วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หุ้นไทยรีบาวด์ 11.28 จุด จับตาวันม็อบชัตดาวน์

หุ้นเช้าบวก 11.28 จุด ปิดที่ 1,242.12 จุด การเมืองยังเป็นปัจจัยสำคัญกดดันตลาด คาดยังมีแรงขาย LTF/RMF อีก 6-7 พันล้านบาท จับตาประเด็นที่ชี้มูลความผิดที่มาส.ส.-ส.ว. และชัตดาวน์กรุงเทพฯวันที่ 13...

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายรอบแรกเช้าวันนี้ (7 ม.ค.57) ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 11.28 จุด ปิดที่ 1,242.12 จุด มูลค่าการซื้อขาย 15,012.43 ล้านบาท

ทั้งนี้ หลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ที่มีการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANCE), ธนาคารกสิกรไทย  (KBANK), บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT), บริษัท ปตท. (PTT) และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH)

บล.ทรีนีตี้ (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทย เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีโอกาสอ่อนตัวลง หลังจากที่รีบาวด์กลับขึ้นมาเมื่อวานนี้ โดยประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองยังเป็นปัจจัยสำคัญกดดันตลาดไทย แม้แนวโน้มตลาดโดยรวมจะดูดีขึ้น หลังนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปี

ขณะที่ดัชนียังมีแรงขายกดดันจากเม็ดเงิน LTF/RMF เข้ามาตลอด โดยคาดว่า ยังมีแรงขายอีกราว 6-7 พันล้านบาท ในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ได้แก่ 1. 7-10 ม.ค. กรณี ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. รวม 383 คน ซึ่งหากมีการชี้มูลความผิดจริง เรามองว่าอาจส่งผลให้สถานการณ์การเมืองยืดเยื้อออกไป โดยเฉพาะกรณีเหมาเข่ง  2. 13 ม.ค. การชุมนุมที่เผชิญหน้ากันของกลุ่ม กปปส. และกลุ่มเสื้อแดง ที่จะทำการ  ปิด-เปิด กทม. ซึ่งอาจนำมาสู่ความรุนแรงได้

ด้านปัจจัยต่างประเทศ คาดว่าเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นไทย หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ เราเชื่อว่านักลงทุนให้น้ำหนักเกี่ยวกับ 1. 8 ม.ค. รายงานการประชุมเฟด ของวันที่ 17-18 ธ.ค. ที่มีการปรับลดขนาด QE เป็นครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงแนวโน้มมาตรการเฟดที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ  2. 10 ม.ค. ตัวเลขการจ้างงานและอัตราการว่างานเดือน ธ.ค. ซึ่งเรามองว่า ทั้งสองประเด็นนี้  จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเฟดที่จะตัดสินใจลดขนาด QE ต่อไปหรือไม่ 

ในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 28-29 ม.ค. นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ Fundflow ในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งทางนางเจเน็ต เยเลน ได้รับการรับรองจากวุฒิสภา ให้เป็นประธานเฟดคนถัดไป โดยนางเยเลน ยังคงสนับสนุนนโยบายของนายเบอร์นันเก้ โดยยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำและยังซื้อสินทรัพย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ.