วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อุทธรณ์'ยกฟ้อง'พล.อ.ธรรมรักษ์' คดีจ้างพรรคเล็ก

"ศาลอุทธรณ์" พิพากษากลับ ยกฟ้อง "พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกรู ณ อยุธยา" คดีจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง ปี 2549 แต่ จนท.กกต.โดนโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน...

วันที่ 7 ม.ค. ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.961/2553 ที่พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อายุ 75 ปี อดีต รมว.กลาโหม และกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายอมรวิทย์ สุวรรณผล อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายชวการ หรือ กรกฤต โตสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทย นายสุขสันต์ หรือ จตุชัย ชัยเทศ อดีต ผอ.การเลือกตั้งพรรคพัฒนาชาติไทย และนายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ ในความผิดฐานกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6, 11

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยทั้งสองกับพวก ได้ร่วมกันกระทำผิด เมื่อระหว่างวันที่ 2-7 มี.ค. 2549 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 จ้างวานให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต โดยมอบเงินค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 2 จำนวน 30,000 บาท ให้ดำเนินการตัดต่อ เปลี่ยนแปลง แก้ไขรายชื่อข้อมูลสมาชิกของพรรคพัฒนาชาติไทย ที่ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทย ไม่ครบ 90 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด เหตุเกิดที่แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง, แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร และแขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม. เกี่ยวพันกัน

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2555 ว่า จำเลยที่ 1, 3, 4, 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ให้จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.มีความผิดตาม พ.ร.บ.เดียวกัน มาตรา 6 ให้จำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญาทั้งหมด และให้ริบเงินสดของกลาง จำนวน 30,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1- 5 ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง หรือให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า ในส่วนของนายอมรวิทย์ จำเลยที่ 2 โจทก์มีผู้อำนวยการสำนักงานกิจการพรรคการเมืองของ กกต.และผู้อำนวยการวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลพรรคการเมืองของ กกต.และพนักงานของ กกต.เบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อประมาณต้นเดือน มี.ค. 2549 มีข่าวเผยแพร่ทำนองว่า มีการว่าจ้างจากพรรคการเมืองใหญ่ ให้พรรคการเมืองเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง กกต.จึงได้มีการเรียกประชุม ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วย เพื่อให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง ครบถ้วน ในการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่ในการจัดทำบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกพรรคการเมือง จะมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบและเป็นบุคคลเดียว ที่มีรหัสผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อบันทึกข้อมูล

ขณะที่เมื่อได้มีการตรวจสอบเปรียบเทียบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคพัฒนาชาติไทย ที่เคยแจ้งกับกกต.ไว้ตามลำดับ ขั้นตอนของกฎหมายเพียงครั้งเดียว เมื่อปี 2548 กับข้อมูลที่มีการบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์ ปรากฏว่าแม้ตัวเลขที่กำกับลำดับที่ของข้อมูลสมาชิกพรรคจะตรงกัน แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ

ผลจากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ มีการบันทึกข้อมูลสมาชิกพรรคอีกครั้งในวันที่ 7 มี.ค. 2549 เวลา 09.30 น. และโอนถ่ายข้อมูลเสร็จสิ้น ในเวลา 10.44 น. ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า เป็นผู้บันทึกข้อมูลดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่า ได้มีการปรึกษาเพื่อนร่วมงานแล้ว จึงไม่คิดว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิด ส่วนเงิน 30,000 บาท ที่จำเลยที่ 5 มอบให้เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่มานานกว่า 2 ปีเศษ ย่อมที่จะเข้าใจว่า การดำเนินการมีขั้นตอนที่จะต้องปฏิบัติคือ การนำข้อมูลมาลงบันทึกเลขสารบรรณก่อน แล้วจึงเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เพื่อพิจารณาก่อนการบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์

แต่เมื่อพบว่าจำเลยที่ 2 ได้เดินทางไปรับข้อมูลสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทย จากนายบุญทวีศักดิ์ จำเลยที่ 5 ที่แยกลำสาลี ในเวลา 21.00-22.00 น. ซึ่งเป็นยามวิกาล ถือว่าผิดวิสัยและผิดปกติ อีกทั้งยังปรากฏว่า เมื่อได้รับข้อมูลแล้ว มีการรีบเร่งบันทึกข้อมูลในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อสำนักงาน กกต. ได้เปิดเวลาทำการ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนบันทึกเลขสารบรรณและเสนอผู้บังคับบัญชาก่อน ซึ่งพยานโจทก์ดังกล่าว เป็นเพื่อนร่วมงานของจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงเชื่อว่าเบิกความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนจำเลยที่ 3-5 ที่เป็นสมาชิกและผู้บริหารพรรคพัฒนาชาติไทยนั้น ปรากฏว่าช่วงเกิดเหตุได้มีการประชุมพรรค ดังนั้น น่าเชื่อว่าจะได้ร่วมรู้เห็น เรื่องที่จำเลยที่ 5 นำเงิน 30,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อสนับสนุนการกระทำดังกล่าว

 

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอลงอาญานั้น เห็นว่าความผิดที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6 นั้น กฎหมายดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี ในอัตราโทษต่ำสุดแล้ว จึงไม่อาจกำหนดโทษให้ต่ำกว่านี้ได้อีก และไม่อาจรอลงอาญา เพราะอัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์อยู่บ้างต่อการพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน

ขณะที่ความผิดของจำเลยที่ 3-5 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรรัฐฯ มาตรา 11 กำหนดอัตราโทษจำคุก 1-10 ปี ซึ่งศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยคนละ 3 ปี 4 เดือนนั้น เนื่องจากเป็นการกระทำที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าหนักเกินไป เห็นควรแก้โทษจำคุก คนละ 2 ปี แต่ไม่รอลงอาญา

สำหรับ พล.อ.ธรรมรักษ์ จำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้โจทก์จะมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ได้จากศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ที่พวกจำเลยเดินอยู่บนระเบียง โดยภาพช่วงที่เข้าไปยังกระทรวงกลาโหม และออกจากกระทรวงกลาโหม แตกต่างกันตรงที่ปรากฏซองสีขาวในมือของบุคคลที่ปรากฏในภาพวงจรปิด แต่โจทก์ก็ไม่มีประจักษ์พยานเบิกความ ยืนยันว่าพวกจำเลยได้เข้าไปพบจำเลยที่ 1 ภายในห้องรับรอง และจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้มอบซองที่อาจจะมีการบรรจุเงินในซองดังกล่าว ให้กับจำเลยที่ 3 เพื่อไปมอบต่อให้กับจำเลยที่ 4 และ 5 นำไปให้จำเลยที่ 2 จริงหรือไม่

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด คงมีเพียงคำให้การของจำเลยที่ 3 และ 4 ในชั้นสอบสวนเท่านั้นว่าไปพบจำเลยที่ 1 ซึ่งคำให้การดังกล่าวเสมือนเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกัน จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะคดีมีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี ซึ่งในชั้นสืบพยานจำเลยที่ 3 และ 4 ก็ไม่ได้เบิกความยืนยันตามคำให้การชั้นสอบสวน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 3-5 สนับสนุนจำเลยที่ 2 กระทำผิด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1

ภายหลัง พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม เหตุการณ์นี้ ถ้าตนเป็นคนทำจริง คงไม่เหลือร่องรอย หรือหลักฐานไว้แล้ว ตอนนี้ความจริงก็ได้ปรากฏตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว

ผู้สื่อรายงานว่า ในวันนี้มีบุคคลใกล้ชิดและผู้ติดตามมาให้กำลังใจจำนวนมาก จนแน่นห้องพิจารณาคดี ซึ่งภายหลังจากที่ศาลได้มีคำพิพากษา ยกฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ ดีใจและมีใบหน้ายิ้มแย้ม.

"ศาลอุทธรณ์" พิพากษากลับ ยกฟ้อง "พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกรู ณ อยุธยา" คดีจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง ปี 2549 แต่ จนท.กกต.โดนโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน... 7 ม.ค. 2557 13:20 ไทยรัฐ