วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟัง “โภคิน พลกุล” พูดถึง “กองทัพ-ศาล” กับอนาคตประเทศไทย (ชมคลิป)

ในวันที่การทำงานขององค์กรอิสระทั้ง ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มพิจารณาและนัดไต่สวนคดีสำคัญทางการเมืองงวดเข้ามาทุกขณะ กับข่าวฮือฮา กองทัพขนอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมสวนสนาม เป็นเกียรติประวัติให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เนื่องในวันกองทัพไทย

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับมือกฎหมายของพรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด ที่ปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในทีมยุทธศาสตร์ของพรรค ถึงสิ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ต้องมีอันเลื่อนออกไป รวมไปถึงมุมมองที่เขามีต่อฝ่ายตุลาการ อดีตเพื่อนพ้องน้องพี่ของเขาด้วย

เริ่มจากคำถาม ถ้ามีการปิดกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จะเกิดผลอะไรในทางกฎหมาย นายโภคิน ตอบว่า หลักใหญ่ กกต. ก็ต้องหาวิธีให้มีการเลือกตั้งให้ได้ ในทุกหน่วยเลือกตั้ง ต้องขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ เพราะยังมีคนที่ต้องการไปใช้สิทธิ ยิ่ง กปปส. มั่นใจว่ามวลมหาประชาชนอยู่กับเขา ยิ่งต้องไปเลือกตั้ง เพราะจะได้อำนาจมาโดยชอบธรรมตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ  ถ้าสังคมนี้ ยึดหลักเสมอภาคและเป็นธรรม เราต้องกล้าเชื่อใน 2 สิ่ง สิ่งแรกคือ เชื่อในประชาชน ถ้าเรายึดในประชาธิปไตยแต่เราไม่เชื่อในประชาชน คิดว่าประชาชนโง่ ประชาชนถูกหลอกได้ ถูกซื้อเสียงได้มันก็เป็นประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แล้ว

อันที่ 2 สำคัญยิ่งกว่าเชื่อประชาชน คือต้องเชื่อมั่นในตัวเราว่า เราก็มีีความดี มีความสามารถที่จะไปชักนำคนให้มาเลือกตนเองในการเลือกตั้งได้ พรรคที่ไม่ยอมส่งคนลงสมัคร นอกจากไม่เชื่อประชาชนและยังไม่เชื่อตนเองอีก แบบนี้จะอยู่ในระบอบประชาธิไตยได้อย่างไร ถามว่าเราควรที่จะนับ 1 เริ่มต้นกันใหม่หรือไม่ แล้วเรามาอยู่บนหลักประชาธิปไตย ถ้าเราทำ อย่างนี้ได้มันก็ดี แต่พอทำแบบนี้ฝ่ายหนึ่งไม่เอา พอมาทำแบบนี้อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่เอา ความขัดแย้งก็ไม่จบ สังคมมันกระจัดกระจายหมดมันควรที่จะพูดคุยกันมากกว่านี้ใช่มั้ย ให้มันตกผลึกว่าจะหาทางออกอย่างไรขณะนี้ก็มีอยู่หลายเวที

เมื่อถามว่าถ้าการเลือกตั้งในวันที่ 2 เกิดขึ้นไม่ได้จะทำอย่างไร ....นายโภคิน ตอบว่า “ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 เกิดได้ยกเว้นแต่จะมีรัฐประหาร วิธีอื่นไม่มี กปปส. จะปิดกรุงเทพฯ อะไรก็ตามแต่เขายึดอำนาจประเทศไม่ได้”  อย่าลืมว่าการยึดอำนาจของประเทศ มันผิดกฎหมาย และทำลายสถาบันไปในตัว โดยกฎหมายที่รองรับคือรัฐธรรมนูญ  ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่ละองค์กรก็ไม่มีที่จะอยู่ ดังนั้น ทหารเวลารัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง จึงถือเป็นการทำลายทั้งหมด ถ้าดูสมัย จอมพลถนอม หรือ จอมพลประภาส ตอนยึดอำนาจ ปี พ.ศ.2514  ปกครองประเทศอยู่ 13 เดือน โดยไม่มีรัฐธรรมนูญเลย จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องมีรัฐธรรมนูญในปี 2515

สังคมใหญ่ๆ ยังไงก็ต้องมีกติกาจะดีจะเลวก็ต้องมี เพื่อให้รู้ว่าเรื่องแต่ละเรื่องจะทำอย่างไร งั้นถ้าเป็นอย่างนั้นจริงถามว่า ปฏิวัติประชาชน พื้นที่อื่นเขายอมหรือไม่คงยุ่งทั้งประเทศ งั้นคิดว่าการเลือกตั้งก็จะมีไปแต่ก็จะมีเท่าที่เป็นไปได้ และที่เป็นไปไม่ได้ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.ต้องจัดการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และถึงแม้รัฐบาลจะต้องการให้เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ก็เลื่อนไม่ได้ ไม่รู้จะใช้วิธีไหนเพราะมันต้องแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อถามถึงกระแสการปฏิรูปประเทศกำลังได้รับการสนับสนุน ส่วนตัวที่เคยเป็นฝ่ายตุลาการมาก่อน มองว่าองค์กรอิสระรวมไปถึงศาล ควรต้องปฏิรูปตัวเองด้วยหรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า เมื่อผู้พิพากษาแต่ละคนมีความสมาร์ท เมื่อถวายสัตย์ปฏิญญาณเข้ามาทำหน้าที่ จงรักภักดีต่อสถาบัน แม้ในใจอาจรู้สึกชอบไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อทำหน้าที่ก็ต้องทำ  “ผมก็เป็นมาทุกอย่าง เป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด ไปถามเพื่อนในศาลทุกคนได้เลยว่ามีสักนิดหรือไม่ ที่ผมไปพูดในสิ่งที่ศาลไม่พึงกระทำ ผมไม่เคยยุ่ง” นายโภคินกล่าว และว่า สิ่งที่มีปัญหาเพราะศาลอยู่ในแวดวงที่แคบลงเรื่อยๆ อาจพบปะผู้คนและการรับรู้อาจมีข้อจำกัด เลยทำให้เกิดอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ หากการรับรู้กว้าง เราจะไม่ตัดสินใครง่ายๆ ว่าใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดี แต่การอบรมผู้พิพากษาคนเป็นศาลถูกสอนมาว่า คุณต้องฟังความสองฝ่าย ต้องห้ามเชื่อฝ่ายไหนเด็ดขาด และคำตัดสินต้องเป็นสันติสุขไม่ใช่ให้ฆ่ากัน จนเกิดกลียุค

ผู้พิพากษาที่เป็นครูบาอาจารย์ของตน เป็นคนสมถะ หากมีข้อต่อสู้ หากท่านเห็นว่าฝ่ายโจทก์ชนะท่านจะหักล้างข้อมูลของจำเลยจนหมด แต่ปัจจุบันจะให้คนนี้ชนะก็ยกข้อมูลของคนนี้ขึ้นมาอย่างเดียว สิ่งนี้มันเปลี่ยนไป  ลืมคิดไปว่าทุกคนมีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามา เมื่อยิ่งมาถูกบิ้วอารมณ์ความรู้สึกว่าต้องปกป้องสถาบัน ซึ่งจริงๆ ก็ต้องปกป้องสถาบันอยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูเหตุดูผลด้วย ไม่ใช่พอมีคนยุแหย่ ก็เชื่อตามคนนั้น

“ผมก็ได้เจอเพื่อนและรุ่นน้องในแวดวงตุลาการหลายคน มีอารมณ์สูงมาก ทั้งที่ความจริงศาลไม่ควรมีความรู้สึกไปในทางใดทางหนึ่งจนสุดโต่ง ความรู้สึกนึกคิดควรจะอยู่ในกรอบในตัวกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่มีอะไรที่สุดโต่ง ยกเว้นยึดอำนาจแล้วเขียนให้รังแกประชาชน หากศาลยืนอยู่ตรงกลางปัญหาจะเกิดได้ยาก

นายโภคิน กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่เมื่อพูดถึงศาล ไปแตะเข้าก็โดนคดีละเมิดอำนาจศาล หากมีคดีอยู่ก็ต้องระวังตัวเถอะ  ซึ่งจริงๆ ความศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้มันดี เพียงแต่ผู้ที่อยู่ตรงนั้นต้องเป็นกลางและเป็นธรรม หากใช้ความศักดิ์สิทธิ์ไปรังแกอีกฝ่ายจนมีความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม การยอมรับนับถือก็จะถดถอยลง  หากผู้คนมีความเชื่อมั่นในศาลน้อยลงบ้านเมืองก็กลียุค คุณตัดสินไปเขาไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อว่าคุณเป็นกลาง