา ให้ประชาชนในกรุงเทพฯได้เห็นมีสมรรถนะเพียงใด ส่วนที่มีคนระแวงว่าทหารจะใช้การปฏิวัติเป็นทางออกสุดท้าย คนไปกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เมื่อมองไม่เห็นก็อย่าไปกลัว คิดว่าทุกอย่างมีสาเหตุหมด ทุกเรื่องต้องมีสาเหตุ ต้องมีเงื่อนไข ดังนั้นต้องไปหาให้เจอว่าถ้าไม่มีเหตุอะไรก็ไม่มีเรื่อง เหมือนเรื่องอีกากับวัว ถ้าวัวมีแผล อีกาก็จะมาจิกหลังทุกวัน ถ้าไม่มีแผลก็ไม่มีอีกา ประเทศชาติอยู่ด้วยกระบวนการ ศาลยุติธรรม องค์กรอิสระ ถ้าเราอยู่ด้วยการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีจะสร้างปัญหาไปเรื่อยๆ

บาดเจ็บล้มตายโยนรัฐบาลรับผิด

เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ที่กลุ่ม กปปส.จะปิดกรุงเทพฯส่งผลให้เกิดการปะทะกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า การปะทะเกิดมาหลายครั้งแล้ว ลองย้อนกลับไปดูปี 53 ว่าเกิดอะไรขึ้น ในปี 53 มีสองฝ่าย คือรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้าน ส่วนปีนี้มีรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้านคือ กปปส. และยังมีอีกกลุ่มที่เตรียมออกมาอีก สรุปมี 3 กลุ่ม ต่างจากปี 53 ขออย่างเดียวอย่าให้เกิดความรุนแรง ทหารต้องดูแลประชาชนทุกพวกทุกฝ่ายไม่ให้บาดเจ็บล้มตาย ไม่ได้ดูแลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนต้องดูแลคนทั้งประเทศ กปปส.ปิดกรุงเทพฯต้องคอยดูว่าจะเกิดอะไร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร เพราะไม่ใช่ กปปส. หวังเพียงอย่างเดียวว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายมีทางออกร่วมกัน หรือใครจะหวังให้ฆ่ากันตายหมด ใครก็ตามที่ทำให้เกิดความรุนแรงคนนั้นจะต้องรับผิดชอบ จำไว้ ไม่ว่าพวกไหนก็แล้วแต่ ถ้าออกมาเมื่อไร ประชาชนตีกัน มีการบาดเจ็บล้มตาย จลาจล รัฐบาลต้องรับผิดชอบในหลักการ

กระแซะนายกฯยอมลาออกไหม

เมื่อถามว่า หากนายกรัฐมนตรีลาออกจะจบหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า แล้วนายกฯยอมออกไหมล่ะ ต้องไปถามนายกฯเอง เมื่อถามว่ามีความต้องการให้ใช้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า คิดว่ารัฐบาลและนายกฯเข้าใจ ที่ผ่านมาได้อธิบายในที่ประชุม กอ.รมน.และชี้แจงถึงเหตุผลที่จำเป็น ขอย้อนกลับไปเมื่อปี 53 ก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง มีเหตุการณ์ใช้ความรุนแรง 6 ครั้ง ใช้อาวุธสงครามยิง โดยไม่รู้ว่าใครทำ จากนั้นมีการพัฒนาสถานการณ์ตามลำดับ โดยมีเหตุการณ์ใช้อาวุธสงคราม 24-26 ครั้ง จึงมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และจากนั้นยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงอีก 60 กว่าครั้ง ทหารถูกนำไปเกี่ยวโยงทุกครั้งไป

เด้งเชือกไม่รับเป็นตัวกลางตัดสิน

“ในปี 53 มีเหตุการณ์ความรุนแรง ใช้อาวุธสงคราม กระสุน วัตถุระเบิดทั้งหมด 96 ครั้ง แต่วันนี้เกิดอะไรขึ้นจะต้องไปพิสูจน์ให้ได้ว่าเกิดจากใคร ผมได้นำเรียนนายกฯและ ศอ.รส.ไปว่า ต้องให้ตำรวจตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำ จะได้ไม่พัฒนาไปสู่ปี 53 ในปีนั้นมีการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงตั้งแต่เดือน ก.พ. ใช้เป็นเวลา 9 เดือนเต็ม แต่ขณะนี้เพิ่งผ่านไปแค่ 2 เดือน ผมพยายามหยุดไม่ให้ยืดยาวไปสู่จุดนั้น จนทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทุกคนต้องกลับมาแก้ปัญหากันให้เจอ ผมไม่สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่และประชาชนไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ว่าผมพูดอะไรก็เสียหายหมดทุกพวกทุกฝ่าย แต่จำเป็นต้องชี้แจง เพราะทหารทุกคนฟังคำสั่งผมอยู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทหารต้องดูแลประชาชนทุกฝ่าย ทุกพวก ทุกสี ถ้าไม่เลิกสี ผมก็ต้องดูทุกสี ถ้ามี 10 สี ผมก็ดูคน 10 สี ขอให้ประชาชนเข้าใจ ใครก็ตามที่มีปัญหากัน ต้องไปหาทางกันให้เจอ อย่าเอาผมมาตัดสิน วันนี้เหมือนทำข้อสอบอยู่ ต่างคนต่างงงว่า ข้อสอบถามว่าอย่างไร ส่วนคนตอบก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร สรุปไม่เข้าใจทั้งคนออกข้อสอบ หรือนักเรียน จึงจะหากรรมการกลางมาตัดสิน ผมว่า มันไม่ใช่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ไม่ยืนยันทหารจะปฏิวัติหรือไม่

เมื่อถามว่า  บอกให้คนประเทศมั่นใจได้หรือไม่ว่า กองทัพจะไม่ทำรัฐประหาร เพราะขณะนี้ข่าวการปฏิวัติทำให้ตลาดหุ้นตก พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “มันไม่เกี่ยวกับทหาร อยู่ที่พวกคุณกันเอง หุ้นจะตกหรือไม่อย่ามาโทษทหาร อย่ามาหาว่าทหารจะทำโน่น ทำนี่ เมื่อสื่อเป็นคนสร้าง วาดเรื่องขึ้นมาเอง แล้วให้ผมมายืนยัน ผมไม่ตอบ ผมไม่ยืนยัน” เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า กปปส.มีแผนลับ 10 ประการเพื่อให้ทหารปฏิวัติ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องตรวจดูว่าจริงหรือไม่ วันนี้ใครเขียนแผนอะไรก็ได้ เมื่ออ่านแล้วก็ขำ วันนี้โลกไม่ได้มีแค่มืดกับสว่าง เพราะถ้าตรงไหนมืดก็เปิดไฟ ถ้าตรงไหนสว่างเกินไปก็ปิดไฟ ถ้าทุกคนมาช่วยกันสุมไฟให้สว่างมันจะร้อนเกินไป ต้องเอาธรรมเข้าข่ม ต้องมีสติ รู้คิด รู้ทำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งไว้แล้ว

เตือนให้ยาแรงมันอันตราย

“ทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่ผมคนเดียว ถ้าให้ผมกับองค์กรของผมมาแก้ปัญหา คงไม่ใช่ เราต้องสร้างความเข้มแข็งและรวมพลังกันแก้ปัญหาให้ได้ อย่าให้คนใดคนหนึ่งเป็นคนแก้ปัญหา องค์กรใดก็แก้ไม่ได้ เพราะวันนี้ปัญหาสลับซับซ้อน วันนี้ทหารทำดีที่สุดแล้ว คือ การทำให้สถานการณ์หยุดนิ่งอยู่กับที่ อาจรำคาญบ้างเล็กน้อย แต่อย่าใช้ยาแรง วันนี้เป็นไข้เล็กน้อย อาจจะเติมยาไปสักหน่อย ถ้าใช้ยาแรงมันอันตราย ใครก็ไม่อยากทำให้ประชาชนบาดเจ็บเสียหาย กำลังทหารที่ออกไปช่วย ศอ.รส.ไปดูแลประชาชนให้ปลอดภัย ไม่ใช่ไปปราบปรามประชาชน การประชุม กอ.รมน.ที่ผ่านมาได้พูดคุยอธิบดีดีเอสไอ (นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ) ให้ติดตามคดี เพราะตอนนี้มีคดีมากขึ้น ความผิดเหมือนเดิม อธิบดีก็คนเดียวกัน ถ้าจะเคลียร์ปีนี้ เคลียร์ปี 53 ให้ผมด้วย เคลียร์ให้จบทั้งสองอัน ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่เลิกกันสักที” ผบ.ทบ.กล่าว

ทบ.เคลื่อนกำลังพล–ยุทโธปกรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองทัพบกว่า ในระหว่างวันที่ 7-10 ม.ค. กองทัพบกจะทำการเคลื่อนยุทโธปกรณ์และกำลังพลเข้ามาร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพไทยวันที่ 18 ม.ค.2557 โดยในวันที่ 7 ม.ค.มีกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์จากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จ.ลพบุรี กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (รพศ.) จ.ลพบุรี รวมทั้งสิ้น 406 นาย เดินทางเข้ามาที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) บางเขน ในวันที่ 8 ม.ค.จะมีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และกำลังพล จากศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี ศูนย์การทหารปืนใหญ่ กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ กองพันจู่โจม จ.ลพบุรี และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี อีกจำนวน 2,308 นาย ส่วนในวันที่ 10 ม.ค.จะมีการเคลื่อนย้ายกำลังประกอบด้วย กองพันทหารสื่อสารที่ 12 (ส.พัน. 12) กองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ม.พัน. 1 รอ.) กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ (ม.พัน. 3 รอ.) กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน. 4 รอ.) กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5, 6 และ 7 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยทหารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีกำลังพลรวมทั้งสิ้น 1,246 นาย

“ยิ่งลักษณ์” ยืนกรานไม่ลาออก

เมื่อเวลา 09.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางมาที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เป็นประธานการประชุม ครม. โดยนายกฯมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัย ใช้กำลังทหารจาก ม.พัน. 1 รอ. จำนวน 2 กองร้อย ประจำทางเข้า-ออก และรอบอาคารที่ประชุม ภายหลังประชุม ครม.กลุ่มเพื่อนนักเรียนสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 12 จำนวน 20 คน เข้าอวยพรนายกฯ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พร้อมให้กำลังใจนายกฯทำหน้าที่อย่างหนักแน่น เดินหน้าเลือกตั้ง โดยนายกฯขอบคุณพร้อมกล่าวว่าจนถึงเวลานี้ถือว่ายอมทุกอย่างแล้วเพื่อให้เกิดการพูดคุย แต่ถ้าให้ลาออกจากตำแหน่งนายกฯรักษาการทำไม่ได้ เพราะจะถูกร้องเรียนละเว้นปฏิบัติหน้าที่ จะต้องการปฏิรูปประเทศและมีการเลือกตั้ง ถ้าไม่ชอบรัฐบาลก็อย่าเลือก ทำอะไรต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่มาปิดกรุงเทพฯ คนไทยด้วยกันไม่อยากทำอะไร แม้ช่วงที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีคนน้อยรัฐบาลยังไม่ทำอะไรเลย เพราะเหตุการณ์ปี 53 เป็นบาดแผลสำหรับคนไทยแล้ว

กำชับฝ่ายความมั่นคงรับมือ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ย้ำในที่ประชุม ครม.ให้ทุกกระทรวงดูแลในส่วนของตัวเอง และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้งานบริหารราชการสามารถดำเนินได้ พร้อมได้เน้นให้เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน เน้นในเรื่องการป้องกันมากกว่า เพื่อให้ทุกอย่างไม่ติดขัดและให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราอาวุธ ยืนยันจะดูแลทุกฝ่ายในเรื่องของการป้องกันด้วยความอดทน อดกลั้น และขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายร่วมมือดูแลบ้านเมือง โดยเฉพาะวันที่ 13 ม.ค. ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่อยากให้นำไปสู่เหตุของการปะทะ อะไรที่หลีกเลี่ยงได้ก็ขอให้หลีกเลี่ยง ส่วนถ้าจะเกิดการปะทะกันขอความกรุณาหลีกเลี่ยง

3 เหล่าทัพ-สตช.ผนึกกำลัง

เมื่อถามว่า จะขอกำลังทหารเข้ามาเสริมเพื่อดูแลสถานการณ์หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า เบื้องต้นเราได้บูรณาการทั้ง 3 เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการดูแลความสงบอยู่แล้ว ก็ต้องร่วมมือกัน ช่วยกัน โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่พกอาวุธ การนำมาซึ่งความรุนแรงเป็นสิ่งที่น่าห่วง เพราะจะมีผลกระทบเกิดขึ้นมากมาย ขอความร่วมมือว่าเราพยายามที่จะพูดกัน ถนอมความรู้สึกกันและกัน นำไปสู่การหาทางออกของประเทศ โดยมีสภาปฏิรูปเร่งรัดหาทางออกต่อไป เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่านายกฯพูดคุยหารือกับเหล่าทัพ เพื่อยอมให้มีการปฏิวัติและเคลียร์ปัญหาให้จบภายในเวลา 1 ปี และจะจัดให้มีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบพลางหัวเราะว่า “ใครหารือคะ ไม่มีหรอกค่ะ” จริงๆอาจจะมีข่าวลือมากมาย ขอให้ประชาชนพยายามรับฟังด้วยความระมัดระวัง เชื่อว่าไม่มีใครจะให้มีเจตนาอย่างนั้น การปฏิวัติไม่ได้มีผลดี ที่ผ่านมาทำแล้วไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา หลายๆประเทศเกิดความรุนแรง การพูดคุยกันแก้ปัญหาด้วยสันติจะดีกว่า ในฐานะ รมว.กลาโหมเชื่อว่า ผบ.เหล่าทัพจะนึกถึงการแก้ปัญหาระยะยาวมากกว่าที่ใช้มาตรการที่หลายประเทศไม่ยอมรับ

ไม่เห็นด้วยกองทัพยึดอำนาจ

เมื่อถามว่า นายกฯเชื่อมั่นในทหารอยู่ใช่ไหม น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ฟังเหล่าทัพต่างๆแถลงยืนยัน เราเชื่อว่าทุกคนจะปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ทุกคนน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทุกคนจะต้องรู้จักหน้าที่ รู้จักที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติต่อไป เราต้องขอร้องทุกส่วนหันหน้าเข้าหากัน ถึงเวลาแล้วที่จะพูดว่าเราหยุดทะเลาะกัน หยุดความรุนแรง รัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือ และยินดีอย่างเต็มที่ที่ทำอย่างไรที่จะให้เกิดความสงบสุข เมื่อถามว่าในฐานะ รมว.กลาโหมจับความรู้สึกของทหารได้หรือไม่ว่าทหารอึดอัดหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า “ดิฉันคงไม่ขอไปจับความรู้สึกของใคร อันนั้นเป็นความรู้สึก แต่เชื่อว่าทุกคนจะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศระยะยาว มากกว่าการตัดสินใจระยะสั้นในการแก้ปัญหา” เมื่อถามว่า นายกฯให้ความมั่นใจได้หรือไม่ว่าจะเกิดปฏิวัติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า เชื่อว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นบทเรียน

วาง ผบ.ตร.นั่งเก้าอี้ ผอ.ศอฉ.

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. นายกฯให้รัฐมนตรีพิจารณาความเหมาะสมการใช้สถานที่สำรองหน่วยงานราชการในกรณีถูกปิดจากการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค. โดย ศอ.รส.จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ พร้อมย้ำรัฐมนตรีทำงานตามปกติจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง เมื่อถามว่า ต้องให้เหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นไหนจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายสุรนันทน์ตอบว่า ถ้าชุมนุมอหิงสา สันติ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ หากประกาศใช้จริง ผบ.ตร.เป็น ผอ.ศอฉ.ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร ขึ้นอยู่กับสภาวการณ์

“ปึ้ง” แจงม็อบปิดเมืองทูตต่างชาติ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส.ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม. ถึงกรณีกระแสข่าวให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กำกับดูแลศอ.รส.แทนว่า ไม่เป็นความจริง เพียงมอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิมไปแจ้งเตือนแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะกัมพูชาและพม่าให้หลีกเลี่ยงเข้าใกล้สถานที่ชุมนุมหรือเข้าร่วมชุมนุม เพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีแรงงานต่างด้าวถูกลูกหลงอาการสาหัส นอกจากนี้ ในที่ประชุมนายกฯกำชับรัฐมนตรีดูแลให้ข้าราชการทำงานได้ ในส่วนการชุมนุมใหญ่ของ กปปส.วันที่ 13 ม.ค. กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญทูตประเทศต่างๆมาในวันที่ 8 ม.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว

ภาวะคับขัน “ปู” ใช้กฎเหล็กคุมเกม

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึง กปปส.นัดชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค.ว่า ได้รายงานให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถึงแผนที่เตรียมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นการบูรณาการร่วมระหว่างทหารกับตำรวจให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หากสถานการณ์ถูกยกระดับถึงขั้นภาวะคับขัน เริ่มมีการก่อการร้าย ประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงในสถานที่ราชการรุนแรงบานปลายออกไป นายกฯสามารถเซ็นประกาศใช้ได้เลย ทั้งนี้เชื่อว่าการชุมนุมวันดังกล่าวจะมีคนออกมาร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมาจาก กทม. ปริมณฑล และภาคใต้ จะเริ่มทยอยมาตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. เราเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะมีมวลชนกลุ่มหนึ่งประสงค์จะทำให้เกิด เราจึงหาวิธีระงับยับยั้งการก่อเหตุและการสร้างสถานการณ์ของมือที่สาม

ศอ.รส.ยันชุมนุมใหญ่ตึงเครียด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันเดียวกัน ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม ศอ.รส. โดยหน่วยข่าวรายงานต่อที่ประชุมว่า สถานการณ์ตั้งแต่ 13 ม.ค.จะมีความตึงเครียดมากขึ้น เพราะมีการขนมวลชนเข้ามาพักค้างแรม จึงมอบหมายให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตน์งาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. พิจารณาปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้กำลัง การวางกำลัง นอกจากนี้มีคำสั่งให้ตำรวจที่อาวุธปืนหายในช่วงชุมนุม ให้เก็บปลอกกระสุนปืนนำส่ง พฐ. เพื่อตรวจเก็บประวัติปืน เนื่องจากเกรงว่าจะนำมาใช้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์

หวั่นมวลชนเผชิญหน้ามวลชน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเป็นห่วงการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนกลุ่ม กปปส.กับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ อาจนำมาสู่เหตุกระทบ กระทั่ง เกิดความรุนแรงได้ จึงกำชับเจ้าหน้าที่ให้เน้นหลักกฎหมายและขั้นตอนการปฏิบัติ โดยใช้ความอดทนอดกลั้นให้ถึงที่สุด ส่วนกำลังพลจากทหารจะเข้ามาช่วยเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในส่วนใดบ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างวางแผนกำลังพลที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 13 ม.ค. จะเป็นกำลังผสมระหว่างตำรวจกับทหาร ส่วนกรณีที่แกนนำและผู้ชุมนุม  กปปส.ประกาศว่า จะมีการเข้าไปบุกรุกบ้านของบุคคลสำคัญ เช่น บ้านของนายกรัฐมนตรี หรือบ้านของรัฐมนตรีคนอื่นๆ ได้มีแผนรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของบุคคลสำคัญด้วย

เตรียม ฮ. ขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ บช.น. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงศ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. รอง ผบช.น.-รอง ผบก.ของทุกหน่วยประมาณ 100 นาย ประชุมการเตรียมความพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ และการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมประเมินแผนการของกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ประกาศเคลื่อนขบวนกระจายตัวปิดการจราจร 20 จุดทั่ว กทม.วันที่ 13 ม.ค. พล.ต.อ.วรพงษ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญเป็นเรื่องปัญหาการจราจรเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ป่วยต้องเดินทางเข้า-ออกโรงพยาบาล  ถ้าการจราจรติดขัดจะทำอย่างไร ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะวางกำลังตำรวจระดมกำลังทุกด้าน โดยเฉพาะตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กก.6 บก.จร.บช.น. เป็นชุดที่สามารถทำคลอดได้หรือช่วยเหลืออำนวยความสะดวกกับโรงพยาบาล เบื้องต้นประสาน รพ.ต่างๆเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเฮลิคอปเตอร์ว่ามีแนวทางหรือความเป็นไปได้หรือไม่

ใช้กำลังทหาร–ตำรวจ 95 กองร้อย

ถามว่าการข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ หรือความรุนแรงเกิดขึ้นตามสถานที่สำคัญมีการเตรียมความพร้อมรับมืออย่างไร พล.ต.อ.วรพงษ์ตอบว่า เรื่องของการรักษาสถานที่สำคัญมีอยู่กว่า 30 แห่ง ระดับการประสานงานระหว่างทหารกับฝ่ายอำนวยการของตำรวจ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทหารจะให้ความร่วมมือจัดกำลังเข้ามารักษาสถานที่สำคัญเป็นจำนวนมาก จะมีกำลังทหารดูแลสถานที่สำคัญ 20 แห่ง ตำรวจดูแลสถานที่สำคัญอีก 10 แห่ง ใช้กำลังตำรวจประมาณ 55 กองร้อย และกำลังทหารร่วม 40 กองร้อย

งัดแผนเอราวัณ 2 รับมือเหตุร้าย

วันเดียวกัน ที่สำนักการแพทย์ นายพีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับเครือข่ายทางการแพทย์ เพื่อเตรียมพร้อมด้านการแพทย์รองรับสถานการณ์ปิดกรุงเทพฯของกลุ่ม กปปส. ภายหลังการประชุมนายพีระพงษ์กล่าวว่า ตามที่กลุ่ม กปปส.ประกาศจะยุบเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วย้ายไปตั้งเวทีใหม่ 7 แห่ง ประกอบด้วยที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แยกปทุมวัน แยกราชประสงค์ แยกอโศกมนตรี สวนลุมพินี และห้าแยกลาดพร้าว เครือข่ายทางการแพทย์ฯได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการตามเวทีต่างๆ 6 จุด และยังมีหน่วยบริการกระจายรอบพื้นที่รวม 25 จุด ภายใต้การรองรับตามแผนเอราวัณ 2 จากการประเมินสถานการณ์กังวลในพื้นที่เสี่ยง 2 จุด คือ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เนื่องจากเป็นพื้นที่โล่งและใกล้กับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่เมืองทองธานี และบริเวณห้าแยกลาดพร้าว

ผู้ว่าฯ กทม.ขยับพร้อมรับมือชุมนุม

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักฯและสำนักงานเขต เกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมปิดกรุงเทพมหานคร พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเตรียมแผนงานรับมือในวันที่ผู้ชุมนุม กปปส.จะเคลื่อนไหวไปจุดต่างๆ โดยให้แต่ละหน่วยงานส่งแผนการเตรียมความพร้อมมาในวันที่ 9 ม.ค. และจะประชุมหารือร่วมกันอีกครั้ง ทั้งนี้ มีความเป็นห่วงเรื่องการเข้าถึงพื้นที่ของหน่วยบริการฉุกเฉินและรถดับเพลิง กทม.จึงจะยกระดับการรับมือสถานการณ์การชุมนุม เน้นการเข้าถึงบริการฉุกเฉิน มีการเตรียมทีมแพทย์ พยาบาลและรถดับเพลิง เพื่อลดผลกระทบด้านความปลอดภัย จราจร และสุขภาพ

ผู้ชุมนุมเริงร่าตั้งขบวนตระเวนฝั่งธน

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง ผู้ชุมนุมในนาม กปปส.ที่ปักหลักชุมนุมมาต่อเนื่อง วันนี้ได้จัดเตรียมขบวนของมวลชน เดินตระเวนฝั่งธนบุรีตามเส้นทางที่กำหนดไว้ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมชัตดาวน์ในวันที่ 13 ม.ค. โดยให้ จยย.หลายสิบคันล่วงหน้าไปสำรวจเส้นทางที่จะผ่านก่อน ส่วนต้นขบวนเป็นรถหกล้อติดเครื่องเสียง 2 คันนำ พร้อมการ์ดอาสาชายที่มีผ้าพันคอสีฟ้านำหน้าขบวนริ้วธงไตรรงค์จำนวนมาก ลำดับถัดมาเป็นรถของสื่อมวลชนและรถพยาบาลอาสาจาก รพ.ศิริราช รถเสบียงน้ำส่วน กลางขบวนเป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. อยู่ในวงล้อมของการ์ดอาสาจำนวนนับร้อยคน ที่คล้องแขนเป็นวงล้อมชั้นนอก ขณะที่วงล้อมชั้นในเป็นการ์ดชายประจำตัวกว่า 50 คน ตามด้วยผู้ชุมนุมทุกเพศทุกวัย และรถติดเครื่องขยายเสียงอีกสองคัน เพื่อรักษาขบวนพร้อมกลุ่มการ์ดอาสาปิดท้ายขบวนพร้อมริ้วธงไตรรงค์ ทั้งนี้มีการเตรียมการ์ดอาสาสุภาพสตรีล้วนกว่าร้อยคนที่นุ่งผ้าถุง มีสัญลักษณ์เป็นผ้าพันคอสีฟ้าตั้งแนวไว้พร้อมหากเผชิญหน้ากับตำรวจด้วย

ชาวบ้านสองข้างแห่ให้กำลังใจ

ต่อมาเวลา 09.00 น. ขบวนได้เริ่มเคลื่อนออกจากถนนราชดำเนินกลาง นำโดยนายสุเทพเรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ ตัวแทนจากกองทัพธรรม นาย อิสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ ตัวแทนจากกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) โดยขบวนได้หยุดรับเงินบริจาคจากประชาชนตั้งแต่ถนนราชดำเนินกลางซึ่งเมื่อบริจาคเสร็จกลุ่มประชาชนที่ตั้งกลุ่มมอบเงินก็ได้ร่วมเดินสมทบในขบวนด้วย เช่นเดียวกับที่มีประชาชนรอสมทบร่วมขบวนตามรายทาง ตามหัวโค้งโรงแรมรัตนโกสินทร์ ที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ได้มีข้าราชการกรมสรรพากรสำนักงานที่ 3 ออกมาเป่านกหวีดโบกธงชาติจำนวนมากบนท้องถนนและบนอาคาร ที่เปิดหน้าต่างโบกมือให้ขบวนผู้ชุมนุม โดยมีบางส่วนวิ่งข้ามถนนมาบริจาคเงินให้นายสุเทพ

แฟนคลับรุมตอม “กำนันเทพ”

เมื่อขบวนได้ข้ามมาถึงฝั่งธนบุรี แยกอรุณอมรินทร์ ได้มีประชาชนอีกหลายกลุ่มดักรอบริจาคเงินและสมทบร่วมขบวนไปสู่สี่แยกบรมราชชนนี (แยกพาต้าเดิม) ก่อนเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนจรัญสนิทวงศ์ มีประชาชนสองฝั่งริมถนนดักรอบริจาคเงินให้ โดยมีบางส่วนหอมแก้มบ้าง อุ้มเด็กทารกมาดักรอให้นายสุเทพอุ้มเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหลายราย เมื่อเดินมาถึงบริเวณปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 55 ซึ่งเป็นหน้าบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้มีประชาชนในย่านนั้นจำนวนมาก รอให้เงินบริจาคและกอดถ่ายรูปกับนายสุเทพ ปรากฏว่าคนในบ้านนายบรรหารได้ปีนเก้าอี้ขึ้นมาถ่ายรูปหลังกำแพงรั้วบ้าน แต่ถูกประชาชนที่ยืนรออยู่สาดน้ำดื่มใส่จนต้องรีบหลบหลังกำแพงไม่กล้าออกมาอีก การ์ดจึงห้ามผู้เดินขบวนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก จากนั้นขบวนเดินต่อถึงสี่แยกสิรินธร (แยกซังฮี้) นายสุเทพต้องเดินสลับฟันปลาไปรับเงินบริจาคตลอดสองข้างทาง

ยอดรับเงินบริจาคอู้ฟู่ 9 ถุง

เมื่อขบวนเดินลงสะพานเข้าสู่ถนนราชวิถี ขบวนที่นำโดยนายสุเทพได้แวะพักเป็นที่รับประทานอาหารเที่ยง บริเวณสำนักงานตรวจเงินกองทัพบก เชิงสะพานซังฮี้ โดยอาหารเป็นข้าวเหนียวหมูเค็มทอด หมูทอด ไข่เค็ม คั่วกลิ้งไก่ และผัดผัก มีกล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้หลังอาหาร เมื่ออิ่มกันแล้วขบวนได้เริ่มออกเดินเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนสามเสน พอถึงหน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ปรากฏว่ามีบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนกรูไปมอบเงิน กอดและขอถ่ายรูปกับนายสุเทพ มีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่โบกมือทักทายจากบนอาคารเรียน เช่นเดียวกับที่หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและชุมชนบ้านญวน ได้มีบรรดาเด็กอนุบาลสาธิตสวนสุนันทาและนักศึกษาทั้งชายหญิงออกมาเป่านกหวีดต้อนรับให้กำลังใจขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก โดยนายสุเทพกล่าวขอบคุณคุณครูและหอมแก้มเด็กอนุบาลเกือบทุกคน ซึ่งตลอดเส้นทางถนนสามเสนที่ผ่านชุมชนวัดเทพกุญชร ย่านตลาดเทเวศร์  ได้มีพ่อค้าแม่ขายผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตประถมและนักเรียนมารอบริจาคเงินให้ทั้ง 2 ข้างทาง รวมถึงตลาดโรงยางหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแยกบางขุนพรหม มีเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติจำนวนมากใส่ข้อมือลายธงชาติไทยถือธงไตรรงค์ยืนโบกและออกมารอบริจาคเงินและขอถ่ายภาพขอสัมผัสมือ จนเข้าย่านบางลำภูแล้วเคลื่อนกลับสู่ถนนราชดำเนินกลางในเวลา 16.40 น. ได้เงินบริจาครวม 9 ถุง

ปชป.อ้าง “ทักษิณ” ตั้งวอร์รูมก่อหวอด

น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงที่พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนำภาพถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คู่กับนางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ถ่ายที่เกาะฮ่องกงมาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า ทราบว่ามีแกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ไปพบหลายกลุ่มและมีตำรวจจำนวนหนึ่งไปอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ฝากถาม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเกี่ยวกับการประชุม ศอ.รส.ว่า วันนี้ประเมินสถานการณ์ไปก็ไร้ความหมาย เนื่องจากการที่แกนนำสายฮาร์ดคอร์ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณจำนวนมากในเวลานี้ เพื่อตั้งวอร์รูมนอกประเทศที่ทำให้เกิดความรุนแรงเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 53 ใช่หรือไม่ เมื่อ ศอ.รส.ทราบข้อมูลต้องรีบดำเนินการป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงจากคนอำมหิต และขอเตือนไปยัง กปปส.ว่าเริ่มมีรังสีอำมหิตเกิดขึ้นแล้ว

โวยรัฐอำมหิตจ่อใช้กำปั้นเหล็ก

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลไม่พยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และข้อตั้งสังเกตว่าพยายามใส่ร้ายผู้ชุมนุมเป็นระบบ จะทำให้การชุมนุมใหญ่เกิดความรุนแรง เป็นเงื่อนไขนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลและนายกฯกระหายใช้กฎหมายพิเศษกับผู้ชุมนุม โดยมีข่าวว่านายกฯหล่ังน้ำตาเมื่อ ผบ.ทบ.ปฏิเสธไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลจึงพยายามคิดยุทธศาสตร์ให้เจ้าหน้าที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและกฎอัยการศึก ถือว่าเป็นความอำมหิต อยากให้ประชาชนทันเกม ไม่หลงกลเกมรัฐบาลที่พยายามสร้างภาพว่าการชุมนุมเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ดังนั้นขอให้จับตาการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค.ว่าจะเกิดความรุนแรงเพื่อให้ทหารออกมาปราบปรามหรือไม่

พท.โต้กุข่าว “ทักษิณ” บงการเกม

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตั้งวอร์รูมที่ฮ่องกงเพื่อรับมือม็อบ กปปส. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่าเป็นการบิดเบือนและกุข่าว เป็นเรื่องไร้สาระ เลอะเทอะ พูดโจมตีโยนบาปหวังผลการเมือง ต้องการปลุกระดมคนมาช่วยเหลือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ปิดกรุงเทพฯ อยากเรียกร้องให้นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปรามลูกพรรคให้หยุดพูดเรื่องไร้สาระรายวัน เพราะไม่ช่วยทำให้บรรยากาศลดความขัดแย้ง มีแต่สาดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิง

นปช.จัดชุมนุมใหญ่ที่โคราช

วันเดียวกัน ที่สนามลิปตพัลลภ ฮอลล์ ภายในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองนครราชสีมา แกนนำ นปช.จัดประชุมในหัวข้อหยุดรัฐประหาร ต่อต้านเผด็จการ มีแกนนำ นปช.คนสำคัญ อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร่วมประชุม โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงในภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้เข้าร่วมหารือ เพื่อการหาแนวทางหยุดความรุนแรง ต่อต้านกบฏและรัฐประหาร หลังการหารือนายณัฐวุฒิกล่าวสรุปผลประชุมว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้เหมือนกับเกิดการรัฐประหาร ขอสื่อไปยังแม่ทัพนายกอง ขุนทหารทั้งหลายที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการยึดอำนาจ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เคลื่อนมาวันเด็ก และเสร็จงานจะรีบเอากลับทันที ขอแสดงความชื่นชมต่อท่าทีของกองทัพ ขุนทหารที่ออกมาแถลงตอกย้ำยืนยันหลายครั้งว่าจะไม่ยึดอำนาจ ขอให้ท่านได้รักษาคำพูดยิ่งกว่าชีวิต

ยันต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันประชาชนขอใช้สิทธิในการประชุมปรึกษาหารือเพื่อกำหนดแนวทางต่อต้านการรัฐประหาร เพราะเวลานี้ประเทศไทยเหมือนตกอยู่ในวงล้อมของการรัฐประหาร ถ้าไม่รัฐประหารโดยกองทัพสิ่งที่ “สุเทพ”กำลังจะทำคือรัฐประหารเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ขอให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายได้โปรดเข้าใจว่าไม่ว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นโดยใคร เกิดขึ้นโดยวิธีไหน เกิดขึ้นโดยคนถือปืนหรือคนถือนกหวีดก็ตาม เราไม่ยอมรับแล้วเราจะออกมาต่อสู้ทันทีพร้อมกันทั่วประเทศ ถ้าทหารยืนในกติการักษากฎหมาย ยืนในกระบวนการประชาธิปไตยประชาชนจะตบมือให้กับทหารไทยทั่วประเทศ แต่ถ้าท่านทำตรงข้ามคือการรัฐประหารจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตนยืนยันว่าถึงวันนั้นตนไม่ต้องยุแล้ว แต่ขอยืนยันว่าการรัฐประหารคราวนี้จนถึงวินาทีนี้ยังเชื่อว่าไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามันจะเกิดขึ้นในนาทีต่อไปตนยืนยันว่าไม่ง่าย

แท็กซี่รวมตัวต้านม็อบ “สุเทพ”

วันเดียวกัน ที่ตึก อ.ต.ก.3 ถนนเลี่ยงเมือง ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาการแท็กซี่ และคนขับแท็กซี่ประมาณ 300 คน ร่วมประชุมเรียกร้องให้ผู้ชุมนุม กปปส.อย่าทำร้ายคนขับแท็กซี่ที่หาเช้ากินค่ำและสนับสนุนขอให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. เพื่อให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีการถือโปสเตอร์ข้อความ “คนขับแท็กซี่ก็คนไทย อย่าทำร้ายกันเลยนะพวกกบฏ” พร้อมแจกสติกเกอร์ติดรถให้กับคนขับแท็กซี่ทุกคนมีข้อความว่า “กูรู้แล้วว่ามึงเก่งทั้งคู่ กูขอทำมาหากินบ้างได้ไหม” ก่อนที่ทั้งหมดขับรถแท็กซี่วนรอบหอนาฬิกาท่าน้ำนนทบุรีและแยกย้ายกันไป

ดีเอสไอตั้งลำจับ 30 แกนนำแถวสาม

เมื่อเวลา 15.00 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมขอศาลออกหมายจับแกนนำผู้ชุมนุมและนักวิชาการหลังไม่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างจัดทำคำร้อง และรวบรวมพยานเอกสาร คาดจะแล้วเสร็จในคืนวันที่ 7 ม.ค. จากนั้นวันที่ 8 ม.ค. พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ พร้อมพนักงานสอบสวนจะไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอออกหมายจับแกนนำผู้ชุมนุม 33 คน ในข้อกล่าวหาร่วมเป็นกบฏ จำนวน 12 คน และข้อกล่าวหายุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย หรือมั่วสุ่มเพื่อก่อความไม่สงบในบ้านเมือง จำนวน 21 คน ส่วนอีกแกนนำผู้ชุมนุมอีก 5 คน มีหมายจับติดตัวดีเอสไอ จึงไม่ขอออกหมายจับอีก ส่วนการพิจารณาออกหมายเรียกแกนำผู้ชุมนุมแถวที่ 3 ที่เดิมจะออกหมายเรียกแกนนำแถวที่ 3 จำนวน 12 คน ล่าสุดได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวนว่าจะมีแกนนำแถวที่ 3 ถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมจากเดิมเป็น 25-30 คน คาดว่าดีเอสไอจะออกหมายเรียกแกนนำแถวที่ 3 ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาได้ในวันที่ 10 ม.ค.

ปาระเบิดบ้านพิธีกรช่องบลูสกาย

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 7 ม.ค.57 ร.ต.ท.กุลเชษฐ บกสกุล พงส.สน.แสมดำ รับแจ้งเหตุคนร้ายปาระเบิดเพลิงบ้านเลขที่ 181 หรือ 77/93 ซอยบางกระดี่ 1 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม.ของนายธีมะ หรือ “จั๊ดจ์” กาญจนไพริน อายุ 31 ปี พิธีกรรายการฟ้าทะลายโจร สถานีโทรทัศน์บลูสกาย จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ภาดล ประภานนท์ รอง ผบก.น.9 เจ้าหน้าที่ พฐ. เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้ฯ บก.สปพ.บช.น. (อีโอดี) ที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น เนื้อที่ประมาณ 70 ตารางวา รั้วรอบขอบชิด ในบ้านพบถังขยะ  ประตูบ้าน  และบ่อเลี้ยงปลามีรอยไฟไหม้ พบเศษขวดเบียร์แตกกระจาย ผ้าสีฟ้าชุบน้ำมันก๊าดตกอยู่ จึงเก็บไปตรวจสอบ เบื้องต้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต นายธีมะให้การว่า เมื่อประมาณเที่ยงคืน ขณะที่พักผ่อนอยู่ชั้น 2 พี่สาวได้มาเคาะประตูห้องบอกว่ามีคนร้ายปาระเบิดเข้ามา ตนตกใจรีบลงมาดูพร้อมคว้ากล้องถ่ายรูปมาบันทึกภาพ ก่อนรีบเปิดน้ำใช้สายยางฉีดดับไฟและแจ้งตำรวจ ก่อนหน้านี้ปี 54 เคยถูกกรีดรถยนต์ ปล่อยลมยางมาแล้ว เชื่อสาเหตุมาจากที่เป็นพิธีกรช่องบลูสกาย

“เทพเทือก” แจงเหตุปิดเมืองหลวง

เมื่อเวลา 20.20 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นปราศรัยว่า กลัวชาวฝั่งธนบุรีน้อยใจที่ กปปส.จะปิดเฉพาะฝั่ง กทม. ขออนุญาตซักซ้อมว่าเป้าหมายหลักปิด กทม.อยู่ที่หน่วยราชการ ไม่ให้ข้าราชการไปทำงานรับใช้ระบอบทักษิณ วันนี้ยังมีอธิบดี รองอธิบดีเดินไปด้วย ทั้งนี้ หน่วยราชการส่วนใหญ่อยู่ฝั่ง กทม. จึงปิดเฉพาะฝั่ง กทม. เลือกปิด กทม.ให้น้อยที่สุดที่มีพลัง ไม่ให้เดือดร้อนชาว กทม. ขอให้ชาวฝั่งธนบุรีมาร่วมปิด กทม. ส่วนการเดินในวันที่ 9 ม.ค. จะไปเดินพื้นที่ฝั่งธนบุรี เอาบัตรเชิญไปชวนชาวฝั่งธนบุรีว่าวันที่ 13 ม.ค.เป็นต้นไปมาช่วยปิด กทม. ส่วนเงินรับบริจาควันนี้ได้รับกว่า 2.5 ล้านบาท ปีติมากที่พี่น้องตะโกนบอกจะไปร่วมในวันชัตดาวน์ การปฏิบัติการยึดเมืองหลวงตั้งใจให้รัฐบาลมันกลายเป็นรัฐบาลล้มเหลว ให้โลกประณามว่าไม่มีน้ำยาบริหารบ้านเมือง เราไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และตระกูลชินวัตรมันหน้าด้าน การปิดเมืองครั้งนี้ประนีประนอมที่สุด คนเดินทางรถโดยสาร รถแท็กซี่ไม่ได้รับผลกระทบ วิ่งตามปกติ รถราชการ รถทหารห้ามผ่าน

กร้าวไม่หวั่นถูกสไนเปอร์สอย

นายสุเทพกล่าวว่า มาถึงวันนี้ระบอบทักษิณอยู่ไม่ได้อีกต่อไปในประเทศไทย เราชนะแน่นอน วันนี้ไม่เรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกแล้ว ให้กอดเก้าอี้นายกฯจนแห้งไปเอง ท้าเลยไม่กลัวกันแล้ว มีปัญญาจะทำอะไรดาหน้าเข้ามา มีเท่าไหร่ขนมา เป็นศึกชิงเมืองไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว ที่เอาสไนเปอร์ทั่วประเทศจะเอามาฆ่ากำนันสุเทพ ถ้าผมตายเมื่อไหร่จะมีคนขึ้นมาแทนแน่นอน ผมอายุ 65 ปี ไม่ฆ่าก็ตายอยู่ดี ถึงกล้าท้าทายไม่กลัวแล้ว ยอมตาย สู้เพื่อลูกไทยหลานไทยต้องเป็นเสรีชน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จ.สุราษฎร์ธานีมาขึ้นเวที กลับไปถูกสั่งสอบปลดออกจากตำแหน่ง วันนี้จึงมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จ.ชุมพรมาขึ้นเวทีนี้ พร้อมเป็นกบฏกำนัน ผู้ใหญ่บ้านร่วมกับกำนัน ขอให้ รมว.มหาดไทยมาถ่ายรูปไว้เลย ขอให้มาปลดได้เลย

8 ม.ค. 2557 07:24 ไทยรัฐ